พวกเขาไม่กี่คนเสพติดการตีฝีปากโดยที่ลาถีเท่อมิได้มีส่วนร่วมและเอาแต่หรี่ตาจ้องมองความเคลื่อนไหวด้านล่างภูเขา——ในหมู่พวกเขาไม่กี่คน การมองเห็นและการได้ยินของลาถีเท่อนั้นโดดเด่นยิ่งกว่าพวกเขาอีกสามคนมากนัก ดังนั้นจึงมักถูกเก๋อจือผลักออกไปดูต้นทางและถูกโม่จ้านเอ่ยติดตลกว่าคือ ‘ค่าชดเชยที่เผ่าที่มีพรสวรรค์สูงต้องจ่าย’
บริเวณเชิงเขาไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ทหารรับจ้างต่างก็ทำหน้าที่ของตน คนกลุ่มหนึ่งผลัดไปเรียกคนอีกกลุ่มให้กินข้าว ก่อนจะกลับมาสับเปลี่ยนตำแหน่งกันหลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง ทว่าลาถีเท่อมักรู้สึกอยู่ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ—จี๋เอ่อร์ป๋อเท่ออยู่กับทหารรับจ้าง ทว่าซีนั่วกลับไม่ปรากฏให้เห็น
“โม่เจ๋อเอ่อร์ ซีนั่วไม่กินข้าวร่วมกับผู้อื่นหรือ?” ลาถีเท่อสีหน้าฉายแววงุนงงอยู่บ้าง
“ปกติซีนั่วจะกินข้าวเพียงลำพังและเตรียมอาหารด้วยตนเองเช่นกัน” โม่จ้านสังเกตเห็นนานแล้ว
“ช่างระวังตัวเสียจริง...” ลาถีเท่อแบมือยักไหล่ก่อนลุกขึ้นยืน “เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาใดแล้ว จี๋เอ่อร์ป๋อเท่ออยู่ด้านนอกนั่น”
“อีกประเดี๋ยวไล่ตามต่อไป และอย่าปรากฏตัวหากไม่มีปัญหาใหญ่”
โม่จ้านพยักหน้า เก็บกระดาษทาน้ำมันที่ใช้ห่อแซนด์วิชให้เรียบร้อยก่อนยัดใส่ลงในถุง
“ลาถีเท่อ เจ้าไปพักสักหน่อยเถิด เจ้าบังคับรถม้ามาทั้งเช้าแล้ว”
“ให้ข้าทำแทนเถิด รอกระทั่งพวกเขาเริ่มออกเดินทางข้าจะปลุกพวกเจ้า”
เจียนั่วตบบ่าของลาถีเท่อ บอกใบ้ให้เด็กหนุ่มเผ่าหมานสับเปลี่ยนตำแหน่ง ลาถีเท่ออยากสื่อว่าตนมิเหนื่อยกลับพบว่าโม่จ้านโยนขยะทิ้ง อีกทั้งยังตบบ่าเจียนั่วด้วยน้ำหนักมิต่างกัน
“เจียนั่ว เจ้าก็นอนพักสักหน่อยเถิด เมื่อคืนเจ้านอนกัดฟันมิน้อย คงจะมิได้นอนหลับดีนัก”
เจียนั่วศูนย์ถ่วงเสียสมดุลเสียจนแทบล้มคะมำไปด้านหน้าทันใด โม่จ้านโอบไหล่ของเจียนั่วแผ่วเบาจากทางด้านหลัง ตามด้วยส่งริมฝีปากไปจรดข้างใบหู
“เมื่อคืนเจ้านอนหลับไม่สนิทยังมิเท่าใด กลับทำให้ข้าพลอยหลับไม่สนิทไปด้วย ท่านอัศวินควรชดเชยสักหน่อยหรือไม่ หืม?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของโม่จ้านทำเอาเจียนั่วขนลุกไปทั้งกายและผลักบุรุษที่ลงไม้ลงมือออกไปทันที ลาถีเท่อไอออกมาหนึ่งครั้งก่อนจะกลอกตาขาวไปทางโม่จ้านโดยลอกเลียนแบบเก๋อจือ จากนั้นลากเด็กหนุ่มผมแดงที่มุมปากกระตุกเดินไปทางรถม้า
“ลาถีเท่อเจ้าทำอันใด ข้ามิอยากกลับ---”
“...เจ้ากินข้าวยังหาวออกมา ยังจะบอกข้าว่ามิง่วงอีก?”
