ก้าวแรกที่คาเอลถอยออกจากความมืด ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนรอด
มันให้ความรู้สึกเหมือนถูกปล่อยให้ถอย
พื้นใต้ฝ่าเท้ายังนุ่มผิดธรรมชาติ ทุกครั้งที่รองเท้าของเขากดลงไป พื้นผิวสีดำม่วงจะยุบตัวลงเพียงเล็กน้อย ก่อนดันกลับขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ราวกับใต้พื้นนั้นมีปอดขนาดใหญ่ที่กำลังหายใจตามจังหวะของพวกเขา
ครืด…
เสียงเบา ๆ ดังขึ้นใต้เท้า
ไม่ใช่เสียงรองเท้าถูพื้น ไม่ใช่เสียงกรวด ไม่ใช่เสียงโลหะ แต่เป็เสียงของเนื้อที่ตอบสนองต่อการถูกเหยียบ
คาเอลไม่ก้มมองมัน เขาไม่อยากเห็นว่าพื้นนั้นขยับอย่างไร ไม่อยากเห็นว่ารอยรองเท้าของตัวเองถูกดูดกลับเข้าไปในเนื้อรังช้า ๆ เหมือนสถานที่แห่งนี้กำลังพยายามลบหลักฐานว่าพวกเขาเคยเดินผ่าน
อากาศรอบตัวหนักและชื้น
กลิ่นเืเก่า กลิ่นโลหะสนิม กลิ่นของเหลวสีดำม่วง และกลิ่นเหม็นหวานของไข่ที่ตายก่อนฟัก ผสมกันจนกลายเป็กลิ่นเฉพาะของชั้นใต้ดินที่คาเอลเริ่มจำได้โดยไม่อยากจำ
กลิ่นของรัง มันติดอยู่ในลำคอ ติดอยู่ที่ปลายลิ้น ติดอยู่ในจังหวะหายใจเหมือนต่อให้กลับขึ้นไป้าแล้ว กลิ่นนี้ก็ยังจะตามเขาไปในความทรงจำ
ไม่มีใครพูดเอ่ยคำใด ๆ ออกมา
โวร่าเดินนำหน้า เธอไม่ได้เร่งฝีเท้า แต่ทุกก้าวของเธอแม่นยำเหมือนถูกวัดมาแล้วล่วงหน้า มือข้างหนึ่งถือมีดสั้นไว้ต่ำใกล้ต้นขา อีกข้างแตะผนังเป็ครั้งคราวโดยไม่วางฝ่ามือเต็ม เพียงใช้ปลายนิ้วััแล้วถอนออกทันที เหมือนคนที่รู้ว่าบางอย่างในที่นี้อาจจับกลับได้
มีดของเธอสะท้อนแสงสีม่วงจากผนังเป็เส้นบาง ๆ สั้น ๆ ทุกครั้งที่แสงนั้นวูบผ่านคมมีด คาเอลจะรู้สึกว่าโวร่าไม่ได้เดินนำพวกเขาออกจากอันตราย เธอกำลังพาพวกเขาออกจากอันตรายหนึ่ง เพื่อไปหาอันตรายอีกอย่างที่ยังไม่เห็น
มิเลียอยู่ข้างเขา ระยะห่างเท่าเดิม ไม่ใกล้จนเหมือนเธอพร้อมจะดึงเขากลับทุกครั้ง ไม่ไกลจนเสียงระบบในหัวเขาจะดังขึ้นอีก
เธอไม่แตะเขา
นั่นเป็สิ่งที่คาเอลรู้สึกได้ชัดมากกว่าการแตะเสียอีก
ก่อนหน้านี้ หากเขาเริ่มหลุด เธอจะเป็คนแรกที่คว้ามือเขาไว้ เป็ััอุ่น ๆ ที่ลากเขากลับจากเส้นข้อมูล จากความเย็น จากการมองโลกเป็ตัวเลข
แต่ตอนนี้เธอไม่ได้ทำ ไม่ใช่เพราะไม่ห่วง แต่เพราะเธอเริ่มเข้าใจว่า ถ้าเธอยื่นมือให้เขาทุกครั้ง เขาอาจไม่พยายามยืนด้วยตัวเองอีกเลย
คาเอลไม่โกรธเธอ เขาไม่มีสิทธิ์โกรธ แต่ความว่างเล็ก ๆ ระหว่างมือของเขากับมือของเธอทำให้เขารู้สึกถึงบางอย่างที่ยังไม่อยากตั้งชื่อ
ไม่ใช่ความรัก ยังไม่ใช่ตอนนี้ หากกกล่าวว่ามันึคืออะไรน่าจะเรียกว่าเป็การพึ่งพามากกว่า และเป็ความกลัว
เป็ความ้าให้เธออยู่ตรงนั้น ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรดึงเธอเข้ามาใกล้เกินไป และเพราะมันยังไม่มีชื่อ มันจึงยิ่งอันตราย
ด้านหลัง นิกซ์เดินช้ากว่าทุกคนครึ่งก้าว
ครืด…
ครืด…
เสียงพื้นตอบรับน้ำหนักของเขาหนักกว่าคนอื่น
คาเอลหันไปมองเพียงเสี้ยววินาที
