ภายในเมืองโอริสนครคึกคักอย่างที่สุด สถานที่พักแรมถูกจับจองจนไม่เหลือห้องว่าง แม้ในยามค่ำคืนโรงเตี๊ยมห้องอาหารยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ย่านการค้าหลักเป็นถนนกว่าสิบเส้นตัดกันเป็นตาราง สองฝากข้างเป็นห้องแถวร้านค้าเปิดตะเกียงโคมไฟสว่างโร่ตลอดทั้งสองฝั่ง
อุทัยแต่งกายมิดชิดด้วยชุดสีดำโพกหัวด้วยผ้าดิบแล้วยังสวมงอบไม้ไผ่สานทับอีกชั้น เจ้าวานรเวรุงกะเกาะอยู่บ่าซ้าย ส่วนนางแมวน้อยซิงซิงซุกอยู่ภายในอกเสื้อของอุทัย
เสียงอึกทึกดังจนอื้ออึง ผู้คนแต่งตัวแปลกประหลาดตามรูปแบบของถิ่นตน ต่างเดินกันขวักไขว่มองดูจนตาลาย
อุทัยค่อยๆ เดินลัดเลาะผ่านฝูงชนเที่ยวชมเมือง .. ผ่านร้านค้ามากมายมีทั้งร้านผ้าไหม ร้านกระเป๋าสตรีลือชื่อ ร้านเครื่องกระเบื้องเคลือบ .. แล้วจึงเดินรี่เข้าร้านขายกระบี่แห่งหนึ่ง
กระบี่ชั้นเลิศถูกจัดแขวนอยู่ตามผนัง .. กระบี่ชั้นเลิศกว่าวางอยู่บนแท่นสูงต่ำลดหลั่นกันไป .. ยอดยุทธ์หลายสิบคนกำลังเดินชมดู บ้างกำลังต่อรองราคากระบี่ที่มันพึงใจ
ยอดยุทธ์ชาวทวีปต่างยกย่องให้โอริสาคือแหล่งผลิตกระบี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุด .. อุทัยเดินชมกระบี่หลากหลายแบบ บางเล่มทำด้วยโลหะชั้นดี บางเล่มประดับหินหยกดูงดงามเลอค่า
.. แต่กระบี่เหล่านี้ขาดบางสิ่งไป .. สิ่งที่ทำให้ศาสตราวุธเล่มหนึ่งแตกต่างจากแท่งโลหะธรรมดา .. นั่นก็คือ .. จิตวิญญาณแห่งศาสตรา
เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะโยกขย่มตัว ชี้มือชี้ไม้ไปยังร้านฝั่งตรงข้าม .. อุทัยจึงมองตามเห็นเป็นร้านขายอาหารสด มีเครือกล้วยหอมเครือใหญ่แขวนเด่นอยู่หน้าร้าน
กล้วย !!! .. เจ้าวานรน้อยจ้องมองจนน้ำลายย้อย ..
อุทัยเดินข้ามถนนไป .. แต่มันมิได้ไปยังร้านที่แขวนเครือกล้วยนั้น กลับตรงไปยังร้านด้านข้างซึ่งเป็นอาคารสามชั้นหน้ากว้างถึงหกคูหา ด้านหน้าโดดเด่นด้วยโคมไฟสีแดงแขวนประดับไว้เป็นสายยาวนับสิบสาย
ป้ายยี่ห้อบนประตูเขียนด้วยอักษรตัวโต .. ‘หอสราญรมย์’ .. ด้านหน้าคลาคล่ำไปด้วยบุรุษทั้งฉกรรจ์ทั้งชรา .. เสียงดนตรีบรรเลงดังออกมาจากด้านใน อุทัยจึงก้าวฉับๆ เข้าไปดูด้วยความสนใจ
หน้าประตูร้านยืนไว้ด้วยบริกรเป็นบุรุษร่างโตผู้หนึ่ง มันโค้งคำนับแล้วกล่าวว่า “หอสราญรมย์ ยินดีต้อนรับ .. นายท่าน ..” แล้วจ้องมองอุทัยตั้งยอดศีรษะจรดปลายบาทา
อุทัยกล่าวว่า “อื่มมม .. ที่นี่ ช่างคึกคักยิ่ง ..” เมื่อมองเข้าไปด้านในเห็นบุรุษมากมายกำลังร่ำสุรา ยังมีสตรีงดงามแต่งตัววาบหวามพะเน้าพะนออยู่ด้านข้าง .. อุทัยก้าวเดินเข้าไปอย่างลืมตัว
“ช้าก่อน นายท่าน” บริกรผู้นั้นกล่าว มันเห็นอุทัยแว๊บแรกก็มองออกทันทีว่า แขกผู้นี้ไร้ซึ่งเงินทองมิเหมาะสมกับสถานที่อันโอ่อ่าแห่งนี้ .. จึงกล่าวอย่างสุภาพว่า “ห้ามนำสัตว์เลี้ยง เข้าไปภายในเหลาหนา .. นายท่าน” .. มันหมายถึงเจ้าวานรน้อยที่เกาะอยู่บนบ่าอุทัย
บริกรผู้นั้นกล่าวต่อ “หากนายท่านต้องเข้าไป ต้องนำสัตว์เลี้ยงฝากไว้กับทางร้าน .. คิดค่าบริการห้าบาท .. แล้วต้องจ่ายค่าเครื่องดื่มก่อนอีกห้าบาท ..”
