เสียงระฆังครั้งที่หกยังคงก้องสะท้อนอยู่ในความทรงจำ
แม้ภายในเรือนสกุลหลิวจะกลับคืนสู่ความเงียบ แต่ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าความเงียบนั้นคือความสงบ
ตรงกันข้าม...
มันคือความเงียบของพายุ ก่อนจะโหมกระหน่ำ
เปลวไฟในเตาถ่านค่อย ๆ ลดระดับลงอย่างผิดธรรมชาติ
ไม่มีลมพัดเข้ามา
ไม่มีผู้ใดเติมฟืน
แต่เปลวไฟกลับหรี่ลงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นค่อย ๆ กดมันไว้
เยว่หลันยืนอยู่หน้ารอยแยกกลางเรือน มือซ้ายถือโคมแดง มือขวากำสมุดเย็บด้ายแน่น
หน้ากระดาษยังเปิดค้างอยู่
หมึกดำที่ปรากฏขึ้นก่อนหน้านี้ยังไม่เลือนหาย
อย่าให้ระฆังดังครั้งที่เจ็ด
ตัวอักษรทั้งห้าคำดูธรรมดา
แต่ยิ่งจ้องมองนานเท่าไร เยว่หลันกลับรู้สึกเหมือนหมึกกำลังไหลช้า ๆ อยู่บนกระดาษ
ราวกับมันยังมีชีวิต
นางกำลังจะปิดสมุด
ทันใดนั้น หมึกก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
เส้นสีดำค่อย ๆ แตกแขนงออกเป็เส้นเล็ก ๆ ก่อนรวมตัวเป็ประโยคใหม่
อย่าเชื่อเสียงที่เรียกชื่อเ้า
หมึกหยุดลง
เยว่หลันขมวดคิ้ว
ก่อนหน้านี้ สมุดเพียงให้คำเตือน
แต่ครั้งนี้...
มันกำลังตอบสนองต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
นางยังไม่ทันเอ่ยอะไร
หลี่เฟิงเหยียนก็ยกมือขึ้นเป็สัญญาณ
“เงียบ”
น้ำเสียงของเขาเบามาก
แต่ทุกคนหยุดเคลื่อนไหวในทันที
ชายหนุ่มยืนหลับตาอยู่กลางห้อง
หากผู้ใดมองผ่าน ๆ คงคิดว่าเขากำลังใช้สมาธิ
แต่เยว่หลันรู้ดี
เขากำลังฟัง
ไม่ใช่ฟังเสียงคน
หากกำลังฟัง...
เสียงของเรือน
ครู่หนึ่ง เขาจึงลืมตาขึ้น
“มีคนเดิน”
จ้าวเหวินหันไปมองประตูทันที
“ด้านนอกหรือ”
หลี่เฟิงเหยียนส่ายหน้า
“ด้านใน”
ทุกคนมองหน้ากัน
เรือนหลังนี้มีเพียงห้องโถง ห้องหนังสือ และห้องนอนเล็กอีกสองห้อง
ทหารของจ้าวเหวินตรวจค้นหมดแล้ว
ไม่มีผู้ใดซ่อนอยู่
แล้วเสียงฝีเท้ามาจากไหน
ตึก...
ตึก...
ตึก...
ครานี้ เยว่หลันก็ได้ยินเช่นกัน
เสียงนั้นไม่ดัง
แต่ชัดเจน
เหมือนมีผู้สวมรองเท้าผ้าเดินอยู่บนพื้นไม้เก่า
นางหลับตา
พยายามแยกทิศทาง
หนึ่งก้าว...
สองก้าว...
สามก้าว...
“ไม่ใช่พื้น”
นางลืมตาขึ้นทันที
“เสียงอยู่เหนือเรา”
ทุกคนเงยหน้าพร้อมกัน
คานไม้สนสีเข้มพาดยาวอยู่เหนือศีรษะ
ว่างเปล่า
ไม่มีผู้ใด
แต่ในวินาทีนั้นเอง...
หิมะสีขาวเม็ดเล็กก็ร่วงลงมาจากคานหนึ่งเม็ด
ตามด้วยเม็ดที่สอง
และเม็ดที่สาม
หลี่เฟิงเหยียนก้าวเข้ามา
เขาใช้นิ้วแตะหิมะบนพื้น
ปลายนิ้วเปียกชื้น
เขายกขึ้นดมเบา ๆ
“ไม่ใช่หิมะ”
เยว่หลันย่อตัวลงข้างเขา
กลิ่นจาง ๆ ของสนเก่าและดินชื้นลอยขึ้นมา
แต่ใต้กลิ่นนั้น...
มีกลิ่นหมึก
หมึกจีนคุณภาพดี
กลิ่นเดียวกับที่ใช้เขียนชื่อบนแผ่นิญญา
เหอซานสีหน้าถอดสี
“หมึกชำระนาม...”
