TOTO​ กับ​เรื่องเล่า​การผจญภัย​สุด​แปลก​ของเขา​

    ตอนที่ 7 "เมืองตลาด(เงิน=ใบไม้?)"

         ตาแก่เจ้าบังคับเกวียนหนอนทรายให้เคลื่อนที่ช้าลงขณะขับผ่านทางเข้ากำแพงเมือง ถึงจะเรียกว่ากำแพงดูยังไงก็เห็นเป็นแค่เอาดินมาก่อเป็นกองพะเนินแนวยาวล้อมรอบ ทางเข้าที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีประตูหรืออะไรเลยเพียงเป็นถนนตัดผ่านเนินนี้เท่านั้น ไม่มีคนเฝ้ายามไม่มีทหารหรือคนถืออาวุธเลยสักคน     หลังขับผ่านเข้ามาภายในบรรยากาศช่างแตกต่างจากข้างนอกลิบลับ มันแออัดไปทั้งมนุษย์แมลงเดินสองขาพูดได้ บ้างก็เดินสวนกันไปมาบ้างก็ปูเสื่อใบไม้นั่งเฝ้าสิ่งของเครื่องมือแปลกตา ผมสะดุดตากับชายคนหนึ่งคิดว่านะเขาคือมดดำไม่เหมือนบลูส์ที่เป็นมดแดงตัวเล็ก ใช่มดดำคนนี้ตัวใหญ่กำลังเสนอขายก้อนผลึกสีนำ้ตาลใสให้มดดำอีกตัว นั้นมนุษย์แมงมุม จิ้งหรีดก็มี ตั๊กแตนเหมือนลุงโมคนขับเกวียนก็มี เมืองตลาดของเหล่าแมลงชัดๆ     "ไม่เคยเห็นรึยังไงเจ้าเด็กมนุษย์เอ๊ย? " ลุงโมกล่าว     "ไม่เคยเลย" แน่นอนใครมันจะไปเคย "ลุงครับ ลุงเคยเห็นมนุษย์มั้ย? "     "เคยสิแกคิดว่าที่ขาฉันขาดไปข้างหนึ่งเพราะอะไรล่ะ"     "เดี๋ยวๆ "     "ไม่เป็นไรฉันไม่ได้ผูกใจเจ็บกับมนุษย์ขนาดนั้น อีกอย่างฉันแค่บินไปติดตาข่ายดักนกเอง โชคดีแค่ไหนที่หลุดมาได้ไม่ตาย"     "ไม่ใช่ๆ หมายถึงมนุษย์ที่เหมือนผม หมายถึงตัวเล็กลง? "     "เออเคย บอกว่าเคยก็เคยสิพูดไม่รู้เรื่อง"     เออใช่ฉันก็ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกันแก่ล่ะเลอะเลือนนะสมอง     "บลูส์ เราลงกันเถอะ"     "ทำไมล่ะขอรับ"     "เรารบกวนเขามามากพอแล้ว ถึงที่นี่เราต้องช่วยตัวเองแล้ว"     ลุงโมแวะจอดเกวียนให้อาหารหนอนทรายตัวเองกับที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีคอกหนอนทรายนี้เยอะแยะมากมาย คล้ายนี่เป็นปั๊มนำ้มันรอบข้างรอบด้วยร้านค้าขายของจิปาถะ เราสองคนขอลงกันตรงนี้เพื่อเดินหาอาหารที่มนุษย์กินได้อย่างคาดหวัง โชคดีที่ถึงลุงตั๊กแตนแก่คนนี้จะปากคอเราะร้ายยังไง แต่แกก็ยังใจดีให้กระบอกนำ้แก่เราทั้งสองคนละอัน เราทั้งสองกล่าวขอบคุณลุงโมก่อนแยกย้ายตามทางแต่ละคน~~~~~~~~~~     เราตระเวนเดินชมพื้นที่ทั้งร้านที่เป็นกระโจมใบไม้ม้วนกรวย กับร้านแผงลอยปูเสื่อใบไม้ตามข้างทาง พวกเขาดูไม่แปลกใจกันเลยที่เห็นมนุษย์ปะปนในสังคมพวกเขา ต่างกับเรานี่มันประหลาดสำหรับผม     "ว่าไงหนุ่มน้อยตรงนั้นสนใจหมวกสักใบมั้ย? " จิ้งหรีดหนวดเดียวเอ่ยปากพร้อมกวักมือมาทางเรา     "เรียกผมงั้นเหรอ? " ผมตอบ     "แน่นอนรูปหล่อ ดูเธอสิศรีษะของเธอมันสวยได้รูปมาก รู้มั้ยมันหมายความว่าไงเธอเกิดมามีบุญนั้นบ่งบอกว่าเธอมีบุญยาสะสมมาก เธอเป็นคนฉลาดฉันมองออกตั้งแต่แว๊บแรกเลยล่ะ"     "โฮ้ว..