“แปลกดีนะครับ” พศินพูด
ปู่จิบน้ำแล้วพูดต่อ “บางความเชื่อว่ากันว่าคนเราทุกคนจะมีแฝดอีกร่างหนึ่งติดตามเป็เงาอยู่ในโลกคู่ขนาน คอยรับเคราะห์แทนในเวลามีภัย หรืออาจแย่งชิงชีวิตเ้าของร่างมาเป็ของตนเองได้เมื่อเกิดความริษยาและคนรอบข้างก็จะไม่มีใครรับรู้ด้วย”
“ขนาดนี้เชียว”ท็อปหน้านิ่วคิ้วขมวด
“ตามที่เล่าๆกันมานะไอ้หนุ่ม ดอพเพลแกงเกอร์จะไม่มีเงาของตัวเอง ไม่มีภาพสะท้อนบนกระจกหรือผิวน้ำ เวลาส่องกระจกมันอาจจะให้คำแนะนำอะไรบางอย่างกับบุคคลต้นแบบของมันด้วยเจตนาร้ายซึ่งออกแนวยุแยงตะแคงรั่ว ให้เกิดความเข้าใจผิดต่างๆ”
“มีอย่างนี้ด้วย” อนุชิตพูด
“ยังมีอีก บางทีก็อาจจะปรากฏตัวต่อหน้าญาติมิตรเพื่อทำให้เกิดความสับสน และอาจจะปรากฏตัวในลักษณะที่สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ยามที่บุคคลต้นแบบของมันเจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็ได้ เื่ดอพเพลแกงเกอร์นี่ก็ประมาณนี้”
“ตกลงมันคือเงาหรือครับ”ท็อปถาม
“ไม่ใช่”
“แต่ปู่บอกว่าเวลาส่องกระจกก็อาจจะเจอ”
“เอ็งก็จะเจอสองเงาไง”ปู่ชี้แจง
“เป็ไปได้ไหมที่ต้นแบบส่องกระจกแต่ไม่เห็นเงาตัวเอง เพราะดอพเพลแกงเกอร์ขโมยไป” พศินสงสัย
“อันนี้ข้าไม่เคยได้ยินนะ”
“ผมสงสัยเลยถามปู่ไม่มีอะไรหรอกครับ”
“แล้วมีไหมครับที่อีกร่างเป็คนไม่ดีตรงข้ามกับต้นแบบ” พศินถามต่อ
“ก็มีนะบางความเชื่อตามที่ข้าเคยได้ยิน ตอนไปฝรั่งเศส คนที่นั่นเขาก็เชื่อว่าถ้าเ้าของร่างเป็คนดี แฝดก็จะเป็คนไม่ดี ในทางกลับกันถ้าเป็คนไม่ดีฝาแฝดก็จะเป็คนดีและถ้าทั้งสองร่างมาเจอกันอย่างที่บอกไปเ้าของร่างก็จะตายในอีกไม่ช้า”
เสียงครางฮือปรากฏขึ้น
“อย่างเ้าแว่นเลยแต่เน็ตไม่เห็นเป็ไรเลย มันมีหลายแบบใช่ไหมปู่”
“ใช่แต่ก็มีอีกความเชื่อหลายอย่างที่นับว่าน่ากลัวทีเดียว อย่างว่าถ้าตัวแฝดหรือดอพเพลแกงเกอร์ได้รับแรงกระทบจากความอาฆาตแค้นและความพยาบาทจากต้นแบบมันจะทอดทิ้งร่างไปชั่วคราวเพื่อทำการแก้แค้นให้ด้วยตัวของมันเอง อย่างเช่นไปทำเื่เลวร้ายต่างๆ ใครไม่รู้ก็คิดว่าเ้าของทำ ทั้งที่อยู่เฉยๆและอาจจะแย่ยิ่งกว่านั้น หากมันไม่ไปก่อเื่ด้วยตัวเองแต่กลับยืมมือเ้าของมาทำเสียเอง โดยบังคับให้เราคิดหรือทำ อย่างที่มัน้าโดยผิดวิสัยความเป็ตัวเราอย่างสิ้นเชิง” ปู่พูดแล้วถอนใจ
