สายลมยามราตรีพัดผ่านกำแพงเมืองชิงซานอย่างเชื่องช้า
กลิ่นเื กลิ่นดิน และกลิ่นคาวของอสูรยังคงอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ เปลวเพลิงจากคบไฟส่องไหวเอนราวกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง
หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่…
ทั่วทั้งกำแพงตกอยู่ในความเงียบประหลาด
ไม่มีผู้ใดกล้าพูด
ไม่มีผู้ใดเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะภาพที่ “พยัคฆ์โลหิตทมิฬ” อสูรระดับร้อยปีผู้โเี้… ถอยหนีเด็กหนุ่มไร้ิญญายุทธ์ผู้หนึ่ง
มันเหนือสามัญสำนึกเกินไป
หลัวเฟิงยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหินแตกละเอียด ลมหายใจของเขาหนักหน่วง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง ราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้อันยาวนาน
เส้นเืสีดำจาง ๆ ใต้ิัค่อย ๆ เลือนหาย
ความร้อนภายในร่างยังคงพลุ่งพล่าน
พลังที่ถูกดูดซับจากพยัคฆ์โลหิตทมิฬยังไม่เสถียร มันหมุนวนอยู่ภายในเส้นชีพจรราวกระแสน้ำเชี่ยว
เ็ป
แต่ในขณะเดียวกัน…
ก็เต็มไปด้วยพลังอย่างที่เขาไม่เคยััมาก่อน
หลัวเฟิงก้มมองฝ่ามือตนเองช้า ๆ
เขารู้สึกได้
ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ
ไม่ใช่ภาพลวงตา
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นใกล้ตัว
“หลัวเฟิง!”
ผู้าุโใหญ่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบจับจ้องเขาไม่วาง
เื้ัยังมีคนในตระกูลอีกหลายคน
สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยความสงสัย
หวาดระแวง
และบางส่วน…
หวาดกลัว
“เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น?”
น้ำเสียงของผู้าุโใหญ่หนักแน่น
หลัวเฟิงชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบก้มหน้า
“ข้า… ไม่ทราบขอรับ”
“ไม่ทราบ?”
ผู้าุโขมวดคิ้ว
“เ้าทำให้อสูรระดับร้อยปีถอยหนี แต่กลับบอกว่าไม่ทราบ?”
แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างอีกฝ่าย
คนรอบด้านต่างเงียบกริบ
หลัวเฟิงกำหมัดแน่น
เขาเองก็ไม่อาจอธิบายเื่หอคอยกลืนิญญาได้
และที่สำคัญ เขาไม่กล้าบอก
สัญชาตญาณกำลังเตือนเขาอย่างรุนแรง
หากเื่เมล็ดพันธุ์โลกและหอคอยกลืนิญญาถูกเปิดเผย…เขาอาจตายทันที
“ข้าเพียง… พยายามเอาชีวิตรอดเท่านั้น”
หลัวเฟิงตอบเสียงต่ำ
ผู้าุโใหญ่ยังคงจ้องเขานิ่ง
ก่อนจะกล่าวช้า ๆ
“หลังจบเหตุการณ์คืนนี้ เ้าต้องไปพบข้าที่ตำหนักตระกูล”
หลัวเฟิงหัวใจเย็นวาบ
แต่ยังคงก้มหน้า
“ขอรับ”
ขณะเดียวกันเสียงคำรามของพยัคฆ์โลหิตทมิฬดังขึ้นอีกครั้งจากเบื้องล่างกำแพง
โฮกกกกก!!
แต่คราวนี้…
มันไม่ได้พุ่งโจมตีอีก
อสูรร้ายเพียงจ้องมองหลัวเฟิงจากระยะไกล ดวงตาสีเืยังคงเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ราวกับมันัับางอย่างได้จากร่างเด็กหนุ่มผู้นี้
สิ่งที่แม้แต่อสูรยังหวาดกลัว
ไม่นานนัก พยัคฆ์โลหิตทมิฬก็หันหลัง ก่อนนำฝูงอสูรถอยกลับเข้าสู่ป่าความมืด
เสียงคำรามค่อย ๆ ห่างไกลออกไป
จนสุดท้าย…
ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบ
ผู้คนบนกำแพงต่างทรุดตัวลงอย่างอ่อนแรง
หลายคนรอดตายมาอย่างหวุดหวิด
คืนนี้…
เมืองชิงซานเกือบถูกทำลาย
...
หลังเหตุการณ์สงบ หลัวเฟิงเดินกลับบ้านเพียงลำพัง
แสงจันทร์ซีดจางทอดยาวเหนือถนนหินเก่า
หมู่บ้านยามดึกเงียบสงัด
แต่ภายในใจของเขากลับไม่สงบเลยแม้แต่น้อย
ภาพหอคอยกลืนิญญายังคงชัดเจนในหัว
รวมถึงคำพูดของชายชรา
“เ้าคือผู้สืบทอด…”
“จงกลืนกินทุกสิ่ง…”
หลัวเฟิงเม้มริมฝีปากแน่น
เขาไม่รู้ว่าพลังนี้จะพาเขาไปสู่สิ่งใด
แต่เขารู้เพียงอย่างเดียว มันคือโอกาสเดียวที่เขาจะเปลี่ยนชะตาชีวิต
ทันใดนั้น ความเ็ปพลันแล่นขึ้นที่หน้าอก
“อึก!”
