กลหัวใจซาตาน

    บทที่ 1

            รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างคันนั้นเคลื่อนออกไปทิ้งไว้เพียงควันเทาจากท่อไอเสียลอยอ้อยอิ่ง ร่างอ่อนล้าเหลือเกินค่อยๆเลื่อนประตูรั้วเหล็กเข้าทาวเฮ้าส์หลังเล็ก ที่อาศัยอยู่มา๻ั้๹แ๻่เกิด       เวรุณีเหลียวดูลานจอดรถซึ่งเว้าเข้าไปในบ้านใกล้หน้าต่าง ข้างระเบียง ...ว่างเปล่า ไร้มอเตอร์ไซด์นายเวลาผู้เป็๲น้องชายแสดงว่ายังไม่กลับ

            เธอแบ่งแกงจืดเต้าหู้หมูสับและยำปลาทูใส่ตู้ไว้ให้ส่วนตัวเองยกอาหารมาจัดการหน้าโทรทัศน์ ว่าจะลดมื้อเย็นแล้วเชียว

            แต่วันนี้เหนื่อยจริงๆ เงินหายไปยี่สิบห้าสตางค์ต้องรื้องบบัญชีมาตรวจใหม่ ป้ายหน้าธนาคารบอกปิดบ่ายสามครึ่งแต่ความจริงกว่าจะออกมาได้ก็เกือบหนึ่งทุ่ม

            เวรุณีดูโทรทัศน์สลับกดโทรศัพท์มือถือติดต่อน้องชายเวลาอายุครบยี่สิบเดือนหน้า กำลังจะจบปวส. เขาคุยกับเธอขอทำงานสักหนึ่งปีแล้วค่อยสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อแบ่งเบาภาระ เวรุณีไม่ขัดน้องดีเสียอีกจะได้มีเวลาตั้งตัวเก็บเงินบ้าง

            เงินเดือนพนักงานธนาคารกับการกินอยู่สองปากในเมืองหลวงทำเอาชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่บ่อยๆ โชคดีที่บ้านไม่ต้องผ่อนเพราะเป็๲มรดกตกทอดจากพ่อแม่ผู้ล่วงลับ

            หน้าจอตัดเข้าสู่ข่าวซึ่งในสื่อโซเซียลรายงานตัดหน้าไปก่อนแล้วเธอจึงเก็บจานชามไปล้าง เวรุณีมองอาหารเกลี้ยงจานสลับกับเอวตน เธอน้ำหนักไม่ได้เกินมาตรฐานเพียงแต่ไม่ได้ดูผอมบางอย่างสาวๆ หลายคนสมัยนี้

            อกอวบอิ่ม เอวเว้า ก้นกลม มีทรวดทรงตั้งใจอยากให้น้ำหนักลดลงจากเดิมสามสี่กิโล แต่ด้วยงานทั้งหนักและเครียดส่งผลให้ทำอย่างที่ตั้งใจไม่ได้เสียที

            “หนูทิปๆ”

    ป้าจันทร์คนข้างบ้าน๻ะโ๠๲อยู่หน้ารั้ว

            “ไทม์น้องชายหนู รถชนนะ รู้หรือยัง หน้าปากซอยนี่เอง”

    เวรุณีหน้าซีด

            “เขาเอาส่งโรงพยาบาลแล้ว ตามไปเร็ว!”

    หญิงสาวรีบโบกรถแท็กซี่ซึ่งมาส่งคนในซอยไปที่หมายทันที

            “หมอเสียใจด้วยนะครับ คนไข้อาการหนักมากมาถึงโรงพยาบาลช้าไป”

    หมอสูงวัยอธิบายเสียงเรียบ

            “ทำไมช่วยน้องฉันไม่ได้คะ เหตุการณ์เกิดไม่ถึงชั่วโมงเลย!”

            “คนไข้คอหักครับ หมอช่วยไว้ไม่ได้จริง”

            เวรุณีรับฟังน้ำตาไหลพรากทรุดลงนั่งกับเก้าอี้พลาสติกหน้าห้องฉุกเฉิน ระหว่างสมองยังมึนงงจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกนั้น ฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ย่ำเข้ามาใกล้

            “หมอครับ น้องสาวผมเป็๲ยังไงบ้าง คนไข้ที่ชื่อธิณา”

    ร่างสูงในชุดสูทเทาผูกเนคไทน์ดำถามร้อนรน

            “เสียใจด้วยครับ คนขับกับคนซ้อนท้ายเสียชีวิตทั้งคู่”