แขนขวาของนิกซ์ยังไม่กลับเป็ปกติ เกล็ดสีคล้ำปกคลุมั้แ่ข้อมือขึ้นไปถึงต้นแขนบางส่วน ใต้เกล็ดมีเส้นสีเขียวหม่นขยับช้า ๆ เหมือนรากไม้ที่เลื้อยอยู่ใต้ิั มันไม่ใช่าแธรรมดา และไม่ใช่พลังที่เด็กหนุ่มควบคุมได้เต็มที่
นิกซ์ไม่ได้มองแขนตัวเอง แต่คาเอลรู้ว่าเขารู้รู้ทุกครั้งที่เกล็ดกระตุก รู้ทุกครั้งที่กล้ามเนื้อขยับก่อนคำสั่ง
รู้ทุกครั้งที่บางอย่างในตัวเขาตอบสนองต่อรังเร็วกว่าความคิดของเขาเอง
“มันเงียบไป”
นิกซ์พูดขึ้นในที่สุด
เสียงเขาเบามาก แต่ในอุโมงค์ที่ไม่มีใครพูด มันดังพอให้ทุกคนหยุดหายใจไปครึ่งจังหวะ
โวร่าไม่หันกลับมา
“อะไรเงียบ”
“เสียงข้างล่างครับ” นิกซ์ตอบ
“ก่อนหน้านี้มันดัง…เหมือนมีอะไรเต็มหัวไปหมด แต่ตอนนี้…” เขากลืนน้ำลาย
“เหมือนมันกำลังฟังเราแทน”
คาเอลไม่ตอบ เพราะเขารู้สึกคล้าย ๆ เหมือนกัน รังไม่ได้เงียบเพราะตาย ไม่ได้เงียบเพราะถอย ไม่ได้เงียบเพราะยอมแพ้ มันเงียบเหมือนคนที่หยุดพูด เพื่อฟังว่าอีกฝ่ายจะสารภาพอะไรออกมาเอง
หน้าต่างสถานะเปิดขึ้นในสายตาคาเอล
[สภาพแวดล้อม: เสถียรชั่วคราว]
[คำเตือน: การเฝ้าสังเกตระดับสูง]
[คำแนะนำ: หลีกเลี่ยงการใช้รูปแบบพลังซ้ำ]
ค่าการเชื่อมโยงความจริง: 18%
ตัวเลขนั้นไม่สูงเท่าตอนที่เขาเกือบหลุด
แต่ก็ไม่ต่ำเกินไปกว่านั้น
มันอยู่ในระดับที่ทำให้เขาคิดได้เร็วขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเสียง กลิ่น และการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นเล็กน้อย และนั่นเองที่น่ากลัวเพราะมันไม่มากพอให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังผิดปกติ แต่มากพอให้เขาเริ่มชอบความชัดเจนนั้น
คาเอลปิดหน้าต่างลงเขาไม่อยากเห็นตัวเลขในตอนนี้
ทางกลับดูยาวกว่าตอนลงมา
ทุกมุมอุโมงค์ที่พวกเขาผ่านดูเหมือนจะคุ้นตา แต่ไม่เหมือนเดิม เส้นเืบนผนังบางเส้นที่ก่อนหน้านี้เต้นช้า ๆ ตอนนี้หยุดนิ่งสนิท บางเส้นแห้งเป็สีเทา แต่บางเส้นกลับมีสีม่วงเข้มขึ้นเหมือนมันดูดบางอย่างจากห้องเพาะที่ตายแล้วกลับเข้าไป
รังไม่ได้สูญเสียสิ่งที่พวกเขาทำลายไป มันแค่ย้ายมันไปที่อื่น คาเอลรู้สึกว่าความคิดนั้นเย็นเกินไป แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เขาไม่ได้กำลังสู้กับศัตรูเขากำลังสู้กับระบบระบบที่คัดทิ้งทุกอย่างที่อ่อนแอและเก็บทุกอย่างที่ยังมีค่า
ปรับตัว เรียนรู้ และรอจังหวะ
ถ้าต้องสู้กับสิ่งแบบนี้ การอาศัยแค่ความกล้าไม่พอ ต้องคำนวณต้องเลือก และในอนาคตต้องยอมเสียบางอย่างเพื่อรักษาสิ่งที่มากกว่า
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเงียบ ๆ คาเอลหยุดมันช้าไปหนึ่งลมหายใจ เขารู้ตัวว่าเริ่มคิดเหมือนระบบอีกแล้วไม่ใช่เพราะค่าเชื่อมโยงพุ่ง แต่เพราะเหตุผลนั้นฟังดูมีเหตุผล
เขาหันไปทางมิเลียโดยไม่รู้ตัว เธอมองเขาอยู่ก่อนแล้ว
เธอไม่ได้ถามว่า “เป็อะไรไหม” บางทีเธอคงเริ่มรู้แล้วว่าคำถามนั้นไม่พอ
เธอเพียงมอง สายตาของเธอไม่ได้ดึงเขากลับเหมือนััของมิเลีย แต่มันทำให้เขารู้สึกได้ว่าเขายังถูกมองในฐานะ “มนุษย์” คนหนึ่ง
ไม่ใช่เครื่องมือ ไม่ใช่ประตู ไม่ใช่ตัวแปร ไม่ใช่อาวุธ
