Chapter 2.2
สีเขียวพาสเทล
"หลูเว่ยค่ะ"
จิ้งอี "...ตลกตายล่ะ"
หลูเว่ยยิ้มกว้าง "เพื่อนฉันเสน่ห์แรงใช่เล่น หล่อไหม"
จิ้งอี "..."
"เสียงทุ้มน่าฟังมาก"
จิ้งอีส่ายหน้า "อยู่ไหนแล้ว"
หลูเว่ยเพ้อต่อ "เสียงเพราะขนาดนั้น หน้าตาจะขนาดไหน"
"หยุดบ้าผู้ชายได้แล้ว"
"พูดอะไร ไม่ใช่คุณเธอหรอกเหรอที่ขิงเพื่อนจนน่าหมั่นไส้" นานครั้งจะมีเื่บันเทิงแบบนี้ มีหรือจะปล่อยผ่าน
"ขิงเหรอ พรุ่งนี้ซื้อให้ เอาโจ๊กด้วยไหม" จิ้งอีตอบเสียงยาน
หลูเว่ย "..."
"ตกลงอยู่ไหนแล้ว"
เกินเยียวยาแล้วเพื่อนฉัน
หลังปลงตกค่อยตอบอย่างเสียไม่ได้ "หน้าโรงพยาบาล"
"โอเค รอตรงนั้นแหละ"
จิ้งอีกลับขึ้นไปเอากระเป๋าเดินทางพร้อมลาเฉินชิง ไม่ลืมกำชับยืดยาว
เฉินชิงรีบตัดบท "ไปเถอะๆ "
"พรุ่งนี้หนูแวะมาใหม่ รีบพักผ่อนนะคะ อย่าออกไปยืนตากลมข้างนอกอีกล่ะ" ต่อให้กำชับไปเยอะแค่ไหน แต่ยังไม่วายเป็ห่วง
"รู้แล้วจ๊ะ เธอย้ำหลายรอบจนจะท่องจำได้อยู่แล้ว"
มีคำกล่าวว่ายิ่งอายุมากขึ้น นิสัยยิ่งย้อนกลับไปเป็เด็กน้อย ดื้อดึง ไม่้าเหตุผล ขี้น้อยใจ จนถึงขนาดงอแงง่าย มีอย่างเดียวที่ไม่เหมือนเด็กคือความทรงจำ
เื่เพิ่งเกิดมักจำไม่ค่อยได้ แต่เื่เก่านานนมกลับจำไม่ลืม โดยเฉพาะเื่ที่ฝังใจ ่ชีวิตคนเรามักเป็เช่นนี้เสมอ
ตอนจิ้งอีลงไปถึงข้างล่าง เพื่อนสาวของเธอเที่ยวผูกมิตรไปทั่วั้แ่ญาติคนป่วย พยาบาล เวรเปล แม้กระทั่งส่งคนไข้ขึ้นรถ ฝากฝังคนขับอย่างกับญาติสนิท ถ้าไม่รู้มาก่อนยังคิดว่าเพื่อนแต่งเข้าบ้านไหนไปแล้ว
จิ้งอียืนมองด้วยความรู้สึกหลากหลาย ยินดีปนเปกับกลุ้มใจ
"มาแล้วเหรอ" หลูเว่ยหันมาเห็นเพื่อนสนิท รีบโบกมือลา เดินยิ้มแย้มเข้ามาหา
"เพื่อนของฉันอัธยาศัยยอดเยี่ยม เวทีประกวดคราวหน้าควรส่งเธอเข้าชิงชัย รับรองโกยรางวัลจนถือไม่ไหวแน่"
"บ้าจริง สวย นิสัยดี ครบเครื่องอย่างฉัน จะไปประกวดทำไมล่ะ แค่นี้ออร่าเทพธิดาก็จับจนตาพร่าไปหมดแล้ว" หลูเว่ยช่างกระไรถ่อมตัวสักนิดไม่มี
"..." จิ้งอียกมือขึ้นปิดหน้า เขยิบตัวออกห่าง
"จิ๊ ว่าแต่เสียงในสายคือใครกัน" หลูเว่ยเปลี่ยนเร็วจนตามไม่ทัน
"เพื่อนร่วมโลก" จิ้งอีตอบส่งๆ
"หล่อไหม"
"หล่อมาก"
"จริงเหรอ ว่าแล้วเชียว เสียงทุ้มกระแทกใจขนาดนั้น รู้จักได้ไง"
จิ้งอีเมินทำเป็ไม่ได้ยิน เฉเปลี่ยนเื่อื่น "รถล่ะ"
หลูเว่ยกัดไม่ปล่อย "บอกมาก่อน"
"หนาว ขึ้นรถก่อนค่อยเล่าเถอะ"
"งั้นรออะไรล่ะ รีบไปสิ" หลูเว่ยคว้าจับกระเป๋าเดินทางลากไปทันที
เร็วเกินไปแล้ว
ขึ้นรถได้เพื่อนสนิทรีบหันมาตั้งท่าไล่เลียง จิ้งอีชิงตัดบททันควัน