อุทัยทำตาโต กล่าวว่า “เพียงค่าเข้าก็สิบบาทเชียวหรือ .. เหลาอันใดคิดค่าบริการมากมายเช่นนี้ ..” ค่าใช้จ่ายภายในโอริสนครช่างโหดร้ายนัก .. แล้วจึงล้วงหาอัฐจากกระเป๋าภายในอกเสื้อของมัน
แม๊วววว .. เสียงร้องจากแมวน้อยซิงซิง .. นางมุดหัวออกมาหันซ้ายมองขวา ด้วยความช่ำชองในยุทธจักรนางมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่า สถานที่นี้เป็นที่เที่ยวสนุกสนามของเหล่าบุรุษเสเพล จำหน่ายสุราอาหารพร้อมวงดนตรีบรรเลงขับกล่อม ทั้งยังมีสตรีงดงามคอยบริการให้ความบันเทิง
“ไอ้โล้นโรคจิต .. คิดทำอันใดของเจ้า ..” แมวน้อยซิงซิงดุด่าอุทัยเป็นการใหญ่ ..
“สถานที่เลวทรามเช่นนี้มิเหมาะกับเจ้าดอก .. รีบออกไป ..” นางยังกล่าวไม่ยอมหยุด ..
“ยัง .. ยัง .. ยังอ้อยอิ่งรออันใด .. รีบออกไปบัดเดี๋ยวนี้ ..” อุทัยถูกดุด่าราวมีมารดาเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง มันทำตาละห้อยจำใจต้องถอยกลับออกมา ..
อุทัยเดินคอตกไร้อารมณ์ .. ได้แต่ก้าวเท้าไปตามคำชักนำของแมวน้อยซิงซิง .. ประเดี๋ยวเลี้ยวตรอกซ้าย ประเดี๋ยวเข้าซอยขวา .. วกวนจนเจ้าเวรุงกะงุนงง .. สุดท้ายมาหยุดภายในตรอกปลอดผู้คนแห่งหนึ่ง
ภายในตรอกเป็นตึกแถวเห็นร้านค้ามีแสงสว่างลอดออกมารำไรแห่งหนึ่ง แมวน้อยซิงซิงสั่งให้เจ้าเวรุงกะซ่อนตัวรออยู่ด้านนอก แล้วให้อุทัยเดินเข้าไปในร้านค้าแห่งนั้น
ด้านในมีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงดวงน้อย กลิ่นสมุนไพรนานาชนิดโชยมากระทบจมูก อุทัยมองเห็นตู้มีลิ้นชักช่องเล็กๆ มากมายวางเรียงกันเป็นแถว ทั้งยังมีกระสอบป่านบรรจุพืชตากแห้งนานาชนิดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ .. นี่ต้องเป็นร้านขายยาสมุนไพรแน่แล้ว .. อุทัยครุ่นคิด
ทันใดนั้นมีเสียงของบุรุษสูงวัยผู้หนึ่งดังขึ้น .. “ร้านปิดแล้ว .. นายท่าน ..”
เงาร่างอ้วนๆ ของบุรุษวัยสี่สิบเศษเดินออกมาจากมุมมืด .. อุทัยสัมผัสถึงปราณยุทธ์อันเข้มข้นแผ่กระจายออกจากร่างบุคคลผู้นั้น .. เป็นพลังยุทธ์ระดับ ‘อัครปราณ’ ขั้นสูงสุด .. ไม่น่าเชื่อว่าร้านค้าเล็กๆ แห่งนี้จะมียอดยุทธ์ผู้หนึ่งเฝ้าดูแล
เมี๊ยวววว .. แมวน้องซิงซิงร้องอย่างเบาบาง เป็นการสื่อสารที่ได้ยินเพียงนางและอุทัย
บุรุษอ้วนผู้ดูแลร้านจ้องมองอุทัยด้วยสายตาดูหมิ่น มันยังกล่าวย้ำเช่นเดิม “ร้านปิดแล้ว .. ให้มาใหม่วันรุ่งพรุ่งนี้ ..”