“อันนี้น่ากลัวจริงๆ”อนุชิตพูด
“ช่ายยยย” ท็อปลากเสียง
ปู่พูดต่อ “ความเชื่อในทางที่ดีก็มี บางกลุ่มเขาก็เชื่อว่าดอพเพลแกงเกอร์คือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อคอยช่วยเหลืุ์เราไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไปเพราะมันจะรับฟังสิ่งที่เราพูดทุกอย่างแม้แต่สิ่งที่ผู้อื่นไม่อยากฟังและตอบคำถามที่ใครๆ ไม่สนใจจะตอบโดยการสร้างรอยพิมพ์คำตอบเ่าั้ขึ้นมาในจิตใต้สำนึกของเราในบางครั้งก็ช่วยเหลือเราด้วย” ปู่บอก
“ยังไงหรือปู่” อนุชิตเร่ง
“ใจเย็นๆทำเป็วัยรุ่นใจร้อนไปได้ ก็อย่างเช่น อืม เมื่อถึงคราวคับขันเรามักจะรอดตายอย่างหวุดหวิดแบบเฉียดตาย ทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามนั่นเป็เพราะเ้าดอพเพลแกงเกอร์ พุ่งออกมาเร็วกว่าและหยุดยั้งเราเอาไว้ได้อย่างนี้เป็ต้น” ปู่ร่ายยาว
“แล้วปู่ไปรู้เื่แบบนี้มาจากไหน”ท็อปถาม
“ปู่แกอายุมากแล้วนะ”อนุชิตตอบแทน “แล้วแกก็เดินทางมาเยอะ ตอนหนุ่มทำงานเรือสมุทร เคยเป็ไตก๋งเรือด้วยเปิดร้านเหล้า ขายกางเกงยีนส์ สมัยาเวียดนามก็ทำงานกับจีไอจนร่ำรวยเห็นพ่อบอกอย่างนี้”
“เปิดบาร์เป็แมงดาด้วย พ่อเอ็งบอกหรือเปล่า” ปู่ยิ้ม
“เปล่า”
เด็กหนุ่มหัวเราะครืน
“นี่ไงปู่แกประสบการณ์ชีวิตเยอะ ถึงได้รู้เยอะ” อนุชิตบอกเพื่อนๆ
“ใครบอกเอ็ง”ปู่พูดลอยๆ
“ผมก็เดาแหละปู่”
“ไปหาน้ำหาท่าให้เพื่อนแกกินซะที่ครัวน่ะ” ปู่บอกอนุชิต
หลังจากเห็นสิ่งแปลกๆ ตรงที่พักบันไดตึกวิทยาศาสตร์วันนั้น ก็ไม่ใช่เพียงครั้งเดียวที่นิอรไม่เห็นเงาตัวเองในกระจก!!
ที่บ้าน ณ กระจกหน้าห้องน้ำทำเอานิอรไม่กล้าหยุดยืนหน้ากระจก เธอเกรงกลัวคนในบ้านจะเห็นเข้า หากเลี่ยงได้เธอก็จะเลี่ยงกระจกทุกบานในโลก
แต่กลับไม่ใช่เช่นนั้น ในห้องน้ำห้องนอนส่วนตัวของเธอเอง หน้ากระจกวันนั้นไม่ได้มีเธอเพียงหนึ่งเดียว แต่เป็สาม!
เงาในกระจกเยื้องออกไปนั้นยักคิ้วหลิ่วตาให้นิอรขยี้ตา เธอนึกว่าคงตาฝาดไปหรืออ่านหนังสือจนดึก หรือก็อย่างที่เพื่อนเคยบอกว่านอนดึกพักผ่อนไม่เพียงพอตาก็ลายได้ แต่เงาเยื้องออกไปนั้นกลับยื่นมือมาััเธอและก็ััได้เสียด้วย!!
