
....แสงแดดแรกหลังจากหลายวันในความมืดชื้นของถ้ำลับหลังประตูหิน ทะลุผ่านหมอกบางและสาดลงบนใบหน้าหานเหวินจนต้องหยีตา กลิ่นดินเปียกผสมกลิ่นใบสนและดอกไม้ป่าลอยมากับลมเย็น เสียงนกป่าและเสียงน้ำตกไกลๆ ทำให้รู้สึกเหมือนโลกภายนอกกำลังต้อนรับพวกเขากลับมา
อวี้เฟิงก้าวออกมาเป็คนที่สอง มือหนึ่งลูบแผ่นหลังเหมือนตรวจว่ากระดูกสันหลังยังอยู่ครบ อีกมือกุมท้องตัวเอง
“โอ๊ย…ข้าล่ะนึกว่าอีกนิดคงต้องไปเกิดใหม่แล้ว”
เขาหันไปมองหานเหวิน พลางยิ้มมุมปาก
“สุภาษิตว่าไว้ ‘อยู่ในถ้ำสิบปี ดีกว่าอยู่กับคนใบ้หนึ่งวัน’ …แต่เ้าเงียบซะจนข้ารู้สึกว่าถ้ำยังมีเสียงก้องมากกว่าเสียงเ้า”
หานเหวินเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ไม่พูดอะไร อวี้เฟิงถอนหายใจอย่างโอเวอร์
“เฮ้อ… ข้าไม่อยากจะบ่นนะ แต่คนที่ออกมาจากถ้ำได้ควรมีสองอย่าง อย่างแรกคือ ‘แสงสว่างในดวงตา’ อย่างที่สองคือ ‘เื่เล่ามันส์ๆ ให้ข้า’ …เ้านี่ไม่มีซักอย่าง”
หานเหวินเหลือบตามองอีกครั้ง คราวนี้เสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย “เ้ายังไม่ตายก็นับว่าโชคดีแล้ว”
อวี้เฟิงยิ้มแฉ่ง “สุภาษิตว่า ‘ไม่เสี่ยงย่อมไม่รวย’ …ข้าก็แค่เสี่ยงชีวิตเพื่อความสนุก เ้ากลับทำหน้าราวกับเสียวัวทั้งฝูง”
ทั้งคู่เริ่มเดินตามเส้นทางบนไหล่เขา ทว่าภาพตรงหน้าไม่เหมือนที่หานเหวินจำได้เลย แทนที่จะเป็ฟ้าใสยามบ่าย เส้นทางกลับถูกหมอกสีขาวนวลลอยต่ำคลุมเพียงระดับข้อเท้า และไหลยาวไปสุดสายตา เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังนุ่มลงราวกับถูกดูดซับเข้าไปในความชื้น
อวี้เฟิงเหล่มองหมอก
“นี่หมอกจริงๆ หรือเป็ฝีมือใคร… สุภาษิตว่า ‘หมอกที่โอบล้อมูเา อาจซ่อนดาบคมกริบไว้’ …แต่บางครั้งก็ซ่อนแค่ขี้วัว”
เขาเตะก้อนหินเล็กๆ กลิ้งหายเข้าไปในหมอกแล้วส่ายหน้า “ข้าหวังว่าอันนี้จะเป็แบบหลัง”
เดินไปได้สักพัก อวี้เฟิงก็เหลือบมองอกเสื้อหานเหวินที่ปูดนูน
“เ้าจะไม่เล่าเื่สมุดบันทึกนั่นจริงๆ รึ? หรือว่าต้องให้ข้าท่องสุภาษิตว่า ‘เก็บมีดไว้ในอก ยิ้มไว้ที่ริมฝีปาก’ ให้ฟังอีกรอบ?”
หานเหวินไม่หยุดเดิน “ในคัมภีร์หมึกซีดจาง… มีบางตอนที่ข้าสงสัยมานาน ว่าทำไมบรรทัดจึงขาดหายไปอย่างจงใจ”
อวี้เฟิงหัวเราะในคอ “อ้อ…เข้าใจแล้ว สุภาษิตว่า ‘ัซ่อนในเมฆ ย่อมรอฝนใหญ่’ …นี่เ้ากำลังเปรียบตัวเองเป็ัอยู่ใช่ไหม?”
“ข้าบอกว่าเป็บรรทัดที่หายไป ไม่ได้บอกว่าเป็ข้า”
“ฮึ! ถ้าไม่ใช่เ้าก็แล้วใครจะหวงมันนัก ถ้าไม่ใช่เ้าัเงียบ?”