อุทัยแสร้งทำหน้านิ่งจ้องมองกลับด้วยสายตาเย็นชา แล้วกล่าวเป็นรหัสลับว่า “แสงทองส่องหล้า .. ปักษาคืนสู่รัง ..”
เมื่อได้รับฟังบุรุษอ้วนแน่นิ่งไปสามวินาที แล้วจึงรีบตอบกลับมาว่า “เทวาอวยชัย .. มอบอายุขัยหมื่นปี ..” มันจ้องมองอุทัยอย่างฉงนแล้วถามต่อ “ทะ .. ท่านคือ ..”
“บัดซบ!” เสียงสบถด่าของอุทัยดังขึ้น แล้วยังกล่าวต่ออย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าหมูอ้วนหลี่ .. เจ้านี่ .. รนหาที่ตาย ..” .. มันด่าตามที่แมวน้อยซิงซิงบอก
อุทัยแสร้งทำทีท่าไม่พอใจ ตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเป็นรหัสลับว่า “เป็น .. บัญชาปักษา” .. แมวน้อยซิงซิงขยับแขนยึกยัก .. ทันใดนั้นที่หน้าอกของอุทัยปรากฏปราณแสงสีฟ้ารูปวิหคตัวน้อยโบยบินวูบหนึ่งแล้วจึงหายวับไป
บุรุษอ้วนผู้นั้นถึงกับร่างกระตุก รีบกล่าวว่า “.. ผู้ .. ผู้น้อย สมควรตาย .. มีตาแต่หามีแววไม่ ..” ท่าทีของมันเปลี่ยนเป็นนอบน้อมยืนนิ่งก้มหัว ..
ชิ !!! อุทัยทำท่าทางเป็นยโสเดินผ่านไปอย่างไม่แยแส
.. ร้านขายสมุนไพรซึ่งไม่เป็นที่สะดุดตาแห่งนี้ก็คือรังลับของ ‘สมาพันธ์ปักษาเทวา’ .. แมวน้อยซิงซิงกล่าวว่ารังลับเช่นนี้จะถูกจัดตั้งตามเมืองสำคัญทั่วทั้งทวีป ด้วยฐานะ ‘ผู้เฒ่าปักษา’ ของนาง สามารถเข้าออกเพียงแจ้งรหัสลับกับผู้ดูแล .. และผู้ดูแลรังลับแห่งนี้ถูกเรียกขานภายในกลุ่มผู้เฒ่าปักษาว่า ‘หมูอ้วนหลี่’
.. ส่วนยอดยุทธ์หมูอ้วนหลี่ผู้นี้เพียงเจอผู้เยาว์ไร้ซึ่งพลังปราณผู้หนึ่ง มาถึงก็กล่าวรหัสลับแสดงศักดิ์ฐานะของบุคคลชั้นสูงของสมาพันธ์ มันเกิดความเคลือบแคลงจึงสอบถามตัวตนของผู้มาเยือน
.. สุดท้ายอุทัยแสดงรหัสตามแบบฉบับชาวสมาพันธ์ ทั้งยังใช้คำ ‘หมูอ้วนหลี่’ ซึ่งมีแต่บุคคลระดับสูงเท่านั้นที่เรียกหามันเช่นนี้ .. เจ้าหมูอ้วนหลี่หวั่นเกรงสร้างความไม่พอใจแก่อุทัย ได้แต่ยืนเหงื่อแตกทำตัวนิ่งราวกระสอบป่านไร้ชีวิตกระสอบหนึ่ง
อุทัยเดินตรงไปหลังร้าน .. คลืนนนนนน .. เสียงประตูกลที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนถูกเปิดออก ที่ด้านหลังคือบันไดกว่าร้อยขั้นทอดวนยาวลงไปยังชั้นใต้ดิน
.. คลืนนนนนน ประตูกลถูกปิดลง .. อุทัยเดินลงไปตามทางน้อย .. ที่ปลายทางก็คือห้องลับอันมืดมิดภายในจัดเก็บเอกสารมากมาย ยังมีเสื้อผ้าเครื่องใช้นานาชนิด รวมทั้งเหรียญทองแยกใส่ถุงเล็กๆ ไว้จำนวนหนึ่ง ทั้งหมดวางเรียงรายอยู่ตามชั้นผนังอย่างเป็นระเบียบ
อากาศภายในห้องลับไม่อุดอู้แสดงว่ามีช่องถ่ายเทอากาศมาจากพื้นผิวด้านบน อุทัยหยุดยืนหน้าโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่กึ่งกลางห้อง บนโต๊ะมีเพียงกล่องไม้สีดำขนาดย่อมตั้งเด่นอยู่หนึ่งกล่อง