แค่คนคนหนึ่งที่กำลังพยายามไม่กลายเป็อย่างอื่น
คาเอลสูดหายใจเข้า แล้วเดินต่อ
แสงด้านหน้าค่อย ๆ เปลี่ยน จากสีม่วงของรังเป็สีขาวสั่น ๆ ของหลอดไฟฉุกเฉิน กลิ่นก็เปลี่ยนตาม กลิ่นเนื้อเปียกลดลง กลิ่นควันไฟเพิ่มขึ้น กลิ่นเหงืุ่์ กลิ่นผ้าพันแผล กลิ่นเืสด และกลิ่นน้ำมันเครื่องจากอุปกรณ์ฉุกเฉินเข้ามาแทน
มันไม่หอมจนน่าอยากเข้าไปหาััมันแต่เป็กลิ่นของโลก้า ของคนที่ยังหายใจ ยังมีความกลัว
ยังรู้สึกเจ็บ พยายามมีชีวิตรอดค่อไป
เสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงคนไอ
ตามด้วยเสียงโลหะกระแทกพื้น เสียงเด็กสะอื้น เสียงใครบางคนสั่งให้กดแผลไว้ เสียงวิทยุสื่อสารแตกพร่า
เสียงเท้าหลายคู่เดินวนไปมาอย่างไร้ระเบียบ
พวกเขากลับถึงกลุ่มหลักแล้ว
พื้นที่ตรงนี้เคยเป็ชานชาลาใต้ดินส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้ถูกปรับเป็จุดพักชั่วคราวแบบเร่งด่วน ไฟฉุกเฉินถูกลากมาติดตามเสาเหล็กเก่า ๆ บางดวงติด ๆ ดับ ๆ ถุงเวชภัณฑ์วางกองอยู่มุมหนึ่ง คนเจ็บนั่งหรือเอนตัวพิงผนัง บางคนมีผ้าพันแผลชุ่มเื บางคนตาเหม่อลอยเหมือนร่างกายกลับมาถึงที่ปลอดภัยแล้ว แต่จิตใจยังติดอยู่ในอุโมงค์ข้างล่าง
ทันทีที่เห็นคาเอล โวร่า มิเลีย และนิกซ์กลับมา เสียงพูดรอบ ๆ ค่อย ๆ เบาลง
ไม่ใช่เพราะโล่งใจอย่างเดียว แต่เพราะทั้งสี่คนไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม
โวร่ายังนิ่ง แต่มีคราบของเหลวสีดำติดอยู่บนแขนและคมมีด มิเลียยังยืนตรง แต่ใบหน้าซีดเกินกว่าจะปิดบังความเหนื่อย นิกซ์เดินเข้ามาพร้อมแขนที่ไม่ใช่มนุษย์เต็มตัว และคาเอล…
คาเอลไม่รู้ว่าตัวเองดูเป็อย่างไร แต่จากสายตาของคนที่มองมา เขาคงไม่ได้ดูเหมือนเด็กหนุ่มที่เพิ่งรอดจากข้างล่าง เขาคงดูเหมือนบางอย่างที่ข้างล่างแตะต้องแล้ว
ชายคนหนึ่งที่ถือปืนยาวเดินเข้ามา เขาน่าจะเป็หนึ่งในกลุ่มผู้รอดชีวิตที่พอมีประสบการณ์ใช้อาวุธ ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยคราบฝุ่นและเหงื่อ ดวงตาแดงเพราะอดนอน
“พวกคุณ ข้างล่างเป็ยังไงบ้าง”
คำถามนั้นเรียบง่าย แต่ไม่มีคำตอบที่เรียบง่ายพอ
คาเอลมองเขาในหัวมีภาพมากมาย ห้องเพาะตัวอ่อน ไข่ เส้นเื ผู้พิทักษ์ เสียงเรียก ตัวเลข มือของมิเลีย และปืนที่เกือบยกผิดทางยิงไปทางเพื่อนของเขา
เขาตอบเพียง
“มันยังไม่จบ”
ชายคนนั้นกลืนน้ำลาย เหมือนคำตอบสั้น ๆ นั้นบอกมากพอแล้ว
“แล้วแจ๊กซ์กับบัลธาซาร์ล่ะ… หายไปไหน” โวร่าถามเสียงเรียบ กวาดสายตามองคนที่เหลืออยู่
ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มชะงักเล็กน้อยก่อนตอบ
“พวกเขา ออกไปสำรวจเส้นทางใกล้ๆนี้”
มิเลียเดินผ่านเขาไปที่มุมหนึ่งโดยไม่พูด เธอนั่งลงบนกล่องอุปกรณ์โลหะเก่า ๆ ปล่อยปืนลูกซองวางพาดบนเข่า แล้วหลับตาเพียงครู่เดียว
แค่ครู่เดียว แต่คาเอลเห็นว่าลมหายใจของเธอสั่น เขาอยากเดินไปถามว่าเธอไหวไหม แต่คำถามนั้นติดอยู่ในลำคอเพราะเขารู้ว่าเธอจะตอบว่าไหว ทั้งที่เขาก็ดูออกว่าเธอไม่ไหวแล้ว