เด็กสาวใมาก ใจนร้องไม่ออกไม่มีแม้แต่เสียงกัดฟันรอดออกจากปาก นิอรตัวเก็งนิ่ง ทำอะไรไม่ถูก
“ไม่ต้องกลัวชั้นเป็เพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ”
แต่นิอรก็ใหมดสติไปก่อนที่จะได้พูดจาตอบโต้
เมื่อลืมตาได้สติ เธอเหลียวมองไปรอบห้อง ค่อยๆ เยื้องตัวไปดูกระจก ไม่อยู่แล้ว นิอรรู้สึกใจชั้น เธอไม่กล้าเล่าเื่นี้ให้ใครฟัง ได้แต่เก็บงำไว้กับตัวและนั่งคิด... คิดและคิด
วันรุ่งขึ้นฝนตกปรอยๆ ั้แ่เริ่มตื่นนอนรู้สึกตัว นิอรเหลียวไปรอบตัวอีกหลายครั้ง ก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่งชันเข่ามองไปทางประตูห้องน้ำซึ่งมีกระจกอย่างหวาดระแวง เธอไม่อยากเข้าห้องน้ำเลยแต่จำเป็ เมื่อรวบรวมความกล้าก้าวเข้าห้องน้ำได้แล้ว นิอรค่อยๆ เดินผ่านและใช้หางตามองอย่างหวาดๆ ทว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
และไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเงาไม่มีใครอีกคนอยู่ในกระจกนั้นตลอดเรื่อยมาอีกสามวันเต็มๆ จนกระทั่งวันที่นิอรไปโรงเรียนตามปกติ ตลอด่เช้ายังไม่เกิดอะไรขึ้น
่พักกลางวันขณะที่เดินผ่านประตูกระจกใสที่มองเข้าไปด้านในเป็ห้องคอมพิวเตอร์ นิอรเห็นร่างอีกร่างของเธอยิ้มให้และขยับท่าทางคนละท่ากับเธอขณะนี้ มันยกมือ ะโขึ้น ที่สุดก็ยื่นมือออกมาแล้วออกมายืนข้างเธอ ทำเอานิอรใกลัวยืนแข็งทื่อเป็หินอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งรู้สึกถึงเสียงเรียกชื่อเธอดังขึ้นแทบเป็ะโอยู่ใกล้ๆ “นิอร นิอร!”
เด็กสาวสะดุ้งเฮือก เมื่อหันไปเธอก็พบพศินยืนอยู่ใกล้ๆ เธอรู้สึกมือไม้อ่อนจนสมุดงานร่วงหล่นลงพื้น “พศิน เธอเห็น... เห็นฉันไหม ในกระจกนั่น” นิอรถามเสียงสั่น
พศินรีบหันไปดูในกระจก “เห็นสิทำไม ... เธอเป็อะไร ไม่สบายหรือเปล่านิอร”
นิอรหันกลับไปมองกระจกอีกครั้งคราวนี้เธอมองเห็นเงาสะท้อนใบหน้าซีดขาวที่กำลังตระหนกใของตัวเองอย่างชัดเจน และเป็ปกติอย่างที่ควรจะเป็แล้ว...
“เมื่อกี๊...” นิอรเสียงสั่นแต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อจากนั้น
พศินก้มลงช่วยเก็บสมุดงานที่ตกเกลื่อนอยู่จนครบ “เดี๋ยวเราช่วยถือไปให้นะ เจอเธอก็ดีแล้วนิอร ฉันมีเื่จะพูดกับเธออยู่พอดี...”
นิอรได้ยินแค่นั้นเธอก็เกิดกลัวขึ้นมาว่าเื่ล้อเลียนที่เพื่อนๆว่าพศินชอบเธอจะเป็จริงจึงรีบตัดบท “ขอบใจมากนะพศิน ฉันไม่เป็ไรแล้วละ เดี๋ยวฉันถือไปเอง” แล้วเธอก็คว้าหอบสมุดในมือของพศินเดินหนีขึ้นตึกไปทันที
พศินตั้งหลักไม่ทันได้แต่มองแผ่นหลังนิอรลับตาไป เขาส่ายหัวช้าๆ นึกหวั่นเกรงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับนิอร
...ยังไงก็ต้องหาทางบอกหาทางพูดเื่นี้ให้ได้ พศินคิด
หลังจากนั้น่เย็นจนถึงกลับบ้านทำเอานิอรประสาทไปเลย เธอขบคิดหาทางจะทำอย่างไรกับเื่นี้ดี เธอนึกอยากจะเล่าให้ใครสักคนฟัง แล้วใบหน้าของพศินก็ลอยเข้ามา รู้สึกตัวเองร้อนวูบที่แก้ม
พศินน่ารักดีนะ วันนี้ที่เข้ามาช่วย แต่เขามีแฟนแล้วนะ อย่านะ อย่าคิดมาก เป็นเพื่อนกันดีที่สุด นิอรคิด
เอาเลย แย่งมาเป็ของเธอเลย เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา นิอรเหลียวมองไปรอบห้อง ไม่มีใครอยู่ในนี้ นอกจากเธอคนเดียว
หนุ่มหล่อ แถมนิสัยดี หายากนะ สมัยนี้ เสียงนั้นยังพูดออกมาอีก
“ใคร! ใคร!” นิอระโ “ใครพูดกับฉัน!!”
