รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างคันนั้นเคลื่อนออกไปทิ้งไว้เพียงควันเทาจากท่อไอเสียลอยอ้อยอิ่ง ร่างอ่อนล้าเหลือเกินค่อยๆเลื่อนประตูรั้วเหล็กเข้าทาวเฮ้าส์หลังเล็ก ที่อาศัยอยู่มาั้แ่เกิด เวรุณีเหลียวดูลานจอดรถซึ่งเว้าเข้าไปในบ้านใกล้หน้าต่าง ข้างระเบียง ...ว่างเปล่า ไร้มอเตอร์ไซด์นายเวลาผู้เป็น้องชายแสดงว่ายังไม่กลับ
เธอแบ่งแกงจืดเต้าหู้หมูสับและยำปลาทูใส่ตู้ไว้ให้ส่วนตัวเองยกอาหารมาจัดการหน้าโทรทัศน์ ว่าจะลดมื้อเย็นแล้วเชียว
แต่วันนี้เหนื่อยจริงๆ เงินหายไปยี่สิบห้าสตางค์ต้องรื้องบบัญชีมาตรวจใหม่ ป้ายหน้าธนาคารบอกปิดบ่ายสามครึ่งแต่ความจริงกว่าจะออกมาได้ก็เกือบหนึ่งทุ่ม
เวรุณีดูโทรทัศน์สลับกดโทรศัพท์มือถือติดต่อน้องชายเวลาอายุครบยี่สิบเดือนหน้า กำลังจะจบปวส. เขาคุยกับเธอขอทำงานสักหนึ่งปีแล้วค่อยสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อแบ่งเบาภาระ เวรุณีไม่ขัดน้องดีเสียอีกจะได้มีเวลาตั้งตัวเก็บเงินบ้าง
เงินเดือนพนักงานธนาคารกับการกินอยู่สองปากในเมืองหลวงทำเอาชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่บ่อยๆ โชคดีที่บ้านไม่ต้องผ่อนเพราะเป็มรดกตกทอดจากพ่อแม่ผู้ล่วงลับ
หน้าจอตัดเข้าสู่ข่าวซึ่งในสื่อโซเซียลรายงานตัดหน้าไปก่อนแล้วเธอจึงเก็บจานชามไปล้าง เวรุณีมองอาหารเกลี้ยงจานสลับกับเอวตน เธอน้ำหนักไม่ได้เกินมาตรฐานเพียงแต่ไม่ได้ดูผอมบางอย่างสาวๆ หลายคนสมัยนี้
อกอวบอิ่ม เอวเว้า ก้นกลม มีทรวดทรงตั้งใจอยากให้น้ำหนักลดลงจากเดิมสามสี่กิโล แต่ด้วยงานทั้งหนักและเครียดส่งผลให้ทำอย่างที่ตั้งใจไม่ได้เสียที
“หนูทิปๆ”
ป้าจันทร์คนข้างบ้านะโอยู่หน้ารั้ว
“ไทม์น้องชายหนู รถชนนะ รู้หรือยัง หน้าปากซอยนี่เอง”
เวรุณีหน้าซีด
“เขาเอาส่งโรงพยาบาลแล้ว ตามไปเร็ว!”
หญิงสาวรีบโบกรถแท็กซี่ซึ่งมาส่งคนในซอยไปที่หมายทันที
“หมอเสียใจด้วยนะครับ คนไข้อาการหนักมากมาถึงโรงพยาบาลช้าไป”
หมอสูงวัยอธิบายเสียงเรียบ
“ทำไมช่วยน้องฉันไม่ได้คะ เหตุการณ์เกิดไม่ถึงชั่วโมงเลย!”