ขอบคุณที่ชมครับ" แหม่ตาถึงนะเจ้านี่โหงวเฮ้งฉันมันฟ้องชัดเจนขนาดนั้นเลย ฮ่าฮา     "นายท่านโตโต้ขอรับ บูบลูส์ว่าเราอย่าไปสนใจเขาเลย" เจ้าบลูส์สะกิดไหล่ผมเบาๆ ทีหนึ่ง     "อะไรกันมันก็เท่ดีนะดูสิฉันชอบอันที่มันดูเหมือนหมวกนักบิน"     ใช่ผมพูดแบบนั้นถึงเกิดมาจะไม่เคยเห็นมันจริงๆ ก็เถอะ ที่รู้จักเพราะเคยเห็นในสารคดีตอนเย็นที่ฉายในทีวี โชคดีมีช่วงหนึ่งที่เขาเอาต้นกำเนิดเครื่องบินมาให้ดู ผมชอบการบินผมไม่เคยบินทำได้เพียงนั้งมองนกจากบนพื้นดินนี่ที่เหยียบอยู่ แหม่ดูมันสิพวกมันมีอิสระบนท้องฟ้านั้น     "ขอโทษนะครับอันนี้มีสีนำ้ตาลเข้มมั้ย? "     ผมชี้มือไปทีหมวกทรงคล้ายของหมวกหนังที่ไม่มีแว่นกันลมอันใหญ่ของนักบินยุคสงครามโลกที่ 1 หรือ 2 จำไม่ได้ต้องไปหาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ใหม่     "ไม่มีเหลือเลยครับ แต่ได้โปรดเชื่อผมสีเขียวนี้แหละเหมาะกับคุณที่สุด จากปกติก็หล่ออยู่แล้วใส่สีนี้ยิ่งหล่อไปอีก" จิ้งหรีดหนวดเดียวพ่นคำเยินยอทำให้ผมยอมรับมัน “ตัดเย็บสามชิ้นได้รูปเหมาะกับรูปทรงศรีษะของมนุษย์งานประณีตสุดๆ ” พ่อค้าจิ้งหรีดพูดพลางทำมือพลาง     "ขอลองหน่อยนะครับ" ผมหยิบหมวกใบนั้นขึ้นมาสวมโดยไม่ทันนึกเอะใจอะไรเลย "ดูเป็นไงบ้างบลูส์? "     "ก็เท่ดีนะขอรับ แต่เอาวางไว้อย่างเก่าเถอะ" เจ้าบลูส์ตอบ     "เห้ย อะไรกันก็เขาให้ลองเน๊อะ"     ผมหันไปคุยกับพ่อค้าจิ้งหรีด เขากลับตอบเป็นเสียงหัวเราะ แฮะแฮะแทน ผมถูกใจหมวกใบนี้มากแต่ทั้งตัวตอนนี้ไม่มีตังค์เลยสักบาท ปกติจะได้เงินสักบาทก็ต้องเป็นเช้าวันไปเรียนนั้นคือเด็กคนอื่น พวกเขาจะเอาหนังยางวงแดงมัดเงินเหรียญกับเสื้อเป็นกระจุกกันหล่นหาย ซึ่งจำนวนเงินจุกแต่วันนั้นแต่ละคนจะได้สามบาทห้าบาทแล้วแต่ฐานะครอบครัว โดยเฉพาะพวกลูกครูบางวันได้สิบบาทแม่เจ้าโว้ยเป็นลูกครูนี้มันดีจริงดีจัง ผมน่ะเหรออาทิตย์หนึ่งได้สามบาทก็ถือว่าเยอะแล้วสุ่มวันเอาแล้วแต่อารมณ์ตาแก     "ใบนี้เท่าไหร่ขอรับ? " บลูส์เอ่ยถามพ่อค้าจิ้งหรีด     "หมวกใบนี้สามลีฟ (3 Leaf) เท่านั้นเองครับผม"     "อะไรนะ!! " เจ้ามดบลูส์ร้องอุทานตาแทบถลน     "จะร้องทำไมบลูส์ มันก็แค่ใบไม้สามใบแค่นั้นเอง"     "ไม้อะไรกันล่ะนายท่าน สามลีฟเชียวนะโคตรแพง