โวร่าเดินไปนั่งยองใกล้ไฟฉุกเฉิน เธอไม่พัก เธอใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบบนมีดก่อนเป็อย่างแรก จากนั้นตรวจรอยบิ่นบนคมมีดทีละจุดอย่างละเอียด เหมือนสิ่งสำคัญที่สุดหลังผ่านนรกมาไม่ใช่การหายใจ แต่เป็การทำให้แน่ใจว่าอาวุธยังใช้ฆ่าได้
นิกซ์ยืนอยู่กลางพื้นที่พัก เขาไม่รู้จะนั่งตรงไหน คนรอบตัวมองแขนของเขา บางคนหลบสายตา บางคนจ้องด้วยความกลัว เด็กคนหนึ่งที่นั่งกอดเข่าอยู่หลังผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้เบาลงทันทีเมื่อเห็นเกล็ดบนแขนเขา แล้วขยับไปหลบหลังแม่
นิกซ์เห็นภาพนั้น เขาทำได้เพียงก้มหน้าลงใช้มือซ้ายจับแขนขวาตัวเองแน่น
มิเลียลืมตา
“นิกซ์” เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย
เธอพยักหน้าไปยังที่ว่างข้างกล่องอุปกรณ์
“มานั่งตรงนี้” นิกซ์ลังเล
คาเอลเห็นว่าเขาเกือบพูดว่า “ไม่เป็ไร”
แต่สุดท้ายเขาเดินไปนั่ง ช้า ๆ ราวกับกลัวว่าแค่ขยับผิดจังหวะก็จะทำให้ทุกคนใอีก ความปลอดภัยของที่นี่เป็ของปลอม คาเอลรู้สึกได้ชัดพวกเขาอยู่ท่ามกลางคน มีแสง มีเสียง มีอุปกรณ์ มีอาวุธ มีกลิ่นมนุษย์
แต่ใต้ทั้งหมดนั้น ความมืดยังอยู่และมันกำลังตามพวกเขาขึ้นมา
เสียงวิทยุดังขึ้นครั้งแรกจากอุปกรณ์สื่อสารของชายคนหนึ่งใกล้เสาไฟ
ซ่า—
ทุกคนหันไปเกือบพร้อมกัน
ซ่า—
“…ได้ยินไหม…หน่วยภาคสนาม…ตอบกลับ…”
เสียงนั้นแตกพร่า แต่หนักแน่น ไม่ใช่เสียงแจ็กซ์ คาเอลจำได้จากตอนก่อนหน้า
เสียงของสวอน ชายที่เสียงเหมือนคนพูดพร้อมกับกำลังขันน็อตไปด้วยตลอดเวลา ชายที่ระบบเชื่อมโยงให้ในฐานะ อาจารย์ผู้ชี้ทางด้านการสร้างและการแก้ปัญหา ไม่ใช่คนที่ปลอบใจใครเก่ง แต่เป็คนที่ทำให้ของพังกลับมายิงได้อีกครั้ง
โวร่าลุกขึ้นก่อนใคร เธอเดินไปคว้าอุปกรณ์มา ปรับปุ่มสองสามครั้งอย่างรวดเร็ว
“ได้ยิน” เธอตอบ
“สัญญาณแย่มาก คุณควรจะพูดสั้น ๆ”
เสียงสวอน หัวเราะแห้ง ๆ ผ่านคลื่นรบกวน
“พูดกับคนกำลังต่อสายผ่านเศษสถานีใต้ดินนะ แม่คุณ สั้นได้เท่าที่สายมันไม่ไหม้”
เสียงซ่าดังแทรก
แล้วเขาพูดต่อ
“ฉันเห็นสัญญาณพวกนายหายไป่หนึ่ง ก่อนจะเด้งกลับมาแบบที่ฉันไม่ชอบเลย ข้างล่างนั่นไม่ใช่แค่โพรงรังธรรมดา มันมีการตอบสนองต่ออาวุธ ต่อร่างกาย ต่อ…ระบบของพวกนาย”
คาเอลเดินเข้ามาใกล้
“หมายความว่าไง”
“หมายความว่าอาวุธเดิมที่พวกนายใช้ได้ผลแค่่แรก” Swann ตอบ “พวกมันเรียนรู้เร็วกว่าเครื่องจักรหลายตัวที่ฉันเคยเห็น ถ้าพวกนายใช้รูปแบบเดิม มันจะหาทางเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ”
มิเลียลืมตาขึ้น
“แล้วมีทางแก้ไหม”
“มี” Swann ตอบทันที
“แต่ไม่ฟรี”
คำว่า “ไม่ฟรี” ทำให้บรรยากาศหนักขึ้น
คาเอลจับ C-14 แน่นขึ้น
“ต้องแลกอะไร”
เสียงอีกฝ่ายเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที
“ความเป็มนุษย์ของพวกนาย”
ไม่มีใครพูด
สวอน จึงพูดต่อ “ฉันส่งแพตช์ปรับแต่งให้ได้ อาวุธจะตอบสนองกับสภาพแวดล้อมดีขึ้น ะุจะเจาะเนื้อรังได้ดีขึ้น มีดของโวร่าจะตัดเส้นใยได้สะอาดขึ้น ปืนของมิเลียจะมีแรงหยุดมากขึ้น แต่ระบบพวกนี้ต้องดึงข้อมูลจากผู้ใช้มากขึ้นด้วย”