“คนไข้คอหักครับ หมอช่วยไว้ไม่ได้จริง”
เวรุณีรับฟังน้ำตาไหลพรากทรุดลงนั่งกับเก้าอี้พลาสติกหน้าห้องฉุกเฉิน ระหว่างสมองยังมึนงงจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกนั้น ฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ย่ำเข้ามาใกล้
“หมอครับ น้องสาวผมเป็ยังไงบ้าง คนไข้ที่ชื่อธิณา”
ร่างสูงในชุดสูทเทาผูกเนคไทน์ดำถามร้อนรน
“เสียใจด้วยครับ คนขับกับคนซ้อนท้ายเสียชีวิตทั้งคู่”
“อุบัติเหตุเพิ่งเกิดชั่วโมงเดียวนะ ทำไมช่วยไว้ไม่ได้”
คนมาด้วยอีกคนยกมือแตะอกเสื้อปราม เพราะเขาทำท่าพร้อมกระโจนใส่หมอทุกเมื่อ
“ทั้งสองคนคอหักครับ ช่วยไว้ไม่ได้”
ว่าแล้วหมอก็ขอตัวไปดูคนไข้อื่นผู้ชายคนนั้นร่างสั่นเทิ้ม กำมือทั้งสองแน่นสะกดอารมณ์
“คุณเป็ญาติผู้ตายใช่ไหมคะ”
พยาบาลเดินเข้ามาคลายสถานการณ์โศกเศร้า
“ค่ะ นายเวลา ...คนตาย เป็น้องชายฉัน”
คนสวมสูทหันควับมาทางเวรุณี ดวงตากร้าววาวโรจน์
“ผมเป็พี่ชายของธิณา คนที่น้องชายคุณพาไปตาย”
เธออ้าปากค้างกับเื่ใหม่
“เอ๊ะ! อย่ามากล่าวหากันสิคุณ”
แวดได้เท่าที่แรงมี เงยสู้เขาไม่หวั่นเกรงแม้น้ำตายังพรั่งพรูก็ตาม
“หมอก็บอกแล้วนี่ว่าตายทั้งคู่ น้องสาวคุณ น้องชายฉัน”
เวรุณีกำลังเศร้า ไม่พร้อมเจอเหตุการณ์อะไรอีก
“ถ้าน้องชายคุณไม่พาน้องสาวผมไปแว๊นซ์ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์คงไม่เกิดเื่”
“ใจเย็นๆ ครับคุณธรณ์”
คนสวมสูทอีกคนเข้ามาคั่นกลางระหว่าง เวรุณีที่นั่งอยู่กับธรณ์ผู้ทำท่าจะขย้ำเธอได้ทุกเมื่อ
“ใครจะไปรู้ล่วงหน้าล่ะว่าจะเกิดเื่แบบนี้ เราต่างเสียคนที่รักไปทั้งคู่ ก็เจ๊ากันไป”
ด้วยอารมณ์ไม่ปรกติ สมองไม่แล่น เวรุณีจึงเลือกใช้คำง่าย...จนยิ่งไปสุมไฟในใจอีกฝ่าย
“ไม่มีเจ๊ากัน อย่ามาพูดอะไรไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ผมมีน้องสาวคนเดียวนะ!”
“ฉันก็มีน้องชายคนเดียวเหมือนกัน!”
“เอาละค่ะๆ ญาติทั้งสองฝ่ายพอได้แล้ว”
พยาบาลรีบห้ามก่อนยืดเยื้อมากกว่านี้
“คนตายไปแล้ว จะจัดการอะไร ยังไงขอให้เป็เื่ทีหลังแต่ตอนนี้ไปจัดการเอกสารกับโรงพยาบาลก่อน ตามมาทางนี้ค่ะ”
เวรุณีลุกขึ้นสะบัดหน้าพรืด เดินตามพยาบาลไปโดยไม่สนใจว่าร่างสูงจะมาด้วยหรือไม่
งานศพเวลาเต็มไปด้วยความเงียบเหงาเธอกับน้องเหลือญาติไม่มากนัก บางคนก็อยู่ไกลที่มาร่วมงานส่วนมากจะเป็เพื่อนบ้านกับเพื่อนร่วมงานธนาคารเพื่อนเวลามาไหว้ศพเป็กลุ่มใหญ่ และเล่าเื่ธิณากับน้องคร่าวๆ
“เขาเป็เด็กใจแตก ไทม์มันคุยดีด้วยเพราะเห็นเป็ลูกค้าร้านเบียร์”
เวลามีงานพิเศษเป็เด็กเสิร์ฟร้านเบียร์แต่ไม่เคยเหลวไหล การเรียนดีตลอด กลับมานอนบ้านทุกคืน