ฉันเอง !!!!! หลังจากสิ้นประโยคนี้จบลง ประตูห้องน้ำก็เปิดออกดังเอี๊ยดดดดแล้วคนเหมือนเธอก็เปิดประตูห้องน้ำก้าวมาอยู่ ณ เบื้องหน้าเธอ
นิอรใแทบสิ้นสติ พูดไม่ออก เหมือนปากถูกถ่วงด้วยก้อนหินขนาดใหญ่
“ฉันมาช่วยเธอ ให้สมหวังไงล่ะ ดีมะ” ร่างเหมือนเธอนั้นพูด
“เธอเป็ใครกัน” นิอรพูดอย่างละล่ำละลัก
“ฉันก็เป็เธอไง “
นิอรใวิ่งออกจากห้อง ลงไปยังชั้นล่างหาแม่ แม่เองก็ใที่นิอรวิ่งพรวดลงมา
“มีอะไรหือลูก”
“เปล่าเปล่าค่ะ”
“วิ่งหน้าตาตื่นมาเชียว”
“หนูฝันร้ายค่ะ”
“วันนี้หนูนอนเร็วนะ เพิ่งหัวค่ำเอง แต่ไม่เป็ไร เล่าให้แม่ฟังสิ ฝันอะไร”
“อ่อหนูคงคิดมากเื่เรียนนะคะ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แม่”
“ไม่มีเป็ไรไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า”
“โธ่แม่ หนูฝันร้ายจริงๆ คะ“ นิอรมองแม่แล้วทำง้อแม่ “หนูฝันว่าวิ่งหนีสัตว์ประหลาดอะไรสักอย่างคะ ทางก็ขรุขระ มืดก็มืด มีข้ามสะพานด้วย น่ากลัวจริงๆ”
“จ้ะจ้ะ”
“หนูอยู่กับแม่ตรงนี้ได้ไหมคะ”
“ดีเลยละครกำลังจะมา มานั่งดูกัน เดี๋ยวนี้ลูกเอาแต่ขลุกในห้องไม่เคยมาดูโทรทัศน์กับแม่เลยนะ”
“ค่ะแม่หนูขอโทษ”
หลังดูทีวีกับแม่จบ นิอรขอให้แม่เดินไปส่งเธอถึงห้อง แม่ไม่ปฏิเสธ นิอรตั้งสวดนะโมสามจบแล้วตั้งจิตตั้งใจจนสงบก่อนจะสวดบทชินบัญชรจนจบแล้วล้มตัวลงนอน...
วันต่อมานิอรไปโรงเรียน เข้าห้องน้ำใน่พักกลางวัน เธอยังเห็นในกระจกเป็ปกติ ออกจากห้องน้ำนิอรเดินเข้าไปหาหนังสือที่อยากอ่านในห้องสมุด
จนกระทั่งถึงเวลาเข้าเรียนบ่ายนิอรจึงเดินขึ้นห้องเรียนพร้อมหนังสือนิยายอีกสองสามเล่ม เธอเดินยิ้มร่าเริงเข้าไปที่กลุ่มเพื่อนๆ “จิ๊ด โหม่ง ดูสิ นิยายเล่มที่พวกเธออยากอ่านมาแล้วนะ ฉันยืมมาเผื่อด้วยนี่ไง”
จิ๊ดกับโหม่งหันมามองนิอรด้วยสีหน้างงๆ“อะไรกันนิอร เพี้ยนไปแล้วเหรอ ก็เธอเพิ่งยืมมาให้พวกฉันเมื่อกี๊เอง นี่ไง หนังสือยังอยู่ในมือเลย” ว่าแล้วทั้งสองก็ชูหนังสือในมือให้นิอรดู
นิอรจ้องหนังสือในมือตนเองสลับกับหนังสือในมือเพื่อนสลับไปมาอย่างไม่เข้าใจ