เขาหยุด
“พูดง่าย ๆ ยิ่งใช้หนัก มันจะยิ่งดึงพวกนายเข้าใกล้สิ่งที่อยู่ในระบบ”
สายตาของมิเลียหันมาหาคาเอลทันที คาเอลไม่หลบเขารู้ว่าเธอกังวลอะไรเพราะเขาก็กังวลเหมือนกัน
สวอน พูดต่อ
“แต่ถ้าไม่ปรับ พวกนายอาจไม่มีโอกาสยิงนัดที่สอง”
โวร่ามองทุกคน
“ฉันไม่ชอบทางเลือกที่มีแค่แย่กับแย่กว่า”
เสียง สวอน ตอบกลับ
“ยินดีต้อนรับสู่สนามรบ”
คาเอลหลับตาสั้น ๆ เขารู้ว่าควรปฏิเสธหรืออย่างน้อยควรลังเลนานกว่านี้ แต่ความจริงตรงหน้าไม่เปิดพื้นที่ให้เขาเลือกแบบสวยงาม
ข้างล่างมีฝูงพวกมันอยู่ ข้างบนมีคนเจ็บ อาวุธเดิมไม่เพียงพอและตอนนี้พวกมันกำลังมา
“ทำเลย” เขาพูด
มิเลียหันมามองเขา
“คาเอล”
เขามองเธอ
“ถ้ามันตามขึ้นมา อาวุธเดิมหยุดไม่ได้”
“ฉันรู้” เธอตอบ
“แต่ฉันอยากให้นายพูดเหมือนรู้ว่ามันมีราคา ไม่ใช่เหมือนกำลังเลือกของที่จำเป็ที่สุดในรายการ”
คำพูดนั้นทำให้เขานิ่ง เขาเพิ่งตัดสินใจเร็วเกินไปจริง ๆ และส่วนหนึ่งในตัวเขาไม่ได้รู้สึกผิดกับความเร็วนั้น นั่นแหละที่น่ากลัว
เขาพยักหน้าช้า ๆ
“มันมีราคา” เขาพูด
“ฉันรู้”
มิเลียมองเขานานอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหาอุปกรณ์
“งั้นทำ”
สวอน ไม่พูดอะไรมากกว่านั้น ไฟล์ข้อมูลเริ่มส่งเข้ามาผ่านระบบของพวกเขา
สำหรับคาเอล มันเริ่มจากเสียงต่ำในหัว คล้ายเครื่องยนต์ที่ถูกสตาร์ตในห้องปิด จากนั้น C-14 ในมือเขาก็สั่นเบา ๆ เส้นแสงบาง ๆ วิ่งไปตามร่องของปืน รหัสสีฟ้าขาวปรากฏขึ้นบนผิวโลหะเพียงครู่เดียวก่อนจางหายไป
เขารู้สึกถึงน้ำหนักของปืนเปลี่ยนไป ไม่ใช่น้ำหนักจริง แต่มัน “เข้ามือ” มากขึ้น เหมือนปืนกำลังปรับตำแหน่งศูนย์เล็งตามจังหวะลมหายใจของเขา
เขายกมันขึ้นช้า ๆ เล็งไปยังจุดว่างบนผนัง ทันทีที่ปลายกระบอกปืนหยุดนิ่ง โลกตรงหน้าก็ชัดขึ้น
ระยะ มุม แรงถีบ แนวะุ จุดตายของเป้าหมายสมมติ
ทุกอย่างเรียงตัวในหัวเขาเร็วเกินไป ง่ายเกินไป
ถ้ายิงตรงนั้น ะุจะเข้าแนวประสาทของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กได้ในนัดเดียว
คาเอลลดปืนลงทันที หัวใจเขาเต้นแรงขึ้น ไม่ใช่เพราะกลัวศัตรู แต่เพราะเขาเพิ่งรู้สึกว่าการฆ่ากลายเป็สมการที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม
ด้านข้าง มิเลียรับแพตช์การอัพเดทของเธอ
ปืนลูกซองในมือเธอส่งเสียงกลไกด้านในปรับตัว ชิ้นส่วนบางจุดเลื่อนเข้าล็อกกัน เส้นแสงสีส้มจาง ๆ วิ่งไปตามลำกล้องก่อนดับลง
เธอลองยกปืนขึ้น ข้อมือเธอสั่นเล็กน้อย
“มันหนักขึ้น”
สวอน ตอบผ่านสัญญาณ
“แรงหยุดสูงขึ้น ะุกระจายแคบลง เจาะเนื้อรังได้ดีกว่าเดิม แต่แรงถีบจะไม่ใจดีกับไหล่เธอ”
มิเลียพยักหน้า
“ฉันรับได้”
เธอไม่ได้พูดว่าไหว แค่รับได้ คาเอลััได้ถึงความต่าง
โวร่าต่อแพตช์ของเธอผ่านอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ติดอยู่บนข้อมือ มีดทั้งสองเล่มเกิดแสงบาง ๆ เคลือบคมชั่วครู่ เธอยกมีดเล่มหนึ่งขึ้นแล้วเดินไปหาเศษเส้นใยรังที่ติดอยู่กับผนังใกล้ ๆ