เยว่หลันหันขวับ
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
นักพรตเฒ่ามองหิมะสีขาวในมือหลี่เฟิงเหยียน ก่อนถอนหายใจยาว
“สำนักของข้าเคยมีตำราหนึ่ง”
“บันทึกเื่พิธีต้องห้าม”
“ผู้ประกอบพิธีจะบดกระดูกของผู้ตายให้ละเอียด ผสมกับหมึกและน้ำจากหิมะแรกของปี”
“หมึกชนิดนี้ใช้เขียนชื่อคน”
“และใช้ลบชื่อคน...”
จ้าวเหวินขมวดคิ้ว
“เพียงเขียนชื่อ จะเกิดอะไรขึ้น”
เหอซานเงียบไป
ก่อนตอบช้า ๆ
“หากเขียนลงในบัญชีแห่ง์”
“ผู้นั้นจะมีตัวตน”
“แต่หากลบออก...”
เขาเงยหน้ามองทุกคน
“โลกจะค่อย ๆ ลืมว่าเขาเคยมีอยู่”
ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง
เยว่หลันนึกถึงภาพเด็กชายที่หายไปจากม้วนภาพวาด
ไม่มีรอยขูด
ไม่มีรอยแก้
ราวกับไม่เคยมีเด็กคนนั้นอยู่เลย
หรือแท้จริงแล้ว...
ไม่ใช่ภาพที่เปลี่ยน
แต่เป็โลกทั้งใบที่ถูกบังคับให้ "จดจำใหม่"
เคร้ง—
เสียงโลหะใสดังขึ้นกะทันหัน
กระบี่ของหลี่เฟิงเหยียนสั่นอยู่ในฝัก
ครั้งแรก...
ทุกคนคิดว่าเป็เพราะแรงสั่นของพื้นเรือน
แต่เพียงอึดใจเดียว
กระบี่กลับสั่นอีกครั้ง
คราวนี้แรงกว่าเดิม
ราวกับกำลังดิ้นรนจะหลุดออกมา
หลี่เฟิงเหยียนมิได้จับด้าม
เขาเพียงมองมันนิ่ง ๆ
“ออกมา”
เขาเอ่ยเพียงคำเดียว
เคร้ง!
กระบี่ยาวหลุดจากฝักในพริบตา
แต่มันไม่ได้พุ่งหาชายผู้สวมแหวน
ไม่ได้พุ่งหารอยแตกกลางพื้น
หากพุ่งขึ้นสู่คานเรือนเหนือศีรษะ
ฉึก!
ปลายกระบี่ปักทะลุไม้สนหนาทันที
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังะเืทั้งเรือน
มิใช่เสียงของสัตว์
มิใช่เสียงของปีศาจ
แต่เป็เสียงของบางสิ่งที่ถูกเปิดโปง
ทันใดนั้นเอง...
คานไม้ที่ดูว่างเปล่า ก็เกิดระลอกคลื่นในอากาศ
ราวกับผืนน้ำถูกก้อนหินกระทบ
เงาหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏออกมา
มันมิใช่คน
หากเป็เด็กชายอายุราวสิบปี
นั่งกอดเข่าอยู่บนคาน
ใบหน้าครึ่งหนึ่งหายไป
อีกครึ่งหนึ่งเต็มไปด้วยคราบหมึกสีดำ
ดวงตาเพียงข้างเดียวของเขาเปิดกว้าง
ไม่ได้มองหลี่เฟิงเหยียน
แต่มองตรงมาที่ยเยว่หลัน
จากนั้น...
เขาก็ยิ้ม
เป็รอยยิ้มของเด็กธรรมดา
ไร้พิษภัย
แต่กลับทำให้เืในกายของทุกคนเย็นเฉียบ
“ในที่สุด...”
เด็กคนนั้นเอ่ยเบา ๆ
“ก็มีคนมองเห็นข้าเสียที”
"...ในที่สุด ก็มีคนมองเห็นข้าเสียที"
น้ำเสียงของเด็กชายบนคานเรือนแ่เบา
ไร้ความอาฆาต
ไร้ความยินดี
หากเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
ราวกับเขาเฝ้ารอประโยคนี้มานานหลายสิบปี
ทุกคนในห้องต่างหยุดนิ่ง
แม้แต่ชายผู้สวมแหวนหยกดำก็ยังเงยหน้าขึ้นมองเด็กบนคานด้วยแววตาสั่นไหว
เยว่หลันไม่รีบตอบ
นางเงยโคมแดงขึ้นช้า ๆ
เปลวไฟสีชาดส่องผ่านเรือนร่างของเด็กชาย
แสงลอดผ่านไหล่ของเขา
ผ่านแขน
ผ่านชายเสื้อ
ราวกับร่างนั้นสร้างขึ้นจากหมอกบาง ๆ
แต่เมื่อแสงตกกระทบใบหน้าครึ่งที่ยังคงอยู่...