            “อุบัติเหตุเพิ่งเกิดชั่วโมงเดียวนะ ทำไมช่วยไว้ไม่ได้”

            คนมาด้วยอีกคนยกมือแตะอกเสื้อปราม เพราะเขาทำท่าพร้อมกระโจนใส่หมอทุกเมื่อ

            “ทั้งสองคนคอหักครับ ช่วยไว้ไม่ได้”

            ว่าแล้วหมอก็ขอตัวไปดูคนไข้อื่นผู้ชายคนนั้นร่างสั่นเทิ้ม กำมือทั้งสองแน่นสะกดอารมณ์

            “คุณเป็๞ญาติผู้ตายใช่ไหมคะ”

    พยาบาลเดินเข้ามาคลายสถานการณ์โศกเศร้า

            “ค่ะ นายเวลา ...คนตาย เป็๞น้องชายฉัน”

    คนสวมสูทหันควับมาทางเวรุณี ดวงตากร้าววาวโรจน์

            “ผมเป็๞พี่ชายของธิณา คนที่น้องชายคุณพาไปตาย”

    เธออ้าปากค้างกับเ๱ื่๵๹ใหม่

            “เอ๊ะ! อย่ามากล่าวหากันสิคุณ”

    แวดได้เท่าที่แรงมี เงยสู้เขาไม่หวั่นเกรงแม้น้ำตายังพรั่งพรูก็ตาม

            “หมอก็บอกแล้วนี่ว่าตายทั้งคู่ น้องสาวคุณ น้องชายฉัน”

    เวรุณีกำลังเศร้า ไม่พร้อมเจอเหตุการณ์อะไรอีก

            “ถ้าน้องชายคุณไม่พาน้องสาวผมไปแว๊นซ์ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์คงไม่เกิดเ๹ื่๪๫”

            “ใจเย็นๆ ครับคุณธรณ์”

            คนสวมสูทอีกคนเข้ามาคั่นกลางระหว่าง เวรุณีที่นั่งอยู่กับธรณ์ผู้ทำท่าจะขย้ำเธอได้ทุกเมื่อ

            “ใครจะไปรู้ล่วงหน้าล่ะว่าจะเกิดเ๱ื่๵๹แบบนี้ เราต่างเสียคนที่รักไปทั้งคู่ ก็เจ๊ากันไป”

            ด้วยอารมณ์ไม่ปรกติ สมองไม่แล่น เวรุณีจึงเลือกใช้คำง่าย...จนยิ่งไปสุมไฟในใจอีกฝ่าย

            “ไม่มีเจ๊ากัน อย่ามาพูดอะไรไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ผมมีน้องสาวคนเดียวนะ!”

            “ฉันก็มีน้องชายคนเดียวเหมือนกัน!”

            “เอาละค่ะๆ ญาติทั้งสองฝ่ายพอได้แล้ว”

    พยาบาลรีบห้ามก่อนยืดเยื้อมากกว่านี้

            “คนตายไปแล้ว จะจัดการอะไร ยังไงขอให้เป็๲เ๱ื่๵๹ทีหลังแต่ตอนนี้ไปจัดการเอกสารกับโรงพยาบาลก่อน ตามมาทางนี้ค่ะ”

            เวรุณีลุกขึ้นสะบัดหน้าพรืด เดินตามพยาบาลไปโดยไม่สนใจว่าร่างสูงจะมาด้วยหรือไม่

            งานศพเวลาเต็มไปด้วยความเงียบเหงาเธอกับน้องเหลือญาติไม่มากนัก บางคนก็อยู่ไกลที่มาร่วมงานส่วนมากจะเป็๲เพื่อนบ้านกับเพื่อนร่วมงานธนาคารเพื่อนเวลามาไหว้ศพเป็๲กลุ่มใหญ่ และเล่าเ๱ื่๵๹ธิณากับน้องคร่าวๆ

            “เขาเป็๞เด็กใจแตก ไทม์มันคุยดีด้วยเพราะเห็นเป็๞ลูกค้าร้านเบียร์”

            เวลามีงานพิเศษเป็๲เด็กเสิร์ฟร้านเบียร์แต่ไม่เคยเหลวไหล การเรียนดีตลอด กลับมานอนบ้านทุกคืน

            “หลังๆ ธิณาตามมันแจเลยละครับบางครั้งก็มาหาทั้งชุดนักเรียน”

            “เขาอายุเท่าไรกันแน่ เด็กคนนั้น”

            พี่ชายคนตายเธอจำหน้าไม่ได้ด้วยขณะนั้นม่านน้ำตาแห่งความเสียใจครอบคลุมทุกสิ่ง แต่คะเนจากการแต่งตัว ...ว่าต้องมีฐานะดี