ซิงซิงบอกให้อุทัยเอื้อมมือเปิดกล่องไม้ออก ในความมืดดวงตาของมันพบเห็นวัตถุทรงกลมคล้ายดวงแก้วขนาดเท่ากำปั้นวางสงบนิ่งอยู่
แม๊ววว .. แมวน้อยซิงซิงตาเป็นประกายกล่าวว่า “.. ดวงแก้ว .. ชาลิกเทวะ”
อุทัยสงสัยกล่าว “.. คืออันใดกัน .. ดวงแก้วชาลิกเทวะ” มันปลดงอบที่สวมออกจากศีรษะแล้วยังถามต่อ “บุรุษอ้วนผู้นั้นจะตามลงมาหรือไม่ ..”
แมวน้อยยังไม่ตอบคำ .. มุดตัวกระโดดจากอดเสื้อของอุทัยออกมายืนบนโต๊ะ นางกล่าวว่า “.. เจ้าหมูอ้วนหลี่รักตัวกลัวตายเป็นที่สุด .. มันมิกล้าย้ายก้อนไขมันของมันลงมาที่นี่หรอก ..” กล่าวจบก็เร่งเร้าพลังจิตปากท่องมนตราพึมพำ ขาหน้าทั้งสองยกกวัดแกว่งไปมา
.. ชั่วครู่ดวงแก้วภายในกล่องก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง มันส่งแสงวิบวับในความมืดแล้วจึงลอยขึ้นมากว่าหนึ่งศอก
.. ภายในดวงแก้วเริ่มแปรเปลี่ยน .. ปรากฏเป็นจุดประกายแสงสีเหลืองเล็กๆ ปะทุออกจากกึ่งกลาง แสงนั้นค่อยๆ ขยายออกพลิ้วไหวเป็นระลอกวิ่งวนอยู่ภายใน
.. แต่พลังนั้นคล้ายถูกกักขังไว้ แล้วค่อยๆ หรี่แสงลดความสว่างลง
แมวน้อยซิงซิงคิ้วขมวด “พลังของข้าไม่เพียงพอ ..” นางหันมากล่าวกับอุทัย “เจ้าต้องช่วยแล้ว .. ขยับเข้ามา .. ทำตามข้า ..”
อุทัยขยับเข้าหาอย่างว่าง่าย .. ทำตามคำแนะนำของนางแมวน้อย .. มันผ่อนคลายร่างกายทำจิตจนสงบนิ่ง แล้วกล่าวมนตราส่งพลังปราณเข้าใส่ดวงแก้วดวงนั้น
ทันใดนั้น .. ดวงแก้วชาลิกเทวะสั่นสะท้านราวมีชีวิต จุดประกายแสงสีเหลืองที่กึ่งกลางปะทุออกอีกครั้ง แต่คราวนี้รุนแรงกว่าครั้งแรกนับร้อยเท่า
.. พลังแสงสีเหลืองอัดแน่นจนทะลุผ่านดวงแก้วออกมาทำทั้งห้องลับสว่างไสวราวกลางวัน
แมวน้อยซิงซิงถึงกับอ้าปากค้าง ถึงแม้นางเคยใช้มนตรากับดวงแก้วชนิดนี้หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยพบเห็นมันมีอานุภาพส่องสว่างถึงเพียงนี้
ภายในแสงมนตราเกิดคลื่นลำแสงสีเหลืองเข้มกระจายพุ่งออกทั้งสี่ทิศ ดวงแก้วดวงนี้กำลังเชื่อมต่อกับดวงแก้วอื่นอีกสี่ดวง ผ่านไปสิบลมหายใจก็มีพลังมนตราคล้ายคลื่นอักขระนับหมื่นนับแสนไหลกลับเข้ามา
ดวงแก้วชาลิกเทวะของสมาพันธ์ปักษาเทวานับสิบๆ ดวงถูกจัดวางในจุดยุทธศาสตร์ทั่วทั้งทวีป ดวงแก้วบรรจุเวทมนตร์ระดับสูงเมื่อเปิดใช้จะเชื่อมต่อกับดวงแก้วชาลิกเทวะดวงอื่นเพื่อส่งข่าวสารประดุจตาข่ายของใยแมงมุม ข่าวสารในแคว้นที่ห่างไกลกว่าหมื่นโยชน์จะถูกส่งถึงกันเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น
“อ่านมัน ..” เสียงของแมวน้อยซิงซิง