เยว่หลันกลับเห็นหยดน้ำตาแห้งติดอยู่ที่หางตา
เด็กคนนี้...
เคยร้องไห้
และร้องไห้เป็เวลานาน
นางจึงค้อมศีรษะเล็กน้อยตามธรรมเนียม
“เยว่หลัน”
“ขอทราบนามของเ้า”
เด็กชายนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนยิ้มเศร้า
“ถ้าข้ายังจำได้...”
“ข้าคงตอบท่านแล้ว”
ประโยคนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบงัน
เด็กชายไม่ได้บอกว่าไม่อยากตอบ
แต่...
เขาจำไม่ได้จริง ๆ
หลี่เฟิงเหยียนเป็ผู้เดินออกมาข้างหน้า
เขาไม่ได้มองเด็กชาย
กลับมองคานไม้ที่กระบี่ของตนปักอยู่
ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบผ่านเนื้อไม้
ทันใดนั้น เขาก็ชะงัก
“เื...”
เยว่หลันเดินเข้ามา
ตรงตำแหน่งที่กระบี่ปักคาอยู่ มีของเหลวสีแดงเข้มซึมออกจากรอยไม้
แต่เมื่อแตะดู
มันมิใช่เื
หากเป็ยางไม้สน
เพียงแต่มีกลิ่นโลหะคล้ายเืสด
เหอซานเดินเข้ามาใกล้
นักพรตเฒ่าหยิบกระดาษยันต์แผ่นเล็กแตะลงบนยางไม้
ครู่เดียว...
ยันต์สีเหลืองกลับเปลี่ยนเป็สีเทา
“เรือนนี้...”
เขาพูดช้า ๆ
“มีลมหายใจ”
จ้าวเหวินหัวเราะแห้ง ๆ
“บ้านจะมีลมหายใจได้อย่างไร”
เหอซานไม่ตอบ
แต่หันไปมองเสาไม้ต้นใหญ่กลางเรือน
“ดูให้ดี”
ทุกคนหันไปพร้อมกัน
สิ่งที่เห็นทำให้จ้าวเหวินก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
เสาไม้ต้นนั้น...
กำลังขยายและหดตัว
ช้า ๆ
เหมือนทรวงอกของคนที่กำลังหายใจ
หนึ่งครั้ง...
สองครั้ง...
สามครั้ง...
ทุกครั้งที่มันขยายออก จะมีเสียงไม้เสียดสีกันดังเบา ๆ
ครืด...
ครืด...
ราวกับบ้านทั้งหลังเป็สิ่งมีชีวิต
เยว่หลันหลับตา
ปล่อยััของผู้ถือกรรม์แผ่ออกไป
ลมหายใจ
ชีพจร
กระแสปราณ
ทุกอย่างค่อย ๆ ซ้อนทับกัน
จากนั้น...
นางก็ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ไม่ใช่บ้าน”
“แต่เป็ค่ายกล”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า
“เรือนหลังนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว”
“มันถูกสร้างขึ้น...”
เขาเงยหน้ามองคาน
“เพื่อกักบางสิ่งไว้”
เด็กชายบนคานกอดเข่าแน่นขึ้น
“พวกท่านก็เหมือนคนอื่น”
“ทุกคนเข้ามาที่นี่...”
“เพื่อถาม”
“ไม่มีใครเข้ามาเพื่อฟัง”
เยว่หลันยิ้มบาง ๆ
“เช่นนั้นวันนี้ ข้าจะเป็คนฟัง”
เด็กชายช้อนตามอง
สีหน้าฉายแววประหลาดใจ
“จริงหรือ”
“จริง”
“แม้ข้าจะพูดช้ามาก”
“ข้าจะรอ”
เด็กชายเงียบไปนาน
นานเสียจนทุกคนคิดว่าเขาจะไม่พูดแล้ว
แต่ในที่สุด...
เขาก็เอ่ยขึ้น
“ทุกคืน...”
“มีคนเดินกลับบ้าน”
“ทุกคืน...”
“เขาเปิดประตู”
“ทุกคืน...”
“เขานั่งกินข้าวกับครอบครัว”
เยว่หลันไม่ขัด
ปล่อยให้เด็กพูดต่อ
“แต่ทุกครั้ง...”
“เมื่อระฆังดัง”
“ทุกคนก็หายไป”
“เหลือข้าอยู่คนเดียว”
เด็กชายก้มหน้าลง
“ข้าจึงต้องนั่งรอ”
“รอให้ทุกคืนเริ่มใหม่”
หลี่เฟิงเหยียนขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอย่างไร”
เด็กชายค่อย ๆ ชี้ไปยังโต๊ะอาหาร
“ท่านคิดว่าอาหารยังร้อน...”