พ่อค้าหน้าเลือดหลอกขายของ!! " บลูส์ตะคอกใส่พ่อค้า     พึ่งรู้ว่าไอ้เจ้ามดนี่ ตัวเล็กใจใหญ่พอสมควร พอพ่อค้าเห็นท่าทีดังนั้นถึงกับของขึ้นแล้วตอบกลับแบบอารมณ์เสีย     "เฮ้ย! ไอ้พวกยาจกนี่!! แกน่ะถอดมันออก ถอดออกมาเดี๋ยวนี้เลย" พ่อค้ายืนมือเท้าสะเอวพร้อมชี้หน้าเราทั้งสอง     ผมเห็นท่าทีที่เขาปฏิบัติกับเราดังนั้น เลยถอดหมวกออกคืนแต่ไม่เอ่ยปากอะไร พอพ่อค้าเห็นผมดังนั้นเขาคิดว่าผมกลัวเขาหรือเปล่าไม่รู้นะ ทำให้แทนที่เรื่องจะจบเงียบๆ เขากลับพูดขึ้นอีกว่า     "ไอ้นี่ ไม่มีปัญญาซื้อละยังการมาขอลอง"     "อ้าวพูดแบบนี้ อย่าว่าแต่สามลีฟเลย สักเสี้ยวลีฟก็อย่าหวังจะได้" บลูส์พูด     "เห๊อะ!! พวกยาจกเอ๊ย!! "     ผมก็อยากจะตะโกนว่ากล่าวตอบโต้เหมือนบลูส์อยู่หรอก ใช่ใจจะขาดเลยล่ะให้ตายสิ แต่กับคนแบบนี้เถียงไปก็เหมือนเดิมมันไร้ประโยชน์ ชวนมันทะเลาะไปก็เสียเวลาเสียความคิดเหตุผลไปเปล่า     "บลูส์" ผมพูดเพียงคำเดียวก่อนจะเดินหนีจากร้านขายหมวกนี่ไป     "เออไปเลย ไปไกลๆ ร้านเลย อย่าให้เห็นอีกนะ" เจ้าพ่อขายจิ้งหรีดโบกมือไล่ร้องตามหลัง     งี่เง่าชะมัดไอ้นี่ ไม่ขายก็ไม่เห็นต้องมาว่าให้คนอื่นขนาดนี้ลูกค้านะเว้ย ไม่คิดบ้างรึว่าถ้าวันนี้คนซื้อเขาไม่มีจะซื้อแล้วพอวันต่อไปเขามีจะซื้อล่ะจะทำยังไง ใครก็ตามเจอแบบนี้เข้าคงไม่มีทางกลับไปซื้อหรอก     ถ้าที่นี่เองก็มีเงินที่ใช้ซื้อข้าวของเหมือนกัน งั้นเราก็จะทำยังไงต่อดีล่ะตอนแรกวางแผนไว้แค่รอดจากทะเลทราย ต่อมาได้ยินว่ามีตลาดที่เราไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรบ้าง ลืมคิดไปว่า เออเฮ้ยต้องมีสิ่งของแลกเปลี่ยนตัวกลางหรือก็คือเงินด้วยนี่เอง ดูเหมือนที่นี่เราจะหาเนื้อกิ้งก่ากินฟรีไม่ได้สินะ     "นี่บลูส์"     "ขอรับนายท่านโตโต้"     "ไอ้เงินลีฟนี้มันคืออะไรเหรอ? "     "คือเงินที่ใช้ซื้ออาหารสิ่งของสากลขอรับ"     "เออฉันรู้น่าตรงนั้น ขอเป็นรายละเอียดมันหน่อย หายังไงแลกเปลี่ยนยังไงมูลค่าหนึ่งลีฟมันคือเท่าไรแพงมั้ยซื้ออะไรได้บ้าง"     "ก็เงินหนึ่งลีฟมีค่ามากจนสามารถซื้อหมวกบ้านั้นได้สัก4หรือ5ใบ เป็นคริสตัลสีเขียวอมฟ้ามีต้นแบบรูปร่างมาจากใบไม้ตามชื่อ หนึ่งลีฟเท่ากับสองครึ่งลีฟ หนึ่งครึ่งลีฟเท่ากับสองเสี้ยวครึ่งลีฟ หนึ่งเสี้ยวลีฟมีค่าเท่าสี่ส่วนเสี้ยวลีฟ หมวกที่ท่านอยากได้ตามจริงมันต้องขายไม่ถึงเสี้ยว สักสามส่วนเสี้ยวลีฟได้"     ฟังดูแล้วแบบ..'โตเอ๊ยโตงานคงเข้าจริงๆสินะเรา จะหาเงินที่ไหนมาซื้อข้าวกินละวะเนี้ย..'~~~~~~~~~~  โปรดติดตามตอนต่อไป  ~~~~~~~~~~