“ขอโทษค่ะ/ขอโทษครับ”
ซิ่วหงรีบขอโทษทันที เป็เพราะเธอรีบมากเพราะกลัวว่าจะขึ้นรถไฟไม่ทันก็เลยเดินไปชนคนอื่นเข้า
“อ้าว! เป็คุณเองหรือคะคุณซ่งิ”
“คุณซิ่วหงนั่นเอง ผมขอโทษด้วยนะครับที่เดินไม่ระวัง แล้วนี่คุณกำลังรีบไปไหนหรือครับ” ซ่งิถามขณะที่อีกมือหนึ่งก็ช่วยหญิงสาวเก็บของ
“ฉันกำลังจะขึ้นรถไฟขบวนนี้ค่ะ” ซิ่วหงชี้ไปที่ขบวนรถไฟที่จอดอยู่ชานชาลา
“ผมก็กำลังจะขึ้นรถไฟขบวนนี้เหมือนกัน ถ้างั้นเรารีบขึ้นไปบนรถไฟก่อนเถอะครับ ผมนั่งที่ตู้นี้ เลขที่นั่งที่สิบเอ็ด”
“บังเอิญจังเลยนะคะ ฉันก็นั่งรถไฟตู้นี้เหมือนกัน เลขที่นั่งที่สิบสอง แล้วอย่าบอกนะคะว่าคุณกำลังจะไปอำเภอหยาง”
“ผมกำลังจะไปอำเภอหยางจริงๆ นั่นล่ะครับ” ซ่งิยิ้ม “นับว่าการพบกันของเรามีแต่เื่บังเอิญทั้งนั้นเลยนะครับ แต่ก็ดีเหมือนกันที่เราได้ที่นั่งติดกัน คราวก่อนที่ผมเดินทางคนเดียว ผมได้นั่งใกล้แม่ลูกคู่หนึ่ง ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบเด็กหรืออะไรนะครับ แต่เด็กคนนั้นเอาแต่จ้องหน้าผมแล้วก็หันไปร้องไห้กับแม่ของเขา จนคนอื่นคิดว่าผมเป็โจรขโมยเด็กไปแล้ว”
“หมายความว่าปกติคุณไม่ได้นั่งรถไฟคนเดียวหรือคะ”
“ใช่ครับ ปกติแล้วผมจะเดินทางกับน้องชาย น้องชายของผมชื่อซ่งเต๋อ ตอนนี้เขาดูแลงานแทนผมอยู่ที่อำเภอหยาง พอดีผมกับน้องสาวร่วมหุ้นกันเปิดโรงงานเย็บผ้าน่ะครับ”
ซ่งิกับซิ่วหงพูดคุยกันตลอดเส้นทาง จะมีบางครั้งที่พวกเขาเพลียจนต้องนอนพักเอาแรง แต่พอตื่นขึ้นมาพวกเขาก็นั่งคุยกันต่อ โดยส่วนใหญ่จะเป็ซ่งิที่คอยตอบคำถามหญิงสาว เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่ซิ่วหงเดินทางออกนอกเมืองหลวง ทั้งยังเป็ครั้งแรกที่เธอนั่งรถไฟคนเดียวอีกด้วย
“ขอบคุณนะคะคุณซ่งิที่เป็เพื่อนคุยมาตลอดทาง หวังว่าคราวหน้าฉันจะมีโอกาสเลี้ยงข้าวคุณเพื่อเป็การตอบแทนบ้างนะคะ”
“จะเกรงใจทำไมล่ะครับ ผมต้องขอบคุณคุณเหมือนกันที่นั่งคุยเป็เพื่อนผมตลอดทาง ไม่งั้นผมคงนั่งเฉาอยู่บนรถไฟคนเดียวแน่”
“คุณก็รู้ว่าฉันไม่ได้หมายความถึงเื่นี้อย่างเดียว เื่ที่คุณช่วยฉันจากผู้หญิงคนนั้นต่างหากล่ะคะที่ฉันอยากจะขอบคุณ”
ซ่งิขมวดคิ้ว “คุณอย่าบอกนะครับว่าที่คุณเดินทางมาที่อำเภอหยางเพราะถูกผู้หญิงคนนั้นตามรังควาน”