“เพราะเวลาไม่เดิน”
เขาส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่ใช่”
“แต่เพราะ...”
“ทุกคืนมันเริ่มต้นใหม่”
เยว่หลันรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ
หากเป็เช่นนั้น...
ชิงเหอมิได้หยุดเวลา
แต่กำลังติดอยู่ในวังวน
คืนเดียว
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สามสิบเจ็ดปี
ผู้คนมิได้มีชีวิตอยู่ต่อเนื่อง
แต่ใช้ชีวิตคืนสุดท้ายซ้ำไม่รู้จบ
ชายผู้สวมแหวนหยกดำพลันตัวสั่น
มือของเขากำแน่น
ใบหน้าซีดเผือด
“ไม่...”
“ไม่ใช่ทุกคน”
เด็กชายหันไปมองเขา
“ท่านจำได้แล้วหรือ”
ชายผู้นั้นยกมือกุมศีรษะ
ภาพบางอย่างแล่นผ่านดวงตา
เสียงหัวเราะของเด็ก
กลิ่นข้าวใหม่
หิมะตกหนัก
จากนั้น...
เสียงระฆัง
กัง...
กัง...
กัง...
เขาร้องออกมาด้วยความเ็ป
“มีคน...”
“มีคนไม่ได้กลับบ้าน”
เยว่หลันรีบถาม
“ผู้ใด”
ชายผู้นั้นหอบหายใจ
“ข้า...”
“ข้าออกไป...”
“เพื่อรับใครบางคน”
“แต่...”
ภาพในหัวของเขาขาดหายอีกครั้ง
เด็กชายบนคานกระซิบเบา ๆ
“ใช่”
“ท่านไม่เคยกลับถึงบ้าน”
“คนที่กลับมา...”
เขามองแหวนหยกดำ
“ไม่ใช่ท่าน”
ทุกคนในห้องพลันเงียบกริบ
เยว่หลันรู้สึกหัวใจเต้นแรง
หากคนที่อยู่ตรงหน้า...
ไม่ใช่เ้าของร่าง
แล้วเขาเป็ใคร
ในจังหวะนั้นเอง
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
มิใช่จากคาน
มิใช่จากพื้น
แต่ดังมาจาก...
กำแพงด้านหลังม้วนภาพบรรพชน
ตึก...
ตึก...
ตึก...
เสียงเคาะดังสามครั้ง
ช้า ๆ
หนักแน่น
เหมือนมีผู้ใดกำลังเคาะจากอีกฟากของกำแพง
หลี่เฟิงเหยียนค่อย ๆ หันไป
สายตาเย็นเฉียบ
“กำแพงนั้น...”
“ไม่มีห้อง”
เยว่หลันพยักหน้า
นางจำผังเรือนได้
ด้านหลังม้วนภาพคือผนังทึบ
ไม่มีพื้นที่พอจะเป็ห้องอีกห้องได้
แต่เสียงเคาะยังดังต่อ
ตึก...
ตึก...
ตึก...
คราวนี้เด็กชายบนคานกลับหน้าเสีย
เขารีบลุกขึ้นยืนเป็ครั้งแรก
“อย่าเปิด!”
เสียงของเด็กสั่นเครือ
“เขายังไม่ควรตื่น!”
เยว่หลันมองเด็กชาย
“เขา...คือใคร”
เด็กชายเม้มริมฝีปากแน่น
ก่อนตอบด้วยประโยคที่ทำให้ทุกคนเย็นวาบไปทั้งร่าง
“เ้าของบ้าน...”
“ตัวจริง”
แล้วในวินาทีนั้นเอง...
ม้วนภาพบรรพชนทั้งผืนก็เริ่มขยับช้า ๆ
ราวกับมีกระแสลมพัดจากด้านในกำแพง
ทั้งที่ไม่มีลมแม้แต่สายเดียวในเรือน
เปลวไฟในโคมแดงของเยว่หลันพลันเปลี่ยนจากสีชาด...
เป็สีขาวเงิน
ซึ่งอาจารย์ของนางเคยกล่าวไว้เพียงครั้งเดียวว่า
"หากวันใดโคมผู้ถือกรรมเปลี่ยนเป็สีขาว..."
"...จงเตรียมพบผู้ที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจรับไว้ได้"
ตึก...
ตึก...
ตึก...
เสียงเคาะดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ
มิใช่เสียงของผู้้าความช่วยเหลือ
หากเป็เสียงของผู้ที่มั่นใจว่า...