“หลังๆ ธิณาตามมันแจเลยละครับบางครั้งก็มาหาทั้งชุดนักเรียน”
“เขาอายุเท่าไรกันแน่ เด็กคนนั้น”
พี่ชายคนตายเธอจำหน้าไม่ได้ด้วยขณะนั้นม่านน้ำตาแห่งความเสียใจครอบคลุมทุกสิ่ง แต่คะเนจากการแต่งตัว ...ว่าต้องมีฐานะดี
“ม.ห้าครับ”
เพื่อนน้องชายอึกอัก
“แต่ไทม์มันไม่มีอะไรนะครับ มันสงสารเด็ก คุยด้วยเฉยๆบางทียังไล่ให้ไปทำการบ้านส่งครูเลย”
โชคชะตาช่างยุติธรรม หยิบยื่นความตายให้โดยไม่ละเว้นไม่ว่ารวยหรือจนล้วนเท่าเทียม เสียแต่ว่าพรากชีวิตพวกเขาไปเร็วเหลือเกินหนุ่มสาวอายุยังน้อย เวรุณีคิดพลางถอนหายใจขณะมองกลุ่มควันจากปล่องเมรุเผาน้องชาย
“ทิปเป็ยังไงบ้าง”
พจนารถเพื่อนร่วมงานทักเมื่อเห็นเธอวางกระเป๋าเก็บในล็อกเกอร์ก่อนเข้างานเวรุณียิ้มเซียวๆ แทนคำตอบ
“ทำใจให้สบายนะ เกิดแก่เจ็บตายเป็เื่ธรรมดาของโลก”
“ขอบใจ”
เธอไม่รู้จะพูดอะไรได้มากกว่านี้
“ทุกคนมานี่หน่อย ผู้การมีเื่จะแจ้ง”
หัวหน้างานเรียกเข้าห้องประชุมซึ่งผู้จัดการธนาคารนั่งบนหัวโต๊ะเื่ที่ผู้จัดการหรือเรียกย่อตามปากคนธนาคารว่า ‘ผู้การ’ แจ้งคือจะมีการเปลี่ยนผู้บริหาร
ธนาคารเวรุณีถูกเทคโอเวอร์มาหนึ่งปีแล้วโดยกลุ่มธุรกิจใหญ่ แรกๆก็ให้ผู้บริหารชุดเดิมบริหารไปก่อนเพื่อความต่อเนื่องในนโยบาย จนมาปีนี้ก็เข้ามาบริหารเต็มตัว
ผู้จัดการแจ้งทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่มีผลกระทบต่อพนักงานระดับปฏิบัติการเล็กๆ อย่างพวกเธอเวรุณีประคองสติทำงานด้วยใจอันพยามยามเข้มแข็ง
ต่อแต่นี้ต้องอยู่คนเดียวแล้ว ไม่มีน้องชายบ้านก็เงียบเหงา การทำงานเป็สิ่งเดียวในชีวิตที่ช่วยให้เธอไม่ร้องไห้คลายความเศร้าโศกจากความสูญเสีย
บ่ายหนึ่งพจนารถชวนไปทานข้าว เขาพยายามคุยเื่ต่างๆปลอบ ชายหนุ่มเข้าใจอารมณ์เธอ เพราะเขาเพิ่งเสียแม่ไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อปีที่แล้วเวรุณีทานนิดเดียว เขี่ยข้าวในจานไปมารอเวลาเข้าทำงาน เมื่อกลับมา ภายในออฟฟิศเกิดโกลาหลย่อยๆเพื่อนโต๊ะใกล้กันกระซิบ
“ซีอีโอใหม่จู่ๆ ก็มาเยี่ยมชั้นเราเก็บของให้เรียบร้อยเร็ว ผักชีโรยหน้าหน่อย”
สักพักรองผู้จัดการมาบอก
“ทิปมานี่หน่อย”
เขาพาเธอมายังห้องประชุมเล็ก เคาะสองสามทีประตูก็เปิดออก ในห้องมีผู้ชายสองคนหนึ่งอยู่หลังประตูยิ้มละไมให้ ส่วนอีกหนึ่งหันหน้าเข้าหน้าต่างกระจกใสซึ่งฉายทิวทัศน์ตึกสูงทันสมัยและถนนเต็มไปด้วยรถรามากมายในเมืองหลวง
“ทุกคนออกไปก่อน”
ร่างสูงในสูทดำหันมาประจันหน้า เขาคุ้นตาแปลกๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ผิวขาวคิ้วดำสนิทเหมือนเส้นผมซึ่งหวีเสยเรียบ จมูกโด่ง ริมฝีปากสีเข้มบางหล่อไม่ถึงขนาดดารา ...แต่มาดดูดีมีฐานะ
“ทำงานอยู่ที่นี่เองเหรอ”