“เอ่อ...ฉันต้องขอตัวก่อนนะคะ นี่ก็บ่ายมากแล้วฉันต้องรีบไปให้ถึงบ้านญาติก่อนที่จะค่ำ” ซิ่วหงบ่ายเบี่ยงไม่อยากตอบคำถาม พอกล่าวลาจบเธอก็รีบเดินออกจากสถานีรถไฟไปเลย
ซ่งเต๋อเห็นว่าหญิงสาวแยกจากพี่ชายของตนเองแล้ว เขาจึงเดินมาหาพี่ชาย “ผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็ใครหรือครับพี่ใหญ่”
“ฉันบอกนายตั้งหลายครั้งแล้วว่าอย่าเรียกฉันว่าพี่ใหญ่ เกิดพี่ใหญ่รู้เข้า เขาจะต้องมาต่อยฉันแน่”
“ก็ผมไม่ชินที่จะเรียกพี่ว่าพี่สามนี่”
“ถ้าพี่ใหญ่ได้ยินแล้วเขามาต่อยฉัน ฉันจะต่อยนายคืนเป็สองเท่าเลยคอยดู”
“ตกลงๆ ผมจะเรียกพี่ว่าพี่สามก็แล้วกัน แต่พี่ยังไม่ตอบคำถามผมเลยนะครับว่าผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็ใคร หรือว่าเป็คนที่พ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรมนัดให้พี่ไปดูตัว ถ้างั้นก็หมายความว่าพี่กับเธอตกลงกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหม จะแต่งกันเมื่อไหร่ล่ะครับ”
ซ่งิเตะก้นน้องชายอย่างแรง “พอเลยได้น้องปากเสีย ถ้าคนที่พ่อกับแม่นัดดูตัวให้ฉันเป็คุณซิ่วหง ฉันจะปฏิเสธแล้วรีบหนีกลับมาที่อำเภอหยางนี่ทำไม”
“ถ้างั้น...พี่กำลังจีบผู้หญิงคนนี้อยู่หรือ แล้วพี่ก็ปล่อยให้เธอกลับบ้านคนเดียวเนี่ยนะ โธ่เอ๊ย! พี่สามนะพี่สาม ทำไมไม่ทำตัวเป็สุภาพบุรุษแล้วไปส่งเธอที่บ้านหน่อยล่ะครับ”
“พอเลย นายนี่จะให้ฉันมีเมียให้ได้เลยใช่ไหม ฉันยังชอบชีวิตโสดอยู่นะ”
“อ้าว...แล้วผู้หญิงคนนี้ล่ะ ตกลงว่าพี่จีบหรือไม่ได้จีบเธอ”
“ไม่อะไรทั้งนั้น แค่รู้จักกันด้วยความบังเอิญ”
“บังเอิญหรือ...แต่เธออาจจะเป็เนื้อคู่ของพี่ก็ได้นะ”
“ขอโทษนะคะ มีใครอยู่ในบ้านหรือเปล่าคะ” ซิ่วหงเคาะประตูอยู่นานก็ไม่มีคนออกมาเปิดประตู
“นี่น้องสาว ตกลงว่าบ้านหลังนี้เป็บ้านญาติของเธอจริงๆ ใช่ไหม ทำไมยังไม่เห็นมีใครออกมาเปิดประตูให้เธอเลยล่ะ” คนถีบสามล้อรับจ้างถามอย่างเซ็งๆ “เธอจะให้ฉันรออีกนานไหม ฉันยังต้องกลับไปรอรับผู้โดยสารคนอื่นอีกนะ”
“ฉันขอโทษจริงๆ นะคะพี่ชาย เดี๋ยวฉันเพิ่มเงินค่าเสียเวลาให้พี่อีกสองเหรียญนะคะ” ซิ่วหงกัดฟันเพิ่มเงินค่าเสียเวลาให้คนถีบสามล้ออีกนิดหน่อย เธอไม่กล้าให้เขากลับเข้าเมืองไปก่อน เพราะถ้าเธอไม่เจอญาติ เธอจะได้นั่งสามล้อกลับเข้าเมืองไปด้วย