ผู้ฟังจะต้องตอบรับในที่สุด
เยว่หลันยืนนิ่ง
สายตาจับอยู่ที่ม้วนภาพบรรพชนซึ่งกำลังสั่นไหวอย่างช้า ๆ
ทั้งที่ภายในเรือนไม่มีลมแม้แต่สายเดียว
เปลวไฟสีขาวในโคมผู้ถือกรรมเอนเข้าหาผนัง
มิใช่เพราะแรงลม
แต่เหมือนถูกบางสิ่งดึงดูด
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาหยุดข้างนาง
“ถอยหนึ่งก้าว”
เยว่หลันก้าวถอยทันที
ชายหนุ่มยกมือแตะผนังไม้เบา ๆ
เขาไม่ได้ผลัก
ไม่ได้เคาะ
เพียงหลับตา ฟังเสียงที่ส่งผ่านปลายนิ้ว
ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
“ด้านหลังไม่ใช่ดิน”
เหอซานรีบเดินเข้ามา
“แต่ในผังเรือน ด้านหลังควรติดเชิงเขา”
หลี่เฟิงเหยียนลืมตา
“นั่นคือสิ่งที่ผิด”
เขาใช้นิ้วไล่ไปตามแนวกระดานไม้ทีละแผ่น
“บ้านจีนโบราณทุกหลังมีระยะเสาเท่ากัน”
“ั้แ่ประตูถึงผนังหลัง”
“แต่เรือนนี้...”
เขาหยุดตรงรอยต่อของไม้สองแผ่น
“ยาวกว่าปกติหนึ่ง่แขน”
จ้าวเหวินขมวดคิ้ว
“หมายความว่ามีช่องว่าง?”
“ใช่”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า
“มีห้องอีกห้องหนึ่ง”
“แต่ถูกซ่อนจากผังเรือน”
เยว่หลันเงยหน้ามองคาน
ทันใดนั้น นางก็เข้าใจ
คานด้านหน้ากับคานด้านหลัง...
ไม่ได้ขนานกัน
ต่างกันเพียงเล็กน้อยจนคนทั่วไปไม่ทันสังเกต
แต่ความต่างเพียงไม่กี่ชุ่นนั้น
เพียงพอจะสร้างพื้นที่แคบ ๆ ขึ้นมาระหว่างกำแพงสองชั้น
“ห้องซ้อน”
นางพึมพำ
“ผู้สร้างเรือนจงใจสร้างกำแพงสองชั้น”
เหอซานสีหน้าเคร่งขรึม
“เช่นนั้นก็หมายความว่า...”
“ผู้สร้างเตรียมซ่อนบางสิ่งไว้ั้แ่แรก”
เด็กชายบนคานกอดเข่าแน่นกว่าเดิม
เขาไม่ได้มองกำแพง
กลับมองเยว่หลัน
“อย่าเข้าไป”
น้ำเสียงของเด็กสั่นอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าขอร้อง”
เยว่หลันค่อย ๆ เดินเข้าไปใต้คาน
“เ้ารู้ว่าอะไรอยู่ข้างใน”
เด็กชายเม้มริมฝีปาก
ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตอบ
“ข้า...จำไม่ได้”
“แต่ข้าจำความรู้สึกได้”
“ทุกครั้งที่ประตูนั้นเปิด...”
เขาหลับตา
“คนจะเริ่มลืมกันและกัน”
ประโยคสั้น ๆ นั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง
เยว่หลันมิได้ถามต่อ
นางรู้ดีว่าบางครั้ง ความทรงจำของิญญามิได้หายไป
แต่ถูกผนึกไว้
ยิ่งเร่งรัดให้คิด
ยิ่งทำให้เลือนลางกว่าเดิม
ชายผู้สวมแหวนหยกดำเดินโซเซเข้ามา
เขาหยุดห่างจากกำแพงเพียงสองก้าว
ดวงตาจ้องมองแผ่นไม้ตรงหน้า
เหมือนกำลังมองคนที่คุ้นเคยมานาน
“ข้าเคยยืนตรงนี้...”
เขาพูดเบา ๆ
“วันนั้น...”
“มีคนให้ข้ารอ”
เยว่หลันหันมอง
“ผู้ใด”
ชายผู้นั้นยกมือกุมศีรษะ
แหวนหยกดำเรืองแสงวาบ
เส้นหมึกสีดำแทรกออกจากรอยร้าว คล้ายรากไม้ที่กำลังคืบคลาน
“จำไม่ได้...”
“แต่เขาบอกว่า...”
ชายผู้นั้นหอบหายใจ
“หากได้ยินเสียงเคาะ”
“ห้ามเปิด”
“ไม่ว่าใครจะเรียก...”
“ก็ห้ามเปิด”
เสียงของเขาขาดหาย
เพราะในวินาทีนั้นเอง
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง
แต่คราวนี้...
มิได้ดังจากด้านหลังกำแพง
หากดังมาจากด้านในอกของทุกคน
ตึก...
ตึก...
ตึก...
เยว่หลันสะดุ้ง
มันไม่ใช่เสียงเคาะ
แต่เป็เสียงหัวใจ
หัวใจของนางเต้นตรงกับจังหวะเสียงนั้นทุกประการ
หลี่เฟิงเหยียนเองก็ชะงัก
เขาเหลือบมองเยว่หลัน
จากสีหน้าของนาง เขารู้ว่าทั้งสองได้ยินเหมือนกัน
“ไม่ใช่ค่ายกล...”
