และแล้วเวลา 6 เดือนผ่านไป ไวเหมือนโกหก
“เกือบจะ 1 ปีแล้วสินะ” หลินเฟิงพูด ขณะที่ฝึกฝนเสร็จแล้ว
ตอนนี้หลินเฟิงอยู่ที่ลานซ้อมที่บ้านของเขา เขายืนขึ้นและมองไปบนฟ้าและบ่นพึมพัมกับตัวเองออกมาพร้อมทั้งสายตาของเขานั้นมันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ตอนนี้เขามีร่างกายที่ดูกำยำมากขึ้น ดูแข็งแรงขึ้น ดูยืดหยุ่นมากกว่าเมื่อก่อน แถมตอนนี้ ออร่าที่เขาปลดปล่อยออกมารอบๆตัวนั้นแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างชัดเจน และออร่าที่แผ่ออกมานั้นมันยังต่างจากรุ่นเยาว์คนอื่นๆอีกด้วย เพียงมีรุ่นเยาว์คนใดคนหนึ่งมาเห็นหลินเฟิงตอนนี้ พวกเขาจะต้องขนลุกและรู้สึกยำเกรงหลินเฟิงแน่นอน คงจะไม่กล้าเรียกหลินเฟิงว่าสวะอีกแล้วเป็แน่
“นี้ก็ผ่านมา 6 เดือนแล้ว คงถึงเวลาที่ต้องชำระความแค้นแล้วละ หลินฮุย” หลินเฟิงกล่าวอย่างเยือกเย็นและจิตสังหารที่เขาสะสมมาตลอด 6 เดือน
หลังจากนั้นชั่วครู่ หลินเฟิงเก็บอารมณ์ที่หลากหลายของเขาและออร่าที่แผ่ออกมารวมทั้งจิตสังหาร เข้าไปในร่างกายเหมือนเดิม ด้วยระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาทำให้เขาสามารถเข้าใจและควบคุมอะไรได้หลายอย่าง
หลินเฟิงในตอนนี้เขาพร้อมที่จะเอาคืนหลินฮุยแล้ว ถึงเขาจะอยู่ระดับพื้นฐานขั้น 4 แต่เขาก็มันใจว่าต่อให้เป็ระดับพื้นฐานขั้น 6 นั่นเขาก็สู้ได้อย่างไม่มีปัญหา ดังนั้นถึงหลินฮุยจะเลื่อนไปอยู่ระดับ 6 เขาก็ไม่ได้กลัวใดๆ
ใน่ 6 เดือนที่ผ่านมา หลินเฟิงนั้นเอาแต่ฝึกวรยุทธ์อยู่แค่ [ ย่างก้าวไร้เงา ] [ ดัชนีพิฆาต ] [ ทลายภูผา ] เท่านั้น เขาไม่ได้ไปหาวิชาอื่นๆมาเพิ่ม ใน่เวลานี้ เขาฝึกหนักเอาเป็เอาตาย จนกระทั้งตอนนี้เขาได้อยู่ในระดับพื้นฐานขั้น 4 แล้ว
แน่นอนว่าเพียงแค่ขั้น 4 ไม่เป็อันใดในลานประลองประจำปีที่จะเริ่มต้น แต่นั่นก็สำหรับคนอื่น หลินเฟิงนั้นแตกต่างจากคนอื่นตรงที่ว่า เขามีร่างกายที่แข็งแรงกว่าคนอื่น รวมทั้งพรสววค์ในรอบร้อยปี พันปีเลยก็ว่าได้
จริงๆแล้วนั้น หลินเฟิงสามารถเลื่อนระดับเป็ขั้น 5 ได้เลย หากเขา้า ที่เขายังอยู่ขั้น 4 เพราะว่าเขาเน้นไปที่ ความเข้าใจและความชำนาญในด้านวรยุทธ์มากกว่า เขารู้สึกว่าเขามีร่างกายที่แข็งแรงกว่าคนอื่นอยู่แล้ว เขาจึงสามารถเน้นไปที่ด้านวรยุทธ์ด้านเดียวได้ หากเป็คนอื่น พวกเขาคงไม่กล้าคิดแน่นอน และบางทีหากมีสมุนไพรหรือการสนับสนุนด้านโอสถพื้นฐานที่ช่วยบำรุงร่างกาย เขาอาจจะสามารถไปถึงระดับ 6 ได้เลยด้วยซ้ำ
อีกทั้งยังมีประสบการณ์การต่อสู้ที่ได้จากป่าหลังหมู่บ้านตระกูลหลิน ที่เขามักจะเข้าไปเป็ประจำเวลาที่เขารู้สึกเริ่มฝึกฝนช้ามากเกินกว่าเขาจะรับได้ เขาจะเข้าไปแล้วสู้กับสัตว์อสูร บางครั้งเขาก็เจอกับระดับที่สามารถชนะได้ง่ายๆ บางครั้งเขาก็เจอกับระดับที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วยามกว่าจะเอาชนะได้ และบางครั้งเขาเองก็เจอกับระดับที่เกือบจะทำให้เขาต้องสิ้นชีพ ที่เกือบจะไม่สามารถหนีรอดออกมาได้
เป็เหตุให้ประสบการณ์การต่อสู้ของหลินเฟิงนั้น เหนือกว่ารุ่นเยาว์คนอื่นๆในตระกูลมาก จะมีก็เพียงแต่ผูที่มีอายุมากกว่าเขาประมาณ 5-10 ปีเท่านั้นแหละที่สามารถเทียบประสบการณ์การต่อสู้ และความสามารถต่อสู้ของเขาในตอนนี้ได้ นี้เป็เหตุให้ออร่าที่เขาแผ่ออกมานั้นดูแตกต่างจากคนอื่นในรุ่นเดียวกับเขามาก