ระหว่างเดินต่อ อวี้เฟิงก็ไม่หยุดปาก
“รู้ไหม? หมอกนี่มันเหมือนผู้หญิงสวย มองไกลๆ ก็ดูดี แต่พอเข้าไปใกล้ก็อาจเจอเขี้ยวงามๆ รอขย้ำอยู่… สุภาษิตว่า ‘น้ำใสไร้ปลา คนซื่อตรงไร้เพื่อน’ …ข้าว่าเ้าคงเป็บ่อน้ำใสที่ไม่มีปลาแล้วละ”
หานเหวินปรายตามอง “ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเ้าถึงมีศัตรูเยอะ”
“ก็เพราะข้าหล่อไง” อวี้เฟิงยักไหล่ “สุภาษิตว่า ‘ต้นไม้สูงย่อมรับลมแรง’ …ข้าก็แค่ต้นไม้ที่สูง…แล้วหล่อ”
ทันใดนั้นฝ่าเท้าของหานเหวินหยุดกึก เขาก้มลงมองรอยเท้าขนาดใหญ่กว่ามนุษย์ราวครึ่งหนึ่ง ลึกและชัดเจน แต่ทอดไปเพียงสามสี่ก้าวก่อนขาดหายไปกลางหมอก
อวี้เฟิงชะโงกหน้าไปดู
“รอยเท้าหายกลางทาง… สุภาษิตว่า ‘เมื่อเสือกลายเป็แมว รอยตีนก็หายไป’… ข้าว่าเราน่าจะหันหลังกลับได้แล้ว”
หานเหวินเพียงเหลือบตามอง “กลับทางเดิม… ก็ต้องผ่านถ้ำอีกนะ”
อวี้เฟิงนิ่งไปอึดใจ ก่อนหัวเราะ “งั้นไปข้างหน้าก็ได้ อย่างน้อยหมอกก็ยังนุ่มกว่าก้อนหินในถ้ำ…แล้วก็สวยกว่าหน้าเ้าตอนหงุดหงิด”
หมอกยังคงปกคลุมเส้นทาง ลมเย็นพัดมาอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของทั้งคู่ค่อยๆ จมหายไปในม่านขาว
.....หมอกขาวคลี่ออกช้า ๆ ลมหนาวพัดจนปลายจมูกอวี้เฟิงแดงจัด เขาสูดลมหายใจลึกแล้วพึมพำอย่างกวนตีน แต่แฝงด้วยความเฉียบคม “สุภาษิตว่า ‘หนาวถึงกระดูกจึงรู้ค่าถ่านร้อน’ …ถ้าอย่างนั้น ข้าขอถ่านร้อน เตียงอุ่น และน้ำซุปอีกหม้อก่อน แล้วค่อยมาวางแผนสนุก ๆ ต่อ”
หิมะปกคลุมหุบเขาจนขาวโพลน หมู่บ้านไม้เล็ก ๆ กระจายตัวตามไหล่เนิน ทางเดินเป็หิมะบดแน่น ร่องรอยเท้าเก่าเล็ก ๆ แสดงว่าหมู่บ้านนี้ไม่ค่อยมีผู้คน
อวี้เฟิงหยุดก้าวแล้วมองไปรอบ ๆ
“นี่หมู่บ้าน…เงียบจนเหมือนจิตใจของคนที่เก็บความลับไว้ สุภาษิตว่า ‘น้ำใสไร้ปลา คนซื่อตรงไร้เพื่อน’ …แต่ข้าคงไม่คิดมากนัก ข้าแค่สังเกตและวางแผนจะไม่พุ่งเข้าหากลางบ้านเหมือนหงส์โง่”
หานเหวินเดินนำหน้าโดยไม่เปลี่ยนจังหวะก้าว สายตาแหลมคมกวาดมองทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้าน
เมื่อมาถึง โรงเตี๊ยมเถาเมิ่ง ป้ายไม้เก่าแกว่งเบา ๆ ตามลมหนาว
อวี้เฟิงยิ้มมุมปาก “สุภาษิตว่า ‘คนเดินพันลี้ ย่อมแสวงหาที่พัก’ …แต่ข้าสังเกตแล้ว บ้านนี้มีสัญญาณชีวิตอยู่แค่ปล่องไฟเดียว หมายความว่าเราต้องคอยสังเกตใครเข้าห้องน้ำหรือเปิดประตูก่อนกินข้าว”
เมื่อเข้ามา กลิ่นซุปและเนื้อสัตว์อบอวลอบอุ่น อวี้เฟิงสอดส่องมุมห้องและเตาผิงกลางห้องอย่างรวดเร็ว “เตาผิงนี้วางในตำแหน่งให้ความอบอุ่นทั่วห้อง พื้นไม้เก่าลื่นเล็กน้อย ต้องระวังตอนเดิน”
หานเหวินถอนหายใจ “เ้ากวนเกินไปแล้ว”
“สุภาษิตว่า ‘ผู้รอบรู้เห็นภัยล่วงหน้า’ …ข้าก็แค่รอบคอบ…และมีความสนุกประกอบ” เขายักไหล่ แล้วยิ้มเ้าเล่ห์
หญิงสาวเ้าของโรงเตี๊ยมยิ้มต้อนรับ “จะพักหรือทานอาหารก่อนดี?”