“โอ๊ย! อะไรกันนักกันหนา ใครมาเคาะประตูบ้านฉัน คนกำลังนอนหลับสบายๆ” หลี่หลิงหลันเดินออกมาเปิดประตูบ้านอย่างหัวเสีย “เธอเป็ใคร”
“เอ่อ...ฉันชื่อซิ่วหงค่ะ เป็หลานสาวของน้าหวั่น ไม่ทราบว่าน้าหวั่นกับน้าเขยอยู่ที่บ้านหลังนี้หรือเปล่าคะ”
“ไม่อยู่ นังเลวนั่นตายไปแล้ว ส่วนน้าเขยของแกก็ไปตายที่ไหนแล้วก็ไม่รู้” พูดจบหลี่หลิงหลันก็ปิดประตูบ้านเสียงดังโครม
“คุณคะคุณ” ซิ่วหงะโเรียกคนในบ้านอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีเสียงใครตอบและไม่มีใครเดินมาเปิดประตูให้เธออีก
“ตกลงจะเอายังไงน้องสาว เธอจะกลับเข้าตำบลด้วยกันเลยไหม แต่ฉันบอกไว้ก่อนนะว่าเงินสองเหรียญที่เธอบอกว่าจะให้ฉัน เธอห้ามเบี้ยวเด็ดขาด”
ซิ่วหงถอนหายใจอย่างผิดหวัง ตกลงว่าน้าเล็กกับน้าเขยของเธอเสียชีวิตไปแล้วจริงๆ หรือ
“แม่หนู”
“คุณยายเรียกหนูหรือคะ” ซิ่วหงหันไปตามเสียงเรียก
“ใช่ๆ หนูมาหาใครที่บ้านหลังนี้หรือจ๊ะ”
“หนูมาหาคุณน้าของหนูน่ะค่ะ เธอแต่งงานกับน้าเขยที่ชื่อว่าหลี่หลุน ที่อยู่ตามจดหมายบอกไว้ว่าเป็บ้านหลังนี้”
“หนูคงไม่ได้ติดต่อกับน้าของหนูนานแล้วสินะ อาหวั่นน่ะเสียชีวิตไปได้หลายปีแล้วล่ะ ส่วนเ้ารองหลี่ตอนนี้ก็ย้ายไปอยู่บ้านลูกสาวกับลูกเขยของเขาแล้ว อยู่ที่หมู่บ้านสกุลจาง เธอไปถามหาเขาได้นะ รู้สึกว่าลูกเขยเขาจะชื่อจางเป่าจิน”
ซิ่วหงยิ้มออกมาได้อีกครั้ง “ขอบคุณนะคะคุณยาย”
“ไม่เป็ไรหรอกจ้ะ เมื่อก่อนหลี่หลุนกับลูกสาวของเขาดีกับยายมาก เื่แค่นี้ยายจะไม่ช่วยหนูได้ยังไงล่ะ”
“เธอโตขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่เนี่ยอาหง” หลี่หลุนทักทายหลานสาวอย่างดีใจ “ครั้งสุดท้ายที่น้าเห็นเธอ ตอนนั้นเธอเพิ่งจะแปดขวบเองมั้ง”
“แต่น้าเขยยังเหมือนเดิมเลยนะคะ ไม่สิ...หนูว่าน้าเขยดูดีกว่าเมื่อก่อนมากเชียวค่ะ” ซิ่วหงหันไปมองหลี่ปิงปิง “นี่คงเป็น้องปิงปิงใช่ไหมคะ ตอนที่น้าเล็กกับน้าเขยพาน้องไปเยี่ยมคุณยาย ตอนนั้นน้องปิงปิงเพิ่งจะห้าขวบเอง ตอนนี้โตเป็สาวสวยเสียแล้ว ถ้าไปเจอกันข้างนอก พี่หงต้องจำเธอไม่ได้แน่เลย”
“เออ...ว่าแต่ทำไมเธอเดินทางมาอำเภอหยางคนเดียวล่ะ”
“หนูตั้งใจจะมาขออาศัยอยู่กับน้าเล็กกับน้าเขยน่ะค่ะ แต่ไม่คิดว่าน้าเล็ก...”