            “ม.ห้าครับ”

    เพื่อนน้องชายอึกอัก

            “แต่ไทม์มันไม่มีอะไรนะครับ มันสงสารเด็ก คุยด้วยเฉยๆบางทียังไล่ให้ไปทำการบ้านส่งครูเลย”

            โชคชะตาช่างยุติธรรม หยิบยื่นความตายให้โดยไม่ละเว้นไม่ว่ารวยหรือจนล้วนเท่าเทียม เสียแต่ว่าพรากชีวิตพวกเขาไปเร็วเหลือเกินหนุ่มสาวอายุยังน้อย เวรุณีคิดพลางถอนหายใจขณะมองกลุ่มควันจากปล่องเมรุเผาน้องชาย

     

            “ทิปเป็๞ยังไงบ้าง”

            พจนารถเพื่อนร่วมงานทักเมื่อเห็นเธอวางกระเป๋าเก็บในล็อกเกอร์ก่อนเข้างานเวรุณียิ้มเซียวๆ แทนคำตอบ

            “ทำใจให้สบายนะ เกิดแก่เจ็บตายเป็๞เ๹ื่๪๫ธรรมดาของโลก”

            “ขอบใจ”

    เธอไม่รู้จะพูดอะไรได้มากกว่านี้

            “ทุกคนมานี่หน่อย ผู้การมีเ๱ื่๵๹จะแจ้ง”

            หัวหน้างานเรียกเข้าห้องประชุมซึ่งผู้จัดการธนาคารนั่งบนหัวโต๊ะเ๹ื่๪๫ที่ผู้จัดการหรือเรียกย่อตามปากคนธนาคารว่า ‘ผู้การ’ แจ้งคือจะมีการเปลี่ยนผู้บริหาร

            ธนาคารเวรุณีถูกเทคโอเวอร์มาหนึ่งปีแล้วโดยกลุ่มธุรกิจใหญ่ แรกๆก็ให้ผู้บริหารชุดเดิมบริหารไปก่อนเพื่อความต่อเนื่องในนโยบาย จนมาปีนี้ก็เข้ามาบริหารเต็มตัว

            ผู้จัดการแจ้งทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่มีผลกระทบต่อพนักงานระดับปฏิบัติการเล็กๆ อย่างพวกเธอเวรุณีประคองสติทำงานด้วยใจอันพยามยามเข้มแข็ง

            ต่อแต่นี้ต้องอยู่คนเดียวแล้ว ไม่มีน้องชายบ้านก็เงียบเหงา การทำงานเป็๲สิ่งเดียวในชีวิตที่ช่วยให้เธอไม่ร้องไห้คลายความเศร้าโศกจากความสูญเสีย

            บ่ายหนึ่งพจนารถชวนไปทานข้าว เขาพยายามคุยเ๹ื่๪๫ต่างๆปลอบ ชายหนุ่มเข้าใจอารมณ์เธอ เพราะเขาเพิ่งเสียแม่ไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อปีที่แล้วเวรุณีทานนิดเดียว เขี่ยข้าวในจานไปมารอเวลาเข้าทำงาน เมื่อกลับมา ภายในออฟฟิศเกิดโกลาหลย่อยๆเพื่อนโต๊ะใกล้กันกระซิบ

            “ซีอีโอใหม่จู่ๆ ก็มาเยี่ยมชั้นเราเก็บของให้เรียบร้อยเร็ว ผักชีโรยหน้าหน่อย”

    สักพักรองผู้จัดการมาบอก

            “ทิปมานี่หน่อย”

            เขาพาเธอมายังห้องประชุมเล็ก เคาะสองสามทีประตูก็เปิดออก ในห้องมีผู้ชายสองคนหนึ่งอยู่หลังประตูยิ้มละไมให้ ส่วนอีกหนึ่งหันหน้าเข้าหน้าต่างกระจกใสซึ่งฉายทิวทัศน์ตึกสูงทันสมัยและถนนเต็มไปด้วยรถรามากมายในเมืองหลวง

            “ทุกคนออกไปก่อน”

            ร่างสูงในสูทดำหันมาประจันหน้า เขาคุ้นตาแปลกๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ผิวขาวคิ้วดำสนิทเหมือนเส้นผมซึ่งหวีเสยเรียบ จมูกโด่ง ริมฝีปากสีเข้มบางหล่อไม่ถึงขนาดดารา ...แต่มาดดูดีมีฐานะ

            “ทำงานอยู่ที่นี่เองเหรอ”