ณ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในเมือง F เพตทริเซียนักเวทย์ชั้นสูงที่ไม่มีครอบครัวในวัยที่อายุย่างเข้า 50 ปีในปีนี้ เธอคิดถึงทรัพย์สมบัติของตนเองที่จะไม่มีผู้สืบทอด จึงได้มาหาเด็กกำพร้าเพื่อเลี้ยงดูและรับเป็ทายาทบุญธรรมของเธอ
ครูพี่เลี้ยงในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าดีใจที่จะมีคนมารับเด็ก ๆ ไปเป็ลูกบุญธรรม ยิ่งตอนนี้เด็กกำพร้ามีจำนวนไม่น้อยจากการต่อสู้ของพ่อมดแม่มดที่อยากได้ดินแดนนี้ไปเป็ของตนเอง พ่อมดแม่มดที่ฝีมือไม่มากนักจึงถูกลูกหลงจากการต่อสู้จนตกตายไปก็จำนวนไม่น้อย ทำให้เด็ก ๆ ไม่มีคนดูแล พวกเธอจึงนำมาเลี้ยงดูด้วยความสงสารเป็จำนวนมาก และสอนวิชาพื้นฐานให้เด็ก ๆ พอจะเอาตัวรอดได้
ครูพี่เลี้ยงพาเพตทริเซียเดินดูเด็ก ๆ ที่นั่งเล่นและฝึกฝนเวทย์มนต์ง่ายๆ ที่พวกครูสอนอยู่ เพตทริเซียเห็นเด็กคนหนึ่งอายุน้อยกว่าใครเพื่อน แต่ดูท่าทางจากการร่ายเวทย์แล้วเธอกลับเห็นว่าเด็กคนนี้เข้าใจอย่างถ่องแท้มากกว่าคนอื่น เพตทริเซียไม่แน่ใจว่าถ้าเลือกเด็กคนนี้ไปแล้ว เธอจะสอนเวทย์มนต์ได้ดีหรือไม่ เธอจึงยังไม่ได้เลือกอะไรมาก เพียงขอเดินดูต่อไปก่อน ด้านครูพี่เลี้ยงก็เข้าใจดีว่าการเลือกเด็กสักคนไปเลี้ยงดูไม่ใช่เื่ง่าย จึงได้แนะนำเด็กโตที่อายุประมาณห้าหกขวบที่หน่วยก้านดีให้กับเพตทริเซีย เธอเพียงมองแล้วยิ้มแต่ยังไม่ได้เลือกใครที่ครูแนะนำ เธอยังขออยู่ดูอีกสักพักใหญ่ก่อนค่อยตัดสินใจ
ครูพี่เลี้ยงเห็นว่าเธอน่าจะเลือกดูอีกนาน ท่านจึงขอตัวไปทำงานที่ค้างอยู่ก่อน หากเพตทริเซียเลือกคนได้แล้วค่อยพามาพบเธอที่ห้องทำงานก็ได้ เพตทริเซียตอบรับคำของครูพี่เลี้ยงแล้วจึงนั่งดูเด็ก ๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างสนอกสนใจ
ลิลลี่ไม่รู้ว่ามีคนแอบดูตอนเธอกำลังฝึกฝนอยู่ เธอเด็กที่สุดในหมู่เด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี้ เธอจำไม่ได้ด้วยว่าพ่อแม่ของเธอเป็ใครด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกทีเธอก็มาอยู่ที่นี่ได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว เธอพยายามที่จะดูแลตัวเองให้ได้เหมือนพี่ ๆ ลิลลี่จึงพยายามฝึกฝนมากกว่าใครเพื่อน เพื่อเอาตัวรอดให้ได้อย่างที่ครูเคยบอกเอาไว้ เพราะไม่รู้ว่าฝ่ายฏจะมาโจมตีที่นี่อีกเมื่อไหร่ ทั้งที่มีกฎว่าห้ามฆ่าผู้บริสุทธิ์ แต่ลิลลี่ก็ยังเห็นว่ามีเด็กกำพร้าเข้ามาที่นี่มากขึ้นทุกวัน ถ้าเธออยากอยู่รอดโดยไม่ต้องหาคนเลี้ยงดู ลิลลี่จะต้องเก่งเวทย์มนต์ให้ได้
เพตทริเซียที่มองดูลิลลี่ได้แต่ทึ่งในความสามารถของเธอ เด็กที่อายุเพียงแค่นี้แต่มีความเข้าใจในการร่ายเวทย์นั้นหายากยิ่งนัก เด็กคนนี้นับเป็พร์ที่เธออยากได้มาสืบทอดวิชาของเธอ แต่ถึงอย่างไรเธอยังต้องดูนิสัยใจคอว่าเด็กน้อยคนนี้เป็อย่างไร
ลิลลี่ที่ร่ายเวทย์ได้แล้วก็โชว์ให้พี่ ๆ ดู แล้วเธอยังสอนเทคนิคที่เธอคิดขึ้นเองให้พวกเขาฟังด้วย ไม่นานนักเด็กคนอื่น ๆ ก็ร่ายเวทย์เหมือนลิลลี่ได้เช่นเดียวกัน