ลาถีเท่อดึงเก๋อจือขึ้นมาบนรถม้าโดยมิยอมให้โต้แย้ง เมื่อคืนอีกฝ่ายพลิกตัวกลับไปกลับมาอยู่บนเตียงเสียครึ่งค่อนคืนกว่าจะนอนหลับ ตนรู้ดียิ่งกว่าสิ่งใด ก่อนจะขึ้นรถม้า ลาถีเท่อยกยิ้มร้ายพลางบุ้ยปากส่งสัญญาณไปทางคนที่นั่งยองอยู่บนยอดเขา
“กลางป่ากลางดง ระวังจะโดนแมลงกัดเอาเสียล่ะ?”
“...พวกเรามิใช่สัตว์ป่าติดสัด!”
เจียนั่วตอบกลับหนึ่งประโยคด้วยสีหน้าไร้สิ่งใดจะเอ่ย จากนั้นใช้ปลายหอกดันโม่จ้านที่กำลังแยกเขี้ยวยิงฟัน ป้องกันมิให้อีกฝ่ายเข้าใกล้ตน
“กลางวันแสกๆ ยังโอบๆ กอดๆ จะให้ข้าช่วยลดอุณหภูมิให้เจ้าหรือไม่?”
ทันทีที่เจียนั่วเอ่ยออกมา โม่จ้านดันหอกเงินไปด้านข้างอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ นั่งลงด้านข้างอย่างว่าง่าย
“ข้าเองก็ควบคุมพลังธาตุน้ำแข็งได้เช่นกัน มิจำเป็นต้องรบกวนท่านอัศวิน...”
เจียนั่วถอนหายใจ มองโม่จ้านที่อยู่ข้างกายด้วยสีหน้าจนปัญญา
“...จะให้ข้าชดเชยสิ่งใด? หนุนตักหรือว่านวด?”
โม่จ้านดวงตาเป็นประกายทันใด มิต่างกับหมาป่าที่พบเหยื่อในกลางดึก ตนเพียงหยอกล้อเท่านั้น นึกมิถึงว่าเจียนั่วที่เอาจริงเอาจังตลอดจะคิดจริงเสียแล้ว
ชายหนุ่มร่างกายแข็งแรงกำยำขยับบั้นท้ายของตนทันที จากนั้นล้มตัวลงบนต้นขาของเจียนั่วอย่างแม่นยำ
“เคร้ง!” “อ๊าก!!”
โม่จ้านที่รู้สึกเจ็บรีบกุมท้ายทอย ทำเอาเจียนั่วหัวเราะเสียงดังลั่น นึกมิถึงว่าตนจะลืมไปว่ายามกินข้าวอีกฝ่ายมิได้ถอดชุดเกราะ ต้นขาที่ซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมถูกห่อหุ้มด้วยชุดเกราะ
โม่จ้านพลันกอดขาของเจียนั่วแล้วฝังใบหน้าลงบนเปลือกเหล็กด้วยความเศร้าโศกระคนขุ่นเคือง เจียนั่วส่ายหน้าทั้งรอยยิ้ม ทันใดนั้นโน้มกายลงขณะโม่จ้านยังมิทันรู้ตัว แตะจูบแผ่วเบาลงบนริมฝีปากของอีกฝ่ายไม่กี่วินาทีก่อนจะผละออกอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของโม่จ้านชะงักค้างท่ามกลางเวลาที่เดินช้าลง ร่างทั้งร่างถึงกับแข็งทื่อเสียแล้ว
คล้ายกับนี่จะเป็นครั้งแรกที่เจียนั่วจูบตนนอกจากยามอยู่บนเตียงในครั้งแรก...