เธอฟันเพียงครั้งเดียวเส้นใยขาดสะบั้นทันที ไร้แรงต้าน ไร้เสียงครืดเหมือนก่อน
โวร่ามองรอยตัด
“พอใช้ได้”
สวอน หัวเราะ
“ถ้านั่นคือคำชม ฉันจะรับไว้”
ส่วนของนิกซ์ต่างจากทุกคน เขาไม่ได้มีอาวุธให้ปรับ
สิ่งที่ สวอน ส่งมาเหมือนคำสั่งตรวจจับและควบคุมชีวภาพพื้นฐาน พอข้อมูลเข้าสู่ร่างเขา เกล็ดบนแขนขวาก็เปิดขึ้นพร้อมกันหลายแผ่น
นิกซ์ร้องออกมาด้วยความเจ็บ
มิเลียลุกพรวดเข้าไปหาเขา
คาเอลขยับทันที
แต่โวร่าก้าวมาขวาง
“อย่าแตะก่อนรู้ว่าเกิดอะไร”
นิกซ์กัดฟันจนกรามขึ้นสัน เส้นสีเขียวคล้ำใต้ผิววิ่งเร็วขึ้น…มันเร็วเกินไป
แล้วก็…หยุด หลังจากนั้นแขนขวาของเขานิ่งเงียบสนิท
นิกซ์หอบแรง ดวงตาเบิกกว้าง
“ผม…รู้สึกมันชัดขึ้น”
มิเลียถามเสียงเบา
“เจ็บไหม”
“เจ็บครับ” นิกซ์ตอบตรง ๆ
“แต่ไม่ใช่แบบเมื่อกี้”
เขามองแขนตัวเอง
“เหมือนมันฟังผมมากขึ้น”
ไม่มีใครดีใจทันที เพราะทุกคนเห็นเหมือนกันมันฟังเขามากขึ้น แต่เขาก็ดูเหมือนมนุษย์น้อยลงอีกเล็กน้อย
สวอน นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมา
“ฉันปรับให้มันต้านการแทรกซึมได้ดีขึ้น แต่ระบบชีวภาพของเขา…ไม่ใช่ของมนุษย์ปกติแล้ว นายอย่าฝืนใช้เกินจำเป็ล่ะเ้าหนู”
นิกซ์พยักหน้า
“โอเคครับ”
เสียงเขาเล็กลงแต่ไม่แตก
คาเอลมองทุกคน อาวุธดีขึ้น ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น ไม่มีอะไรฟรีจริง ๆ
เวลาผ่านไปไม่นานหลังการอัปเกรด
แต่ความรู้สึกเหมือนพื้นที่พักชั่วคราวหายใจไม่ออกมากขึ้นทุกที
คนเจ็บเริ่มถูกย้ายไปด้านหลังคนที่พอจับอาวุธได้ถูกจัดแนวใกล้ปากอุโมงค์ โวร่าช่วยวางตำแหน่งคนโดยไม่ต้องมีใครสั่ง มิเลียตรวจแนวยิงและเตือนคนที่ถือปืนผิดท่า นิกซ์นั่งเงียบอยู่ใกล้เสาไฟ มือซ้ายกุมแขนขวาไว้หลวม ๆ เหมือนกำลังทำข้อตกลงบางอย่างกับร่างกายตัวเอง คาเอลยืนมองปากอุโมงค์
ความมืดข้างในยังนิ่ง แต่ไม่เงียบเหมือนก่อน
มันเริ่มมีเสียงอยู่ไกล ๆ มันเป็เสียงที่เบามาก
เหมือนเล็บจำนวนมากกำลังขูดพื้นจากที่ลึกลงไป
คาเอลขยับ C-14 ในมือช้า ๆ นิ้วแตะใกล้ไกปืนโดยไม่รู้ตัว มิเลียที่ยืนอยู่ด้านซ้ายหันมามองเขาเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันกลับไปทางอุโมงค์เหมือนกัน
แล้วเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากอีกทาง
ไม่ใช่จากอุโมงค์ด้านล่าง
แต่มาจากทางเดินด้านหลังของกลุ่มผู้รอดชีวิต
“หลบไป!” เสียงแจ็กซ์ดังขึ้นก่อนตัวเขาจะโผล่ออกมา
ทุกคนหันขวับ
แจ็กซ์วิ่งออกมาจากทางเดินด้านข้าง เสื้อของเขาเปื้อนฝุ่นและคราบดำจากสายไฟไหม้ แว่นบนหน้าบิดเอียงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งกอดแผงอุปกรณ์พกพาที่มีสายไฟห้อยระโยงระยาง ส่วนอีกมือจับขอบประตูไว้เพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้ม
ด้านหลังเขา บัลธาซาร์ตามออกมาอย่างหนักแน่นกว่า แต่ใบหน้าของชายสูงวัยเครียดกว่าทุกครั้ง ไหล่ข้างหนึ่งมีรอยเืซึมผ่านเสื้อ ราวกับระหว่างไปสำรวจอีกเส้นทาง พวกเขาไม่ได้เจอแค่ความมืด