เขาทรุดตัวพิงกำแพงทันที
พลังจากพยัคฆ์โลหิตยังคงปั่นป่วนอยู่ภายในร่าง
เส้นชีพจรเหมือนถูกไฟเผา
เมล็ดพันธุ์โลกกำลังดูดกลืนพลังนั้นอย่างช้า ๆ
หลัวเฟิงกัดฟันแน่น ก่อนเริ่มโคจรลมหายใจตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้น ข้อความสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในหัว
“เคล็ดวิชากลืนนภาล่าิญญา — ขั้นแรก”
หลัวเฟิงเบิกตากว้าง
อักขระโบราณจำนวนมากเริ่มไหลเข้าสู่จิตสำนึก
วิธีโคจรปราณ
วิธีดูดกลืนแก่นพลัง
วิธีหลอมรวมเืลมกับิญญายุทธ์
ทั้งหมดชัดเจนราวถูกสลักไว้ในิญญา
หลัวเฟิงรีบหลับตาทันที
เขาเริ่มโคจรพลังตามวิธีที่ปรากฏ
วูม…
ลมหายใจรอบด้านเริ่มเปลี่ยนไป
ปราณิญญาอ่อน ๆ ในอากาศค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ร่างเขา
แม้จะช้า
แต่สำหรับหลัวเฟิงแล้ว…
นี่คือปาฏิหาริย์
เพราะก่อนหน้านี้ เขาไม่อาจััปราณได้เลยแม้แต่น้อย
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป
หนึ่งชั่วยาม…
สองชั่วยาม…
เมื่อหลัวเฟิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว
แสงอรุณแรกทอดลงเหนือหมู่บ้าน
เขาหายใจออกยาวช้า ๆ
ความเ็ปภายในร่างลดลงมาก
แม้ยังไม่เข้าสู่ระดับรวบรวมปราณอย่างแท้จริง
แต่ตอนนี้ เขาได้ก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกยุทธ์แล้ว
หลัวเฟิงกำหมัดแน่น
ดวงตาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็หนักแน่น
ั้แ่วันนี้…
ชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
...
บ้านไม้เก่าโทรมตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน
หลังคาบางส่วนพังเสียหายจากฝนลม
เมื่อหลัวเฟิงผลักประตูเข้าไป กลิ่นสมุนไพรขมก็ลอยเข้าจมูกทันที
บนเตียงไม้ด้านใน ชายวัยกลางคนนอนอยู่ในสภาพซีดเซียว
เขาคือ “หลัวหยุนไห่” บิดาของหลัวเฟิง
อดีตผู้ฝึกยุทธ์ผู้เคยมีพร์สูง แต่ถูกทำร้ายจนเส้นชีพจรเสียหายเมื่อหลายปีก่อน
หลังจากนั้น ชีวิตครอบครัวของพวกเขาก็ตกต่ำเรื่อยมา
“เฟิงเอ๋อร์…”
เสียงอ่อนแรงดังขึ้น
หลัวเฟิงรีบเดินเข้าไปทันที
“ท่านพ่อ ท่านเป็อย่างไรบ้าง?”
หลัวเทียนยิ้มจาง ๆ
แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
“ข้าได้ยินเื่เมื่อคืนแล้ว…”
“เ้าาเ็หรือไม่?”
หัวใจของหลัวเฟิงสั่นไหวเล็กน้อย
แม้ตนจะถูกคนทั้งตระกูลดูถูก
แต่บิดากลับเป็คนเดียวที่ห่วงใยเขาเสมอ
“ข้าไม่เป็ไร”
หลัวเฟิงตอบเบา ๆ
หลัวเทียนมองลูกชายเงียบ ๆ
ก่อนถอนหายใจ
“เฟิงเอ๋อร์…”
“ต่อให้โลกทั้งใบดูถูกเ้า เ้าก็อย่าได้ดูถูกตัวเอง”
“คนเรา… หากยังไม่ยอมแพ้ วันหนึ่งย่อมมีโอกาสลุกขึ้นได้”
คำพูดเรียบง่ายนั้น…
กลับแทงลึกเข้าไปในหัวใจหลัวเฟิง
เขาก้มหน้าลงช้า ๆ
หากเป็ก่อนหน้านี้ เขาคงได้แต่ฝืนยิ้ม
แต่ตอนนี้…
ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปแล้ว
“ท่านพ่อ…”
หลัวเฟิงเงยหน้าขึ้น
แววตาแน่วแน่กว่าที่เคย
“ข้าจะรักษาท่านเอง”
“และวันหนึ่ง…”
“ข้าจะทำให้ทุกคนที่เคยดูถูกพวกเรา ต้องเสียใจ”
หลัวหยุนไห่ชะงักไปเล็กน้อย
เพราะเป็ครั้งแรก…
ที่เขาเห็นประกายเช่นนี้ในดวงตาของลูกชาย
ไม่ใช่ความอ่อนแอ
ไม่ใช่ความสิ้นหวัง
แต่เป็…
เปลวไฟ
เปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นที่กำลังลุกโชนอย่างเงียบงัน
ด้านนอกบ้าน สายลมยามเช้าพัดผ่านต้นไม้เก่าแก่
ใบไม้สั่นไหวเบา ๆ
ราวกับมหาทวีปหลัวโหลอันกว้างใหญ่…
กำลังเริ่มรับรู้ถึงการตื่นขึ้นของโชคชะตาบางอย่างแล้ว…