วิสัยทัศน์ของโม่จ้านพลันจมดิ่งสู่ความมืด ราวกับกลัวว่าแสงแดดในยามเที่ยงวันจะปัดเป่าความง่วงเหงาหาวนอนออกไป เจียนั่วนำมือปิดเปลือกตาของโม่จ้านอย่างอ่อนโยน ก้อนน้ำแข็งขนาดเล็กจำนวนหนึ่งค่อยๆ ห่อหุ้มรอบนิ้ว ผ่อนคลายดวงตาที่แห้งจากการฝืนมองระยะไกลท่ามกลางแสงแดดจ้า
สัมผัสเย็นห่อหุ้มเปลือกตา ให้ความรู้สึกสบายเสียจนมากเกินไป ทว่าภายในใจของโม่จ้านกลับเกิดความขัดแย้งเล็กน้อย --- หากเคลิบเคลิ้มกับสัมผัสอ่อนโยนก็จะมิอาจรักษาทัศนวิสัยเอาไว้ ถึงแม้ดวงตาจะรู้สึกสบาย แต่ทว่า...
เจียนั่วสะดุ้งตกใจเพราะโม่จ้านที่ผุดลุกขึ้นนั่งอย่างกะทันหัน ยังมิทันเรียกเก็บพลังธาตุน้ำแข็งกลับถูกโม่จ้านคว้าไหล่เอาไว้
ดวงตาทั้งสี่สอดประสานนัยน์ตาสีแดงเข้มของโม่จ้านมิต่างกับอัญมณีสีแดงแวววาว ระยิบระยับท่ามกลางร่มไม้ด่างดวง แสงแดดที่ลอดผ่านเพียงเล็กน้อยสะท้อนลงบนนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของเจียนั่ว อาจเป็นเพราะภาพมายาทำพิษ ดวงตาของอัศวินถูกย้อมจนกลายเป็นสีส้มอมเหลืองเปล่งประกาย
ขณะดวงตาเป็นประกายสั่นไหว โม่จ้านมิอาจกดข่มกระแสคลื่นที่โหมซัดภายในหัวใจและประทับจูบอย่างแรง ร่างกายของเจียนั่วสั่นสะท้านเป็นอันดับแรกก่อนจะผ่อนคลายลง ริมฝีปากทั้งสองข้างค่อยๆ เผยอออกเป็นการตอบรับจูบของอีกฝ่าย
เพียงแต่ด้วยความทระนงตนอันแกร่งกล้าของทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างไม่อนุญาตให้อีกฝ่ายกระทำการใดตามอำเภอใจ และแม้ว่าการกระทำแนบชิดสนิทสนมของทั้งสองฝ่ายจะเจือความร้อนแรงอยู่บ้าง ฝ่ายหนึ่งโจมตีอย่างดุเดือด อีกฝ่ายป้องกันอย่างแน่นหนา สถานการณ์การสู้รบชะงักงันมิอาจคืบหน้าต่อไป
ในท้ายที่สุด ผู้รุกรานที่ดึงดันเป็นฝ่ายเหนือกว่าและปราบปรามการต่อต้านด้วยความรุนแรง เมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ทัพผู้แข็งแกร่งและอาจหาญ กลุ่มกบฏที่อ่อนแอไม่มีแม้แต่ความมั่นใจที่จะดิ้นรนอีกต่อไปและปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามกระทำย่ำยีอย่างอัปยศ แม่ทัพผู้โอ้อวดแสนยานุภาพเข้าตรวจตราเขตอาณานิคมที่ยึดครอง สำรวจตรวจสอบทุกซอกทุกมุมหนึ่งรอบ หลังทิ้งร่องรอยของตนเอาไว้จึงล่าถอยกลับไปด้วยความพึงพอใจ