“แจ็กซ์?” มิเลียเรียก
แจ็กซ์หอบจนพูดไม่ออกในวินาทีแรก เขายกมือขึ้นเหมือนขอเวลา แต่สายตาของเขาไม่ได้มองใครนานพอจะตอบคำถามได้ เขามองไปที่ปากอุโมงค์แล้วหน้าซีดลงกว่าเดิม
“มันไม่ใช่เส้นทางสำรอง” เขาพูดเสียงแหบ
“ทางที่ฉันกับบัลธาซาร์ไป…มันไม่ได้พาออก มันพากลับเข้าหามัน”
คาเอลเดินเข้าไปใกล้
“หมายความว่าไงนะ”
แจ็กซ์โยนแผงอุปกรณ์ลงบนกล่องเหล็กใกล้ ๆ จอเล็ก ๆ บนนั้นกะพริบติด ๆ ดับ ๆ มีเส้นสัญญาณจำนวนมากวิ่งสับสนกันจนแทบอ่านไม่ออก
“ฉันจับคลื่นได้จากทางนั้น ตอนแรกคิดว่าเป็ระบบไฟเก่าของสถานี หรืออาจเป็ทางขึ้นอีกเส้น” แจ็กซ์กลืนน้ำลาย
“แต่พอเข้าไปลึกขึ้น มันไม่ใช่ทางออก มันเป็เหมือนเส้นเือีกเส้นของรัง”
บัลธาซาร์พูดต่อแทน เสียงของเขานิ่งกว่าแจ็กซ์ แต่หนักกว่า
“ทางนั้นถูกปิดแล้ว ไม่ใช่ด้วยประตู แต่ด้วยสิ่งมีชีวิต”
ผู้รอดชีวิตรอบ ๆ เริ่มเงียบลง บางคนที่กำลังพันแผลหยุดมือ บางคนที่ถือปืนก้มมองอาวุธตัวเองเหมือนเพิ่งรู้ว่ามันเล็กเกินไป เด็กคนหนึ่งหยุดร้องไห้ เพราะความกลัวของผู้ใหญ่รอบตัวดังกว่าเสียงของเขาเสียอีก
โวร่าก้าวเข้ามาใกล้แจ็กซ์
“เห็นอะไร”
แจ็กซ์หันไปมองเธอ
“ฉันเห็นไม่ชัด”
“งั้นได้ยินอะไร”
คราวนี้แจ็กซ์เงียบ คำถามนั้นเหมือนพาเสียงที่เขาเพิ่งหนีมาให้กลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง
“เยอะ” เขาตอบในที่สุด
“เยอะมาก เยอะโคตร ๆ มันเยอะเกินไป”
เขาก้มลงกดปุ่มบนแผงอุปกรณ์ มือของเขาสั่นเล็กน้อย ภาพเส้นสัญญาณบนจอเปลี่ยนเป็จุดสีแดงจำนวนมากที่เคลื่อนเข้าใกล้กันจนกลายเป็กลุ่มเดียว
“ตอนแรกพวกมันกระจาย” แจ็กซ์พูด
“เหมือนฝูงเล็ก ๆ หลายฝูง แต่ตอนนี้มันรวมตัวแล้ว”
คาเอลมองจอจุดแดงเ่าั้ไม่ได้วิ่งมั่ว มันเคลื่อนเป็คลื่น คลื่นที่กำลังไหลขึ้นมาทางเดียวกับที่พวกเขาเพิ่งกลับมาและทางของแจ๊กซ์
“จำนวน?” คาเอลถาม
แจ็กซ์เงยหน้ามองเขา
“มากเกินกว่าที่เครื่องนี้จะนับทัน”
คำว่า “มากเกิน” ทำให้ความเงียบหนักขึ้นทันที
มิเลียยกปืนลูกซองขึ้นช้า ๆ
“มันกำลังขึ้นมาทางนี้?”
แจ็กซ์พยักหน้า
“ใช่ และมีอีกสัญญาณหนึ่งอยู่หลังฝูง”
โวร่าขมวดคิ้ว
“ห้ะ! อีกสัญญาณอะไร?”
แจ็กซ์ไม่ตอบทันที เขามองบัลธาซาร์บัลธาซาร์เป็คนพูดแทน
“หัวหน้าใหญ่ของพวกมัน”
ไม่มีใครพูดต่อ
บัลธาซาร์หันไปทางอุโมงค์ สีหน้าของเขานิ่ง แต่แววตาไม่ใช่คนที่กำลังประเมินธรรมดา มันเป็แววตาของคนที่รู้ว่าเวลากำลังหมด
“มันไม่ได้รีบ” เขาพูด
“ตัวเล็กกำลังดันขึ้นมาก่อน เหมือนมันใช้ฝูงตัวเล็ก ๆ เปิดทางมาหาเราก่อน”
นิกซ์ลุกขึ้นช้า ๆ ใบหน้าเขาซีดลงทันที
“ผมได้ยินแล้ว…”
ทุกสายตาหันไปหาเขา
นิกซ์มองปากอุโมงค์ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แขนขวาที่มีเกล็ดกระตุกขึ้นมาเองเหมือนตอบรับเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน
“มันไม่ใช่เสียงหลายเสียงแล้วครับ”
เขาหายใจสั่น
“มันเป็เสียงเดียว…ที่พาฝูงมาด้วย”
จากความมืดลึกด้านใน เสียงขูดดังชัดขึ้น
แกรกแกรกแกรกแกรก….