อุทัยนิ่งเงียบจดจ่ออยู่กับอักขระมนตรามากมายที่พรั่งพรูเข้ามา ทั้งหมดคือข้อมูลคณะบุคคลที่เข้าร่วมงานชุมนุมชมมังกรนับพันๆ รายชื่อ ... “อ่า ... แคว้นกุสุมา .. องค์ชายใหญ่ ‘เจ้าม่านฟ้า’ .. ดาบภูผา ‘ซออะวิน’ ..” อุทัยกล่าว
แมวน้อยซิงซิงครุ่นคิด .. เด็กหนุ่มนี้ไม่ธรรมดา .. อักขระที่ส่งมาเป็นรหัสลับซึ่งด้วยสติปัญญาของนางยังต้องใช้เวลาศึกษามนตรานี้กว่าห้าปีจึงสามารถเข้าใจอักขระเหล่านี้ได้ ..
แมวน้อยซิงซิงกล่าวว่า “เจ้าโล้นค้นหา .. มัธยะปุรา .. ไม่ๆ เปลี่ยนเป็น .. นพรัตน์ ..”
อุทัยกล่าวพึมพำ “ค้นหา .. นพรัตน์ ..” เพียงชั่วครู่อักขระชุดหนึ่งก็ถูกส่งเข้ามา ..
อุทัยอ่านข้อความ ‘เมืองนพรัตน์ถูกทัพเจ้านพฤทธิ์ชิงคืนด้วยการเปิดมนตราหงส์สวรรค์ชำระบาป .. ทัพมหาการีย์ถอยร่นออกจากภาคกลางของแคว้นมัธยปุราแล้ว’
.. อักขระข่าวสารถูกส่งมาพร้อมภาพเคลื่อนไหวราวสิบวินาที เป็นมุมมองเมืองราชธานีกรุงนพรัตน์จากสถานที่ห่างไกล .. ทั่วทั้งเมืองปกคลุมด้วยหมอกหนา บนท้องฟ้ามีก้อนเมฆดำขนาดมหึมาพร้อมสายวิชชุลั่นเปรี๊ยะประอย่างน่าสะพรึง
.. ที่แปลกประหลาดคือปราณรูปครึ่งทรงกลมขนาดยักษ์มีสายวิชชุวิ่งวนอยู่โดยรอบตั้งอยู่กลางเมืองราชธานี .. นั่นเป็นภาพเดียวกับที่อุทัยพบเห็นเมื่อครั้งหลบหนีออกมา
.. อุทัยมีสีหน้าแตกตื่น มนตราข่าวสารชนิดนี้ช่างพิสดารนัก .. สามารถส่งข้อความอักขระ ทั้งยังมีภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงประกอบ ช่างดูสมจริงราวมองเห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตาตัวเอง
อุทัยพึมพำกล่าวต่อ “ค้นหา .. ผู้เฒ่าปักษาวารี .. ล่าสุด”
แม๊ววววว .. แมวน้อยซิงซิงหันมามองหน้ามันอย่างไม่พอใจ .. ผ่านไปกว่าสิบห้าลมหายใจผลการค้นหาจึงตอบสนองกลับมา
อุทัยถอดความหมายของอักขระได้ว่า .. ‘ผู้คุมกฎซ้าย ผู้เฒ่าปักษาวิญญาณ และผู้เฒ่าปักษาวารีได้หายสาบสูญไป .. สถานที่สุดท้ายที่พบเบาะแสคือบริเวณหุบเขาแห่งความตายเขตชายแดนอโยธยากับโอริสา .. คาดว่าได้เสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจพร้อมคณะมือสังหารอีกห้าสิบคน’
.. นั่นคือข่าวสารที่สั่นสะเทือนสมาพันธ์ที่สุดในรอบสิบปี ติดอันดับการแสดงผลค้นหากว่าหมื่นครั้ง
.. แต่ที่ทำอุทัยและแมวน้อยซิงซิงงุนงงก็คือระยะเวลา .. เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเจ็ดเดือนก่อน .. มันเข้าใจว่าจากวันที่ก้าวสู่ประตูอสูรโลกาจนถึงวันนี้กินระยะเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
อุทัยกล่าวกับนางแมวน้อย “ใช่เกิดข้อผิดพลาดในวันเวลาหรือไม่ ..”