เขาพึมพำ
“แต่เป็การเชื่อมชีพจร”
เหอซานเบิกตากว้าง
“เป็ไปไม่ได้!”
“ค่ายกลที่เชื่อมหัวใจกับสิ่งที่ถูกผนึกไว้...”
“สาบสูญไปั้แ่ปลายราชวงศ์ก่อนแล้ว”
หลี่เฟิงเหยียนไม่ตอบ
เขากลับชักกระบี่ออกจากฝักช้า ๆ
แต่คราวนี้...
เขาไม่ได้ชี้ไปที่กำแพง
หากปักปลายกระบี่ลงบนพื้นตรงหน้าตน
เสียงโลหะกังวานสะท้อนทั่วเรือน
“ฟัง”
ทุกคนเงียบ
ใต้เสียงสะท้อนของกระบี่
มีอีกเสียงหนึ่งซ่อนอยู่
แ่มาก
เหมือนเสียงคนกำลังท่องบางอย่าง
เยว่หลันหลับตา
ตั้งใจฟัง
ตอนแรกจับได้เพียงพยางค์สั้น ๆ
แต่ไม่นาน...
คำเ่าั้ก็เริ่มชัดขึ้น
"...อย่าเอ่ยนาม..."
"...อย่าจดจำ..."
"...อย่าเปิด..."
ประโยคเดิม
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ราวกับมีคนหลายร้อยคนกำลังสวดพร้อมกันอยู่หลังผนัง
แต่สิ่งที่ทำให้เยว่หลันขนลุกที่สุด
มิใช่ถ้อยคำเ่าั้
หากเป็สำเนียง
เพราะทุกเสียง...
ล้วนเป็เสียงของคนวัยต่าง ๆ
ชาย หญิง เด็ก คนชรา
แต่ทั้งหมดกลับลงท้ายประโยคด้วยน้ำเสียงเดียวกัน
เหมือนมีผู้พูดเพียงคนเดียว
กำลังใช้ปากของคนทั้งหมู่บ้าน
ทันใดนั้น
เปลวไฟสีขาวในโคมแดงของเยว่หลันพลันลุกสูง
แสงสีเงินสาดไปกระทบม้วนภาพบรรพชน
ครืด...
ผ้าไหมทั้งผืนค่อย ๆ เลื่อนขึ้นเอง
เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง
มิใช่ประตู
มิใช่กำแพง
แต่เป็แผ่นหินสีดำสนิท สูงกว่าหนึ่ง่คน
บนแผ่นหินไม่มีลวดลาย
ไม่มีอาคม
มีเพียงอักษรโบราณแถวเดียว
เยว่หลันอ่านออกเพียงครึ่งหนึ่ง
"ผู้ใดเอ่ยนาม...ผู้นั้นจัก..."
ตัวอักษร่ท้ายถูกขูดออกจนหมด
ราวกับมีใครบางคน...
ไม่้าให้คนรุ่นหลังรู้ประโยคที่เหลือ
หลี่เฟิงเหยียนก้าวเข้าไปใกล้
เขามิได้แตะแผ่นหิน
แต่สายตากลับหยุดอยู่ที่มุมล่าง
มีรอยขีดเล็ก ๆ อยู่หลายสิบเส้น
ไม่ใช่ลายสลัก
แต่เป็รอยจากเล็บมือ
รอยขีดเ่าั้เรียงซ้อนกันหนาแน่น
ราวกับเคยมีใครบางคน...
พยายามปีนออกมาจากอีกฟากของกำแพง
และก่อนที่ผู้ใดจะได้เอ่ยสิ่งใด
เสียงเด็กชายบนคานก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่เสียงกระซิบ
แต่เป็เสียงะโสุดแรง
“อย่ามองชื่อของท่านบนแผ่นหิน!”
ทุกคนหันกลับไปพร้อมกัน
แต่สายเกินไปแล้ว...
เพราะบนแผ่นหินสีดำ
ตัวอักษรซึ่งเคยว่างเปล่า
กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีละตัว
และอักษรตัวแรกที่ทุกคนมองเห็นคือ...
"เยว่..."
เสียงของเด็กผู้ไม่มีใบหน้ายังคงก้องอยู่ในเรือน
“อย่ามองชื่อของท่านบนแผ่นหิน...”
แต่คำเตือนนั้นมาช้าเกินไป
ทันทีที่อักษรคำว่า "เยว่..." ปรากฏบนศิลาสีดำ เปลวไฟในโคมแดงของเยว่หลันก็สั่นไหวอย่างรุนแรง
ทว่า...
