“ฉันขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”
เมื่อทุกคนรับประทานอาหารจนอิ่มกันเรียบร้อยแล้ว และระหว่างที่รอให้กฤษกร เคลียร์ค่าอาหารอยู่นั้น ญาตาวีก็หันมาบอกชมพูนิกข์ ก่อนจะลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารนั้นไป
“น้องนิกข์ดูไม่เหมือนเดิมเลยนะครับ ดูเงียบและพูดน้อยลงกว่าเดิมมาก”
กฤษกรมองใบหน้าสวยหวาน ด้วยสายตานิ่งไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา แต่ได้พูดเปรยๆ ขึ้นอย่างที่เขาสังเกตมาั้แ่เจอกัน
“เหรอคะ!!.... คงจะเป็เพราะนิกข์โตขึ้นมา และผ่านอะไรมามากเลยทำให้นิกข์พูดน้อยลงจากเดิมก็เป็ได้ค่ะ”
ชมพูนิกข์เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจที่คนตัวโตเฝ้าสังเกตอากัปกิริยาของเธอ จึงยิ้มบางๆ พร้อมกับกล่าวแก้อย่างขอไปที จะให้เธอพูดบอกความจริงไปได้ยังไงกันล่ะว่า ที่เธอเป็อยู่อย่างนี้ก็เพราะกำลังหักห้ามใจไม่ให้รักเขาอยู่นั่นแหละ เธอพูดอย่างนั้นไม่ได้หรอก หากพูดไปมีหวังถูกหัวเราะเยาะ และอาจพาลมองหน้ากันไม่ติดก็เป็ได้ เพราะเธอรู้อยู่แก่ใจว่าเขานั้นมีเ้าของแล้วนั่นแหละ
“กรค่ะ ใช่คุณจริงๆ ด้วย”
ชมพูนิกข์คิดกับตัวเองยังไม่ทันไร เ้าของของคนตัวโตที่เธอกำลังคิดถึงอยู่นั้นก็เดินตรงเข้ามาที่โต๊ะที่คนทั้งสองกำลังนั่งกันอยู่พอดี กวินตรา มองกฤษกรอย่างดีอกดีใจที่ได้เห็นชายหนุ่ม แต่พอหันมาเห็นว่ามีผู้หญิงที่หน้าคุ้นๆ นั่งอยู่ด้วย ก็หุบยิ้มลงไปนิดหนึ่ง พร้อมกับส่งสายตาหวาดระแวงและตั้งคำถามเอากับคนทั้งสอง
“สวัสดีค่ะพี่ตา”
ชมพูนิกข์ยกมือขึ้นไหว้ผู้ที่มีอายุอานามมากกว่า อย่างคนที่รู้จักกัน แต่กวินตราเพียงแค่มองมาเฉยๆ โดยไม่พูดทักทายตอบแม้แต่คำเดียว
“กรคะ ไหนคุณบอกว่าคุณติดงานไงคะ? แล้วคุณมานั่งทานข้าวกับเพื่อนของน้องสาวของคุณอย่างนี้ มันหมายความว่ายังไงกัน!!??”