“หลินเฟิง วันนี้เ้าฝึกเส็จแล้วรึ”เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้น
แน่นอนว่าต้องเป็หลินเทียน พ่อของหลินเฟิง พลังของเขานั้นถดถอยทำใหเขาไม่ต้องทำงานอะไรมากนัก เขาส่วนมากเขาก็จะอยู่บ้านและดูลูกของเขาฝึก ทำให้เขาเห็นพัฒนาการของลูกเขาทุกๆวัน และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เขาต้องตกตะลึงอย่างมากจนอ้าปากค้างแล้วอ้าปากค้างเล่า
เพราะหลินเฟิงนั้นนับเป็อัจฉริยะที่เขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย หลินเฟิงเป็คนที่มีพรสววค์ด้านนี้มาก ถึงแม้ว่าจะมี่เวลาที่เขามาบอกว่าฝึกฝนช้าและมาขอคำแนะนำจากเขาก็ตาม แต่จากที่หลินเทียนเห็นใน่เวลาที่หลินเฟิงบอกว่าฝึกฝนช้าแล้วมาขคำแนะนำจากหลินเทียนนั้น กับเป็หลินเทียนที่รู้สึกว่าลูกเขายังคงฝึกฝนเร็วกว่าคนอื่นๆอยู่ดี ถึงแม้ว่าเขาจะคิดว่าตัวเองฝึกช้าก็ตาม
นี้ยังไม่รวมไปถึงการที่หลินเฟิงฝึกฝนวรยุทธ์ระดับสูง 2 ระดับกลาง 1 อีก หากคนอื่นได้ยินลูกเขาพูดว่าฝึกช้า ทั้งๆที่ก็เร็วกว่าคนอื่นอยู่มากนั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะอวดว่าลูกตนเก่งมีพร์ อัจฉริยะเหนือคนอื่นๆหรือเอาหน้าแอบหนีไปจากฝูกจน เพราะเขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี
และยังไม่รวมเื่ระดับพลังของหลินเฟิงอีก หลินเฟิงเคยบอกกับหลินเทียนว่า เขาจะเน้นไปที่ด้านวรยุทธ์มากกว่าการฝึกฝนระดับพลัง แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังเร็วพอๆหรือบางทีอาจจะมากกว่านิดหน่อยหากเมื่อเทียบกับอัจฉริยะอันดับต้นๆของตระกูลหลิน
แต่ถึงจะเป็เช่นนั่น หลินเทียนก็ไม่คิดที่จะพูดเื่ที่ลูกเขามีพร์และพัฒนาได้เร็วกว่าคนอื่นๆให้หลินเฟิงรู้ เขาไม่้าให้หลินเฟิงหยิ่งทะนงตนจนเกินไป และ้าให้หลินเฟิงขยันฝึกฝนเช่นนี้ต่อไป หากหลินเฟิงยังเป็เช่นนี้เขาเชื่อว่าสักวันหลินเฟิงจะเติมใหญ่และคำว่าหมู่บ้านตระกูลหลินจะไม่เพียงพอที่จะให้เขาอยู่ ถึงเขาจะคิดถึงลูกหากลูกต้องจากไปแต่เขาก็ดีใจที่ลูกของตนสามารถไปได้ไกลกว่าที่เขาเคยไป
“เสร็จแล้วท่านพ่อ” หลินเฟิงหันกลับไปมองหลินเทียนที่นั่งคอยดูเขาอยู่
เขารู้สึกขอบคุณคนๆนี้ ถึงจะไม่ใช่พ่อเขาจริงๆแต่เมื่อเขาได้รับร่างกายใหม่มา โดยที่เป็ลูกของเขาเขาเองก็จะถือว่าหลินเทียนคือพ่อจริงๆของเขา และด้วยการที่หลินเทียนดีกับเขาทุกอย่างเช่นนี้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกดีกับหลินเทียนมากขึ้นจนเกือนจะไม่มีความลับใดๆ นอกจากเื่ที่เขามาจากโลกอื่นมาอยู่ในร่างกายของบุตรของหลินเทียน
ยังเื่ความลับร่างกายที่เปลี่ยนแปรงใจจากายผ้าที่ผ่าลงมาในวันนั้น ไม่ใช่เขาไม่อยากบอก เพียงแต่เขาไม่รู้จะบอกยังไงในเมื่อเขาเองยังไม่รู้อะไรที่เกี่ยวข้องกับวันนั้นเลย และบางทีเขาคิดว่าเื่นี้เขาก็ไม่ควรบอกใดๆเช่นกัน แน่นอนว่ามันเป็ความรู้สึกของเขาที่มาจากส่วนลึกบอกเขาว่าอย่าบอกเื่นี้กับใคร
“เ้ามั่นใจหรือไม่ ในงานประลองประจำปีที่จะเริ่มในวันพรุ่งนี้”หลินเทียนถามอย่างเป็กังวล
ถึงลูกเขาจะเป็อัจฉริยะก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ระดับพื้นฐานขั้น 4 เท่านั้น ในงานประลองประจำปี ผู้ที่สามารถร่วมได้คือผู้ที่มีพลังระดับพื้นฐานขั้น 4 ขึ้นไป และอายุไม่เกิน 15 ปี ในยุคนี้โลกนี้ อายุ 15 ถือว่าเริ่มเป็ผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่รุ่นเยาว์