อักษรนั้นกลับเลือนหายไปในพริบตา
ราวกับไม่เคยมีผู้ใดเห็นมันมาก่อน
เยว่หลันยังคงยืนนิ่ง
หัวใจเต้นถี่
นางมิได้หวาดกลัวเพราะชื่อตนเองปรากฏบนศิลา
แต่หวาดกลัวเพราะรู้สึกว่า...
แผ่นหินกำลัง "เลือก" ผู้ที่มัน้าให้เห็น
หลี่เฟิงเหยียนไม่แม้แต่จะมองศิลาทมิฬ
สายตาของเขากลับจับอยู่ที่พื้นเบื้องหน้า
เงียบ...
เงียบผิดปกติ
จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วแตะพื้นไม้ที่อยู่ห่างจากศิลาเพียงหนึ่ง่แขน
“มีคนเคยมายืนตรงนี้”
จ้าวเหวินขมวดคิ้ว
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
หลี่เฟิงเหยียนไม่ได้ตอบในทันที
เขาใช้นิ้วลูบฝุ่นบาง ๆ บนพื้น ก่อนยกขึ้นให้ทุกคนดู
ปลายนิ้วของเขาสะอาด
แต่ฝุ่นบนพื้นกลับเรียงตัวเป็เส้นโค้งผิดธรรมชาติ
“ฝุ่นตกทับกันมานานหลายปี”
“แต่ตรงนี้...เคยมีคนยืน”
“และยืนอยู่นานพอจะทำให้ฝุ่นไม่เกาะ”
เหอซานเดินเข้ามาดู
เมื่อเพ่งมองดี ๆ จึงเห็นว่า รอยนั้นมิใช่รอยเท้า
หากเป็รอยของชายเสื้อคลุมที่ลากััพื้น
“ไม่นานมานี้...” นักพรตเฒ่าพึมพำ
“ไม่เกินสามเดือน”
เยว่หลันเงยหน้ามอง
“หมายความว่า...”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า
“มีคนเข้ามาในเรือนหลังนี้ก่อนเรา”
ทุกคนเงียบลง
คำตอบนี้น่ากลัวยิ่งกว่าิญญาเสียอีก
เพราะตลอดสามสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดในเมืองชายแดนกล้าเข้าใกล้หมู่บ้านชิงเหอ
หากมีคนเข้ามา...
เขามาเพื่ออะไร
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้นางไม่ได้ส่องไปยังศิลาทมิฬ
แต่ส่องไปยังพื้นโดยรอบ
แสงสีขาวนวลค่อย ๆ ไล้ผ่านพื้นไม้เก่า
แล้วหยุดลงตรงมุมหนึ่ง
“ตรงนั้น...”
นางก้าวเข้าไปช้า ๆ
พื้นไม้บริเวณนั้นมีรอยขีดเล็ก ๆ หลายเส้น
ดูเผิน ๆ คล้ายรอยที่เกิดจากการลากหีบไม้
แต่เมื่อก้มลงมองใกล้ ๆ
กลับพบว่ารอยเ่าั้เป็อักษร
มิใช่อักษรจีนมาตรฐาน
หากเป็สัญลักษณ์โบราณที่ถูกย่อให้สั้นที่สุด
หลี่เฟิงเหยียนคุกเข่าลงข้างนาง
เขาใช้ปลายนิ้วไล่ตามรอยสลักทีละเส้น
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“นี่ไม่ใช่ลายมือของช่าง”
“เป็ลายมือของคนที่กำลังรีบร้อน”
เยว่หลันพยักหน้า
รอยสลักลึกไม่เท่ากัน
บาง่มือสั่น
บาง่แทบขูดทะลุเนื้อไม้
เหมือนผู้เขียนรู้ว่า...
ตนเองมีเวลาเหลือไม่มาก
เหอซานหยิบแว่นขยายทองเหลืองออกมาจากย่าม
เมื่อส่องผ่านเลนส์ อักษรที่เลือนรางก็เริ่มชัดขึ้น
มีเพียงหกคำ
อย่าเชื่อ...ผู้ถือโคมคนแรก
ทุกคนตกตะลึง
เยว่หลันขมวดคิ้วทันที
“ผู้ถือโคม...คนแรก?”
เด็กผู้ไม่มีใบหน้าที่นั่งอยู่บนคานพลันกอดเข่าแน่น
เขาส่ายหน้าซ้ำ ๆ
“ข้าไม่รู้...”
“ข้าไม่เคยเห็นข้อความนั้น...”
“เมื่อก่อนมันไม่มี...”
หลี่เฟิงเหยียนเงยหน้ามองเด็ก
ดวงตาของเขาแคบลงเล็กน้อย
“เ้าหมายความว่า...”
“ข้อความนี้เพิ่งถูกสลัก”
เด็กชายพยักหน้าช้า ๆ
“หลังจากข้าหลับ”
“มีคนเข้ามา”
“เขาไม่ได้เปิดศิลา”
“เขาเพียงยืนอ่าน...”