กวินตราหันไปซักไซ้ไล่เลียงเอาความกับชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามกันกับชมพูนิกข์ ด้วยอารมณ์ที่มาเต็ม
“ก็จะหมายความว่ายังไงล่ะ ก็แล้วแต่คุณจะคิดก็แล้วกัน”
กฤษกรมองดูหญิงสาวผู้มาใหม่ด้วยใบหน้าและท่าทีที่หมางเมิน โดยไม่คิดจะอธิบายให้เ้าหล่อนได้แจ้งกระจ่างใจแต่อย่างใด
“เปล่านะคะ ไม่ใช่อย่างที่พี่ตาเข้าใจนะคะ อย่าเข้าใจผิด พอดีบริษัทที่นิกข์ทำงานอยู่กับบริษัทของพี่กร ทำโปรเจคร่วมกัน นิกข์จึงมาเป็ตัวแทนของบริษัทเพื่อพูดคุยเื่งานกับพี่กรน่ะค่ะ และที่มาทานข้าวกันกุ้งก็มาด้วยค่ะ กุ้งเขาไปเข้าห้องน้ำอยู่น่ะค่ะ”
ชมพูนิกข์รีบอธิบายแจกแจงเื่ราวให้กวินตราได้รับรู้และเข้าใจ เพราะเธอไม่อยากให้คนทั้งสองต้องมาหวาดระแวงขัดข้องหมองใจกันเพราะเธอ
กฤษกรได้ยินคำพูดของชมพูนิกข์ที่กล่าวแก้ต่างออกไปอย่างเร็วไวนั้น ก็นิ่งเงียบเฉยไม่ได้พูดอะไรออกมา
“จริงเหรอคะน้องนิกข์ พี่ต้องขอโทษด้วยนะคะที่เผลอตัวไป”
กวินตรามีสีหน้าท่าทางอ่อนลงจากเดิม ฉีกยิ้มส่งมาให้ กล่าวขอโทษขอโพยชมพูนิกข์ พร้อมกับหย่อนก้นลงไปนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ กฤษกรอย่างไม่ต้องให้ใครเชื้อเชิญแต่อย่างใด
“อ้าว!! พี่ตา สวัสดีค่ะ”
ญาตาวีเดินมาถึงโต๊ะเหลือบแลไปเห็นกวินตรานั่งอยู่เคียงข้างกับพี่ชาย ก็ขมวดคิ้วผูกโบว์เข้าหากันอย่างสงสัยและไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไร แต่ด้วยความที่เป็น้องมีอายุน้อยกว่า จึงจำต้องยกมือไหว้คนที่มีอายุมากกว่า ไปตามมารยาทอย่างเสียไม่ได้
“สวัสดีค่ะน้องกุ้ง”
กวินตรายกมือขึ้นรับไหว้ญาตาวี พร้อมกับยิ้มหวานส่งมาให้ด้วย แต่คนที่ได้รับกลับทำสีหน้าบึ้งตึงเรียบเฉย อย่างไม่ค่อยจะพอใจที่ได้เจอกันสักเท่าไร
“เอ่อกรค่ะ ถ้าทานกันเสร็จแล้ว กรช่วยไปส่งตาที่คอนโดหน่อยนะคะ พอดีรถตาซ่อมอยู่ที่อู่น่ะค่ะ”
กวินตรากล่าวขึ้นเมื่อพนักงานนำใบเสร็จพร้อมกับบัตรเครดิตมาให้กฤษกร
กฤษกรมองหน้าน้องสาว ก่อนจะหันมามองชมพูนิกข์ด้วยอีกคน
“ก็ได้ครับ”
แล้วค่อยหันไปตอบรับคำขอของกวินตรา ซึ่งการตอบรับเช่นนั้นทำให้ญาตาวีไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่ แต่ก็พูดอะไรออกมาไม่ได้ เพราะทุกสิ่งอย่างมันเป็เื่ส่วนตัว และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพี่ชายของเธอ จึงทำได้เพียงถอนหายใจออกมาแรงๆ
“เดี๋ยวฉันไปส่งเธอเองนิกข์ ฉันมีเื่จะคุยกับเธอเยอะแยะเลย” ญาตาวีหันมาบอกชมพูนิกข์ระหว่างที่ลุกจากโต๊ะอาหาร
“อืม!! โอเค” ชมพูนิกข์ยินยอมตามที่เพื่อนว่ากล่าวมา
“นิกข์กลับก่อนนะคะพี่กร ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะคะ” ก่อนจะหันไปร่ำลากฤษกร
“นิกข์กลับก่อนนะคะพี่ตา สวัสดีค่ะ” และหันไปร่ำลากวินตราด้วยอีกคน
“อืม! แล้วเจอกันนะน้องนิกข์” กฤษกร พยักหน้าให้กับชมพูนิกข์
“ขับรถดีๆ นะยัยกุ้ง และอย่ากลับบ้านดึกล่ะ” ก่อนจะหันไปบอกน้องสาวสุดที่รัก
“ค่ะ พี่ก็ขับรถดีๆ นะคะ”
ญาตาวีพูดบอกพี่ชายสุดที่รัก ก็จะเปรยตามองดูผู้หญิงที่ยืนเกาะแขนพี่ชายอยู่อย่างรู้สึกเอือมหน่อยๆ แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้
“สวัสดีค่ะพี่ตา”
และจำต้องพูดร่ำลาอย่างเสียไม่ได้ตามเคย ซึ่งลักษณะอาการนั้นทำให้ชมพูนิกข์สงสัยไม่ใช่น้อย แต่เธอก็ไม่คิดที่จะละลาบละล้วง เพราะเป็เื่ส่วนตัว
๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