เพตทริเซียพอเห็นเช่นนี้ก็ยิ่งถูกใจ เธอเคยหวังว่าจะได้เป็อาจารย์สอนเวทย์มนต์ในวิทยาลัย แต่ด้วยมีคู่อริของเธอที่คอยขัดขวาง ทำให้เธอต้องออกมาอยู่ตามลำพังเช่นนี้ คนพวกนั้นตราหน้าเธอว่าอ่อนแอ แต่ความจริงเธอไม่ได้อ่อนแอเลยแม้แต่น้อย เป็เพียงว่าเธอไม่ชอบการต่อสู้ที่ไร้สาระ เธอจึงไม่สนใจคนพวกนั้น อย่างน้อยเธอก็สามารถผลิตสิ่งของขายให้กับคนอื่นได้ และสิ่งของของเธอก็มีราคาแพงมาก ยิ่งเป็สิ่งของสั่งทำพิเศษ เพตทริเซียจะคิดราคามหาโหด ถ้าคนไม่้าจริง ๆ เธอจะได้ไม่เสียแรงสร้างขึ้นมา ต้องรู้ว่าการสร้างสิ่งของเวทย์มนต์นั้นผู้สร้างจะต้องมีพลังเวทย์ขั้นสูง แถมยังต้องร่ายเวทย์ต่อเนื่องเป็เวลานานกว่าจะผลิตสิ่งของชิ้นหนึ่งได้ ทำให้ไม่ค่อยมีคนที่ชำนาญงานสร้างสิ่งของเหมือนเพตทริเซียในเมืองนี้ หากใคร้าจะสร้างสิ่งของด้วยการจ้างเพตทริเซีย คนพวกนั้นต้องผ่านคนกลางก่อนจะมาถึงเธอ ด้วยว่าเธอไม่อยากให้ใครรู้ว่าเธอเป็ผู้ผลิตสิ่งของ ไม่เช่นนั้นเธออาจถูกบังคับให้เข้าร่วมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ เธออยากเป็อิสระจึงไม่ยอมรับงานด้วยตนเอง มีเพียงคนเดียวที่เป็คนกลางให้เท่านั้นที่รู้ว่าเป็เธอที่สร้างสิ่งของพวกนี้
เพตทริเซียมองหนูน้อยคนนี้อยู่เกือบครึ่งค่อนวัน เธอยังเห็นเด็กคนนี้ทานอาหารเองได้ทั้งที่ตัวแค่นี้ นับว่าเด็กคนนี้รู้ความไม่น้อยจริง ๆ ยิ่งเพตทริเซียมองลิลลี่ เธอยิ่งพึงพอใจ
ลิลลี่ที่ไม่รู้ตัวก็ทำตัวเป็ปกติเหมือนทุกวัน ถึงเธอจะเด็กที่สุดแต่เธอก็หัดทำอะไรเองไม่ว่าจะเป็อาบน้ำ แต่งตัว ทานอาหาร เธอไม่ต้องให้ใครช่วยเลยแม้แต่คนเดียว ด้วยตัวลิลลี่กลัวจะถูกไล่ออกจากที่นี่ เด็กน้อยจึงพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองมาแต่แรก เธอไม่เหลือใครแล้วจริง ๆ ในโลกใบนี้ เธอไม่รู้ว่าเธอจะเอาตัวรอดในโลกใบนี้ได้อย่างไรนอกจากการทำตัวให้ดี ๆ เพื่อที่จะไม่เป็ภาระของคนอื่น
ความจริงเด็ก ๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทุกคนต่างไม่มีใครกล้าสร้างเื่วุ่นวายแต่แรก พวกเขารู้ดีว่าพ่อกับแม่ตายหมดแล้ว หากพวกเขา้าอยู่รอด พวกเขาจะต้องเรียนเวทย์มนต์ที่นี่ให้ดีและไม่สร้างความลำบากให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแม้แต่ที่ซุกหัวนอนพวกเขาก็จะไม่มี ทำให้เด็ก ๆ ทุกคนเชื่อฟังครูทุกคนเป็อย่างดี อย่างน้อยที่นี่ก็มีข้าวกินและมีที่ให้นอน ไม่มีเด็กคนไหนอยากไปนอนข้างถนนเหมือนขอทาน พวกเขาจึงมีระเบียบวินัยกันมากเช่นนี้
เพตทริเซียที่มองลิลลี่อยู่ครึ่งค่อนวันแล้ว เธอจึงเดินไปที่ห้องครูพี่เลี้ยงที่บอกเธอเอาไว้ก่อนหน้านี้เพื่อสอบถามเื่ของลิลลี่ เธอแน่ใจแล้วว่าจะมอบทุกสิ่งและความรู้ทุกอย่างให้เด็กน้อยคนนี้ เธอคิดว่าเด็กคนนี้น่าจะซึมซับความสามารถด้านการสร้างสิ่งของของเธอได้มากกว่าเด็กคนอื่น ๆ ที่ไม่มีความเข้าใจมากเท่ากับเด็กน้อยที่เธอเล็งเอาไว้
ลิลลี่ไม่รู้เลยว่าวันนี้จะเป็วันสุดท้ายที่เธอจะได้อยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทุกคนล้วนอยากได้รับการเลี้ยงดูข้างนอกบ้าง แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะมาหาเด็กกำพร้าไปเลี้ยงดู เด็ก ๆ จึงไม่ได้คาดหวังมากนักนอกจากการเรียนเวทย์มนต์ให้ดีที่นี่เท่านั้น