นางแมวน้อยขมวดคิ้ว กล่าวว่า “ไม่สมควรผิดพลาด รายงานนี้ถูกบันทึกเมื่อเจ็ดเดือนก่อนจริงๆ .. นี่เราอยู่ในพิภพสัตว์อสูรเป็นเวลานานเท่าไรกันแน่ ..”
.. เป็นเพราะเวลาของพิภพอสูรกับโลกมนุษย์นั้นไม่เท่ากัน .. ระยะเวลาหนึ่งวันของพิภพหนึ่งอาจเป็นหลายวัน หรืออาจเป็นหลายเดือน หรือหลายปี หรือเป็นเพียงไม่กี่นาทีของอีกพิภพหนึ่งเท่านั้น
ขณะที่อุทัยกำลังยืนนับนิ้วบวกเลขคำนวณวันเวลา เสียงของแมวน้อยซิงซิงกล่าวว่า “นั่น .. นั่น .. เปิดสารสีโลหิตนั่น ..”
อุทัยไม่รอช้าใช้พลังปราณดึงสารนั้นเปิดออกดู .. ตัวสารถูกเข้ารหัสอีกสิบหกชั้น .. มันใช้เวลากว่าห้าลมหายใจจึงตีความออกมา
.. ‘ท่านจงดำเนินการแผนการขั้นแรก เมื่อถึงโอริสนครให้เคลื่อนไหวอย่างรอบคอบ ข้าจะส่งยอดฝีมือร่วมการประลองงานชุมนุมชมมังกร ..’
สตรีปักษาวารีถึงกับตาเหลือก สารนี้มีระดับความสำคัญสูงสุดของสมาพันธ์ .. นางร้องโพล่งกล่าวว่า “สารนี้ส่งจากผู้ใด”
อุทัยตอบ “อื่มมมม ส่งเมื่อหนึ่งวันก่อน .. ถึงผู้คุมกฎขวา .. จาก .. บุตรเทวะ ..” แล้วจึงถามต่อว่า “บุตรเทวะคือผู้ใดกัน .. เหตุใดท่านจึงทำสีหน้าหน้าเช่นนั้น ..” มันเห็นท่าทีของแมวน้อยแปรเปลี่ยนไป
บุตรเทวะเป็นตัวตนเช่นไร .. ขนาดสตรีปักษาวารีซิงซิงยังตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ .. อุทัยพลันเหลือบเห็นสารสีโลหิตกะพริบวับๆ ลอยเข้ามาอีกอันหนึ่ง
นางแมวน้อยซิงซิงกำลังจะห้ามปราม .. แต่ไม่ทันการเสียแล้ว .. สารนั้นถูกอุทัยเปิดออกแล้ว ..
เป็นข้อความตอบกลับจากผู้คุมกฎขวา .. ‘รับบัญชาเทวะ .. รายงานข่าวด่วน ซออะวินมิได้ถูกพิษทำร้าย .. ส่วนเจ้าบัณฑิตไร้สัจถูกสังหารที่ชุมทางอรัญเสียแล้ว ..’
อุทัยครุ่นคิด .. ซออะวินช่างโด่งดัง .. ข่าวคราวของมันถูกรายงานอย่างใกล้ชิด ราวเป็นนักแสดงผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง
.. แต่ .. ซิงซิงกลับนิ่งเงียบใบหน้าซีดเผือด ขนแมวตามร่างกายของนางลุกตั้งเกรียว
.. ทันใดนั้น .. จิตวิญญาณของอุทัยตื่นตัวถึงขีดสุด สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตอันแข็งแกร่งสุดยอดที่พื้นผิวด้านบน .. มันรีบดึงสมาธิกลับออกจากมนตราเครือข่ายข้อมูลข่าวสารโดยทันที
อุทัยรีบกล่าว “.. สหายร่วมสมาพันธ์ของท่านกำลังมาแล้ว”
คลืนนนนนน !!! เสียงดังมาจากด้านบน .. ทำหัวใจของอุทัยและซิงซิงตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม .. ประตูกลทางเข้าห้องลับถูกเปิดออกอีกครั้งแล้ว ..