ริมฝีปากที่แนบชิดกันมาเป็นเวลานานค่อยๆ ผละออกจากกัน เส้นใยสีใสเชื่อมต่อระหว่างคนทั้งสอง ท้ายที่สุดร่วงหล่นลงด้วยมิอาจต้านทานแรงโน้มถ่วง
ทั้งสองมองหน้ากันโดยมิเอ่ยสิ่งใด ทว่าความรู้สึกร้อนแรงภายในดวงตาของต่างฝ่ายล้วนมิอาจปกปิดเสียแล้ว หลังจากจูบอย่างดูดดื่มรอบหนึ่ง ใบหน้าของเจียนั่วแดงก่ำ ลมหายใจถี่กระชั้นเช่นกัน โม่จ้านมองดวงตาฉ่ำวาวของเจียนั่วพลางกลืนน้ำลาย มักรู้สึกว่าตนมิต่างกับเด็กเอาแต่ใจที่ไม่รู้จักพอ เมื่อครู่ยังโมโหเพราะมิได้กินลูกกวาด หลังจากนั้นยังนึกตะกละเพราะลูกกวาดไม่มากพอเสียแล้ว
เจียนั่วฝืนยกยิ้มพลางส่ายหน้า สูดอากาศหายใจเข้าลึกหนึ่งเฮือก พลังธาตุน้ำแข็งไม่กี่ก้อนคืบคลานขึ้นมาบนใบหน้าแดงระเรื่อและร้อนผ่าวของตน
“...ต่อให้เจ้ามิกลัวแมลง อย่างน้อยก็ยังต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวด้านล่าง”
โม่จ้านกัดริมฝีปากพลางควบคุมพลังธาตุน้ำแข็งเพื่อฝืน ‘กดข่ม’ ไฟชั่วร้ายนั้นลงไป เจียนั่วกล่าวได้ถูก หน้าที่สำคัญของคนทั้งสองคือการเฝ้าดู ทันทีที่ความเร่าร้อนปะทุขึ้นในชั่ววูบ เกรงว่ากระทั่งขบวนบริเวณเชิงเขาเคลื่อนตัวจากไปเมื่อใดก็ยังมิรู้เสียแล้ว...
โม่จ้านที่ใบหน้าเปี่ยมด้วยความเสียดายบิดเอวไล่ความเกียจคร้าน ขยับไปอยู่ข้างกายเจียนั่วอีกครั้งก่อนทิ้งศีรษะพิงไหล่ของอีกฝ่าย กลิ่นหอมอ่อนลอยเข้ามา โม่จ้านถึงกับเลียริมฝีปากอย่างอดมิได้
“...ดวงตาของเจ้าน่ามองยิ่งนักยามอยู่ใต้แสงอาทิตย์ มิต่างกับผลส้ม เพียงแต่ตัวของเจ้าอร่อยยิ่งกว่าอาหารใดๆ นับพันเท่า...”
“...นี่มันวิธีชมที่ทั้งน่ารังเกียจและหยาบโลนอันใด...”
ความรังเกียจของเจียนั่วสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเสียจนกลายเป็นบุปผาดอกหนึ่ง โม่จ้านยกยิ้มบางพลางยื่นมือออกไปลูบหัวคิ้วของเจียนั่วให้ราบเรียบ
“หวังเหลือเกินว่าคืนนี้จะได้นอนหลับดีๆ...เพียงแต่ผู้ใดจะไปรู้ว่าตรอกขี้เถ้า---”
“ปัง!!!”
แรงสั่นสะเทือนบนพื้นนำพามาซึ่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว มิเพียงแต่ขัดจังหวะคำพูดของโม่จ้าน ทว่ายังทำเอาคนทั้งสองสะดุ้งโหยง พวกเขาสองคนเบนสายตาไปยังแหล่งที่มาของเสียงอย่างเชิงเขาในทันที นัยน์ตาหรี่เล็กลงเพราะความตื่นตระหนก ความรู้สึกเหลือเชื่อเกินกว่าจะบรรยายด้วยคำพูด