อวี้เฟิงก้าวไปข้างหน้าแทบจะทันที
“ทั้งสอง…และข้าจะสังเกตตำแหน่งหม้อไฟกับจานชามรอบห้องด้วย สุภาษิตว่า ‘น้ำร้อนไว้ชิม คนงามไว้สังเกต’ …วันนี้ข้าขอทั้งสองอย่าง”
ระหว่างมื้ออาหาร เขากวนประสาทหานเหวินแบบไม่หยุด
“เ้ารู้ไหม? หมู่บ้านนี้เหมือนเ้าตอนแรกเจอข้า เงียบ ๆ ภายนอก แต่ข้างในอาจซ่อนความลับ สุภาษิตว่า ‘บ่อน้ำลึกอาจซ่อนั หรือแค่ซ่อนกบ’ …ข้ากำลังสังเกตอยู่ ว่าเ้าซ่อนัไว้หรือกบ”
หานเหวินขมวดคิ้ว “เ้าบรรลุเซียนระดับ 5 มาด้วยวิชากวนประสาทมาหรือไง หรือเป็นิสัย?”
“ทั้งสอง… และถ้าเ้าตอบผิด ข้าจะขุดคัมภีร์หมึกซีดจางมาอ่านต่อหน้าท่านหญิงเสิร์ฟ”
เมื่อมื้ออาหารเสร็จ หญิงสาวพาพวกเขาขึ้นห้องพัก ชั้นสองมีเตียงสองเตียง หมอนฟาง และหน้าต่างเล็กมองออกไปลานหิมะอันเงียบสงัด
อวี้เฟิงยืนมองออกนอกหน้าต่าง พลางกระซิบ
“ฟัง… เสียงฝีเท้าบนหิมะ…หรือข้าฝันไป?”
หานเหวินเดินมาข้างๆ “ฝีเท้าอะไร”
“ฟังดี ๆ …เหมือนใครบางคนเดินวนรอบโรงเตี๊ยม แต่สุภาษิตว่า ‘เสือเดินในหิมะ ไม่ทิ้งรอย’ …นี่คือกลอุบายหรือแค่ความเฉลียวฉลาด? ข้าจะสังเกตต่อ”
เขาหันไปมองหานเหวินพลางยักคิ้ว
“ข้าสังเกตทุกเสียง ลม หิมะ และแม้แต่ท่าทางของเ้า สุภาษิตว่า ‘สุนัขเฝ้าบ้านฉลาดกว่าเ้าของในวันที่บ้านว่าง’ …คืนนี้ข้าจะเป็ทั้งสุนัขและเ้า”
หานเหวินวางสัมภาระลง เงียบ แต่ไม่วางใจอวี้เฟิง
“คืนนี้… อาจหนาว แต่ข้าจะอุ่นใจ…และรอบคอบพอที่จะไม่ให้ใครเข้ามาแอบฟัง” เขายิ้มมุมปาก แล้วยืนหันหน้าออกหน้าต่าง พลางจับมือจับร่องรอยฝีเท้าบนหิมะข้างนอก
อวี้เฟิงยังพูดไม่หยุด เขาสอดส่องทุกแสงไฟในหมู่บ้านเล็ก ๆ พลางหัวเราะ
“สุภาษิตว่า ‘แสงเทียนไม่ใหญ่ แต่ก็ส่องทางในความมืด’ …คืนนี้ข้าจะเป็แสงเทียนคอยส่องให้เ้า”
หานเหวินถอนหายใจยาว เขายอมให้ความกวนและความเฉียบแหลมของอวี้เฟิงคอยช่วยสังเกตสถานการณ์
ทั้งสองมองออกไปนอกหน้าต่าง หมู่บ้านเงียบสงัด เหมือนทุกอย่างรอให้พวกเขา สังเกต และเล่นเกมชั้นเชิงของคืนนี้ต่อไป....