“แล้วสลักข้อความนี้ไว้”
เยว่หลันถามทันที
“เ้าเห็นหน้าหรือไม่”
เด็กชายเงียบไปนาน
นานจนทุกคนคิดว่าเขาจำไม่ได้
ในที่สุดเขาจึงตอบ
“ไม่เห็นหน้า”
“เขาสวมเสื้อคลุมสีคราม”
“แต่...”
เด็กชายค่อย ๆ ยกมือแตะอกตัวเอง
“เขามีกลิ่นเดียวกับท่าน”
เยว่หลันชะงัก
“ข้าหรือ?”
เด็กพยักหน้า
“กลิ่นของโคม”
ประโยคสั้น ๆ ทำให้เหอซานหันมองเยว่หลันทันที
นักพรตเฒ่ามิได้กล่าวสิ่งใด
แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความกังวล
หากมีผู้ถือโคมมาก่อนเยว่หลัน...
แล้วเขาเป็ผู้ใด
และเหตุใดจึงทิ้งคำเตือนเช่นนี้ไว้
ทันใดนั้น...
หลี่เฟิงเหยียนกลับเอื้อมมือไปแตะศิลาทมิฬเป็ครั้งแรก
เยว่หลันรีบหันมอง
“ระวัง!”
แต่เขาไม่ได้ตอบ
ปลายนิ้วแตะลงบนผิวหินเพียงเบา ๆ
ศิลาเย็นจัด
เย็นเสียจนเหมือนน้ำแข็งที่ฝังอยู่ใตู้เามานับพันปี
เขาหลับตา
ผ่านไปเพียงสามลมหายใจ
ก็ถอนมือกลับ
“มีอะไรหรือ”
เยว่หลันถาม
หลี่เฟิงเหยียนมองฝ่ามือตนเอง
บนปลายนิ้วมีผงสีขาวติดอยู่บาง ๆ
“ไม่ใช่ฝุ่น”
เขาขยี้เบา ๆ
ผงนั้นละลายหายไปอย่างรวดเร็ว
เหลือเพียงกลิ่นจาง ๆ
เยว่หลันสูดลมหายใจ
ดวงตาของนางค่อย ๆ เบิกกว้าง
“ดอกเหมย...”
กลิ่นนั้นมิใช่กลิ่นหิน
แต่เป็กลิ่นดอกเหมยสด
ราวกับเพิ่งมีใครวางช่อดอกไม้ไว้ตรงศิลาเมื่อไม่นานนี้
ทั้งที่หมู่บ้านนี้ไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่มาสามสิบเจ็ดปี
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวช้า ๆ
“ศิลาก้อนนี้...”
“มีคนแตะต้องเป็ประจำ”
สิ้นคำของเขา
เสียงลมหนาวก็พัดลอดเข้ามาจากรอยแตกของกำแพง
เปลวไฟในโคมแดงเอนวูบ
พร้อมกับเศษกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ปลิวออกมาจากช่องแคบระหว่างศิลากับผนัง
มันหมุนเคว้งอยู่กลางอากาศ
ก่อนตกลงตรงหน้าเยว่หลันพอดี
นางก้มลงหยิบอย่างระมัดระวัง
กระดาษเก่าจนเหลืองกรอบ
แต่หมึกยังคงชัดเจน
มีเพียงประโยคเดียว
"หากผู้ใดอ่านจดหมายฉบับนี้...จงรีบออกจากชิงเหอ ก่อนคืนพระจันทร์ดับจะมาถึง"
ไม่มีชื่อผู้เขียน
ไม่มีวันที่
มีเพียงตราประทับครึ่งดวงที่ถูกฉีกหายไป
หลี่เฟิงเหยียนเพ่งมองตรานั้นนิ่ง ๆ
สีหน้าที่สงบมาตลอด พลันเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย
เยว่หลันสังเกตเห็นทันที
“ท่านเคยเห็นตรานี้หรือ”
เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตอบสั้น ๆ
“เคย”
“ที่ใด”
หลี่เฟิงเหยียนเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง
หิมะยังคงโปรยปรายไม่หยุด
“ในที่...ซึ่งไม่ควรมีใครรอดกลับมาได้”
คำตอบนั้นมิได้คลี่คลายปริศนา
กลับสร้างคำถามใหม่ขึ้นอีกหลายข้อ
และในความเงียบหลังประโยคนั้น...
ไม่มีผู้ใดสังเกตว่า
เด็กผู้ไม่มีใบหน้าได้หายไปจากคานเรือนแล้ว
เหลือเพียงรอยเท้าหิมะเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ จางหายไปทีละรอย... จนเหมือนไม่เคยมีใครอยู่ตรงนั้นเลย
จบตอนที่6