“เป็น้าที่ดูแลอาหวั่นไม่ดีเอง ตอนนั้นแม้แต่เงินจะซื้อข้าวสารก็ยังไม่มี พออาหวั่นป่วย น้าก็ได้แต่รักษาอาการไปตามมีตามเกิด น้า...น้าขอโทษครอบครัวเธอด้วยนะ ถ้าคุณแม่ยายรู้ คุณแม่ยายต้องโกรธน้ามากแน่ๆ”
“คุณยายกับคุณแม่ของหนูคงไม่โกรธคุณน้าหรอกค่ะ เพราะตอนนี้พวกท่านคงได้เจอกับน้าเล็กบน์แล้ว” ซิ่วหงตอบเสียงเศร้า “คุณยายกับคุณแม่เสียชีวิตเพราะถูกรถบรรทุกชนเมื่อต้นปีนี้เองค่ะ ที่บ้านเหลือหนูแค่คนเดียว แต่หนูก็ถูกผู้มีอิทธิพลตามรังควาน หนูก็เลยตั้งใจจะมาขออาศัยอยู่กับน้าเล็กด้วย”
“ถูกผู้มีอิทธิพลตามรังควานหรือ” หลี่หลุนทำหน้าใ “เื่ร้ายผ่านพ้นไปแล้วล่ะอย่าคิดมาก แต่เื่จะอาศัยอยู่ที่นี่เธอต้องถามปิงปิงกับน้องเขยเธอเองนะ เพราะบ้านหลังนี้เป็ของพวกเขา”
“ไม่ต้องถามให้ยุ่งยากหรอกค่ะ พี่หงมาอยู่กับเราที่นี่ได้เลย พี่หงเป็ญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของคุณแม่ ส่วนฉันกับพ่อก็ไม่มีญาติที่ไหนอีกนอกจากครอบครัวของสามี เพราะฉะนั้นพี่มาพักกับเราได้นะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ผมก็ไม่มีปัญหาเหมือนกันครับ มีพี่หงมาอยู่กับเราด้วยอีกคนก็ดีเหมือนกัน ปิงปิงจะได้ไม่เหงาเวลาที่ผมกับพ่อตาไปทำงานในไร่” จางเป่าจินตอบ
“ขอบคุณทุกคนมากเลยนะคะ”
ซิ่วหงเป็คนขยันอยู่แล้ว เมื่อมาอาศัยอยู่บ้านของคนอื่น เธอก็ไม่เคยทำตัวเกียจคร้าน งานในบ้านทุกอย่างเธอทำออกมาอย่างเรียบร้อย แม้แต่งานในไร่เธอก็พยายามที่จะเรียนรู้ แต่เพราะเธอไม่เคยทำงานในไร่มาก่อน ทำให้ร่างกายรับไม่ไหวจึงล้มป่วย
“เป็ยังไงบ้างคะพี่หง ดีขึ้นบ้างหรือยัง ให้ฉันพาพี่ไปหาหมอในเมืองดีกว่าไหม” หลี่ปิงปิงวางชามข้าวต้นไว้ข้างเตียง “กินข้าวต้มก่อนนะคะแล้วค่อยกินยา”
“พี่ขอโทษนะ รบกวนเธอแย่เลย” ซิ่วหงพูดอย่างเกรงใจ
“รบกวนอะไรกันคะ อย่าว่าแต่พี่ทำงานในไร่ไม่ไหวเลยค่ะ ฉันเองก็ทำไม่ไหว นานๆ ฉันถึงจะเข้าไปช่วยเป่าจินในไร่ทีหนึ่งเหมือนกัน ว่าแต่วันนี้พี่อยู่บ้านคนเดียวได้ไหมคะ ฉันต้องเข้าไปตรวจดูโรงงานและร้านค้าในเมืองสักหน่อย”
“เธอกำลังจะเปิดโรงงานหรือ โรงงานอะไร”
“โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าน่ะค่ะ เป็เสื้อผ้าที่ฉันออกแบบเอง ส่วนร้านค้าก็จะเปิดขายสินค้าของโรงงานเราเองค่ะ”
“เอ่อ...เธอมีคนทำงานที่ร้านหรือยัง”
“พี่สนใจทำงานที่ร้านหรือคะ”
“ตอนที่อยู่เมืองหลวงพี่ทำงานเป็พนักงานขายเสื้อผ้าอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า พี่คิดว่าพี่สามารถช่วยงานเธอได้นะ”
“งั้นก็ดีเลยสิคะ ฉันยังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะหาผู้จัดการร้านได้ที่ไหน ตัวฉันเองคงทำไม่ไหวแน่ เพราะงานออกแบบเสื้อผ้าต้องใช้สมาธิอยู่เหมือนกัน มีพี่มาช่วยฉันจะได้สบายใจขึ้น”
“งั้นวันนี้พี่ไปดูโรงงานกับร้านค้ากับเธอนะ”
“แต่พี่ยังไม่หายดีเลยนะคะ” หลี่ปิงปิงขมวดคิ้ว
“ไม่เป็ไรน่า แค่นี้พี่ไหวอยู่แล้ว” ซิ่วหงจับมือหลี่ปิงปิง “เธอให้พี่นอนอยู่บนเตียงมาสองวันแล้วนะ ปล่อยให้พี่ออกไปข้างนอกบ้างเถอะ”
“ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่สบายขึ้นมาอีกอย่ามาโทษฉันนะคะ” หลี่ปิงปิงยิ้ม
“งั้นเธอรอเดี๋ยวนะ พี่ขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”