เร็ว ถี่ มีมากขึ้นเรื่อยๆ
เสียงนั้นเพิ่มจำนวนจนแยกไม่ออกว่าเป็เสียงของกี่ตัว มันเหมือนฝนโลหะที่เทลงบนพื้นคอนกรีต เหมือนมีดนับร้อยเล่มลากผ่านผนังพร้อมกัน
คนที่ถือปืนเริ่มถอยโดยไม่รู้ตัว
โวร่าหันไปะโ
“รักษาแนวยิง!”
เสียงของเธอคมพอจะตัดความกลัวออกเป็สองส่วน
คนที่ถอยหยุด คนที่สั่นยกปืนขึ้น คนที่ยังไม่รู้ว่าควรทำอะไรทำตามคนข้าง ๆ
บัลธาซาร์เดินเข้ามายืนด้านหลังแนว เขาไม่ได้ถือปืนขึ้นนำหน้าเหมือนคนอื่น แต่สายตาของเขากวาดผ่านทุกคนอย่างรวดเร็ว
“คนเจ็บถอยไปหลังเสา” เขาสั่ง
“คนที่ถือปืนไม่มั่นคง ให้นั่งยิง อย่ายืนบังแนว”
เสียงของเขาไม่ดังเท่าโวร่า
แต่หนักพอให้คนทำตาม
แจ็กซ์รีบลากแผงอุปกรณ์ไปหลบหลังเสาไฟฉุกเฉิน เขาไม่ได้หนี เขายังคุกเข่าลงกับพื้น ใช้นิ้วกดปุ่มบนแผงต่อไป สายไฟเล็ก ๆ หลุดจากเครื่องหนึ่งเส้น เขาสบถเบา ๆ แล้วเสียบกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“ฉันจะดูการเคลื่อนของฝูงจากตรงนี้!” เขาะโ
“ถ้ามันแยกซ้ายขวา ฉันจะบอก!”
คาเอลพยักหน้าโดยไม่หันกลับไป
มิเลียก้าวมายืนด้านซ้ายของเขา
ปืนลูกซองอยู่ในมือ
“รอให้มันเข้าแนวแคบ” เธอพูด
คาเอลพยักหน้า และยก C-14
โลกตรงหน้าชัดขึ้นทันที ปากอุโมงค์ มุมยิง ระยะ ตำแหน่งคน จุดถอย เส้นจุดตายเขาเห็นมากขึ้นหลังอัปเกรด มากเกินไปเล็กน้อย
ถ้าตัวแรกออกมา ยิงที่หัว ไม่ใช่ลำตัว ถ้าตัวที่สองพุ่งต่ำ ให้ยิงพื้นก่อนมันถึงแนว ถ้าคนด้านขวาใ เขาจะบังแนวยิง ต้องสั่งถอยก่อน
ความคิดเรียงตัวเร็วขึ้น ด้วยจิตที่นิ่งสงบอย่างผิดธรรมชาติ แม่นยำ เ็า และมีประสิทธิภาพ
คาเอลรู้ว่าควรกลัวความเร็วนี้ แต่เสียงฝูงที่กำลังใกล้เข้ามาทำให้เขาไม่มีเวลาสำหรับความกลัวแบบนั้นเงาแรกพุ่งออกจากความมืด
มันต่ำติดพื้นจนดูเหมือนสัตว์นักล่า แต่ร่างกายของมันผิดธรรมชาติเกินกว่าจะเรียกว่าสัตว์ ผิวสีเข้มมันเงา กล้ามเนื้อขยับเป็ลอนใต้เปลือกแข็งบางส่วน ขาหน้าสองข้างยาวและแหลมเหมือนใบมีดโค้ง ปลายกรงเล็บขูดพื้นจนเกิดประกายเล็ก ๆ ในแสงไฟฉุกเฉิน
มันไม่มีความลังเล
ไม่มีเสียงคำรามใหญ่โต
มีเพียงความเร็ว
มันพุ่งเข้ามาเหมือนถูกยิงออกจากความมืด
คาเอลเหนี่ยวไก
ะุทะลุหัวมันในนัดเดียว
ร่างของมันกระแทกพื้น กลิ้งไปชนถุงเวชภัณฑ์จนของกระจาย
คนบางคนร้อง โหยหวน
แต่เสียงร้องยังไม่ทันจบ
ตัวที่สองออกมา
แล้วตัวที่สาม
แล้วห้า
แล้วสิบ
คำว่า “ตัว” เริ่มไม่มีความหมาย
พวกมันหลั่งออกมาจากอุโมงค์เหมือนน้ำดำที่มีกรงเล็บ
Zergling (เซิร์กลิง)
คาเอลเคยเห็นมันในเกม เคยยิงมันในโลกเสมือน เคยคิดว่ามันเป็ยูนิตตัวเล็กที่จัดการได้ถ้ารักษาระยะ
แต่ในโลกจริง มันไม่ใช่แค่ยูนิตมันคือความเร็วที่มีฟันความหิวที่มีใบมีด และฝูงที่ไม่รู้จักความกลัว