"หิวแล้ว เลี้ยงข้าวหน่อย กินไปเล่าไป"
"อะไรเนี่ย" หลูเว่ยบ่นกระปอดกระแปด ออกรถอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
ทางข้างหน้ารถแออัดจนแทบไม่ขยับ หลูเว่ยตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง
"ไปกินหม้อไฟเ้าประจำแล้วกัน"
"ก็ดีนะ อากาศหนาวๆ แบบนี้ หม้อไฟช่วยให้อุ่นขึ้นเยอะ" จิ้งอีไม่มีความเห็น ตอนท้องหิวอะไรก็ได้ทั้งนั้น
"คิดถึงเมื่อก่อน พวกเราชอบนัดกันไปกินหม้อไฟ"
"กินทีไรฉันแสบท้องทุกที" นึกถึงเื่นี้จิ้งอีได้แต่อ่อนใจ
"ว่าไม่ได้นะ ถึงจะเผ็ดแต่อร่อยมากนี่นา"
จิ้งอีแกล้งโอดครวญ "นายหญิงเมตตาข้าน้อยเถิด"
หลูเว่ยยืดอกรับปาก "เห็นแก่มิตรภาพ ฉันสั่งเผ็ดน้อยให้ก็ได้"
เพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานานสองปี พูดคุยเื่กินอย่างมีความสุข วางแผน คิดเมนูที่อยากกินเสร็จสรรพ
เพราะเป็ร้านเล็กมีลุงกับป้าช่วยกันทำ จึงไม่มีที่จอดรถเป็ของตัวเอง ต้องอาศัยหาที่จอดใกล้เคียง สองสาวกอดแขนเดินย่ำหิมะมุ่งตรงไปยังร้าน
"ป้าคะ สองที่"
คุณป้าเป็คนใจดี ต้อนรับขับสู้อย่างเป็กันเอง "สั่งอาหารได้เลยจ๊ะ เอาน้ำอะไรบ้าง"
หลูเว่ยไม่เสียเวลาเลือกด้วยซ้ำ "น้ำหมาล่ากับน้ำซุปกระดูก ส่วนอาหารเอาลิ้นวัว ผ้าขี้ริ้ว เนื้อพันผักชี ไส้เป็ด เนื้อแกะ เนื้อน่องหลัง ไตหมู เนื้อวากิว แล้วก็ลูกชิ้นกุ้ง เธอล่ะ" สุดท้ายหันถามเพื่อน
เพราะเพื่อนสั่งเนื้อของชอบเยอะแล้ว จิ้งอีเลยสั่งอย่างอื่นเสริม "เอาเกี้ยวกุ้ง รากบัว สาหร่าย แล้วก็ผักรวมค่ะ"
หลูเว่ยแสดงสีหน้ารังเกียจ "กินหม้อไฟทั้งทีต้องสั่งเนื้อสิ กินผักจะไปอร่อยตรงไหน"
"เพิ่มวิตามินกับใยอาหารไง บอกกี่ครั้งว่าอย่ากินเนื้อเยอะเกินไปท้องจะอืด"
"จิ๊" ถึงไม่ชอบแต่ส่วนลึกในใจค่อนข้างเห็นด้วย
อาหารที่สั่งทยอยยกออกมาวางเรื่อยๆ จิ้งอีลวกเกี้ยวจนสุก ตักใส่ชามราดด้วยน้ำซุปหมาล่า เผ็ดชา รสชาติดีจนไม่อยากวางช้อน
หลูเว่ยลวกบรรดาเนื้อสัตว์ จิ้มกับน้ำจิ้มปรุงพิเศษ ได้ความเผ็ดชาจากน้ำซุปบวกความเผ็ดแซ่บจากพริกที่เติมเพิ่มในน้ำจิ้ม อร่อยจนห่อปาก หน้าแดง เหงื่อตก
จิ้งอีเติมชาเขียวเย็นให้เพื่อน พร้อมดึงกระดาษเช็ดปากส่งให้ ส่วนตัวเองกินเผ็ดอย่างเพื่อนไม่ไหว เลยขอชามใบหนึ่งมาตักน้ำซุปกระดูกหมูแยกเอาไว้จุ่มละลายพริก ถึงคีบเนื้อเข้าปากได้ ของอร่อยมักไม่ปรานี อยากกินต้องอดทนขั้นสุด ข้อดีอีกอย่างของการทำแบบนี้คือ น้ำซุปกระดูกผสมหมาล่าจางๆ ให้รสชาติกลมกล่อมไปอีกแบบ
สองสาวเพื่อนสนิทขยับตะเกียบคีบอาหารไม่หยุด มีความสุขกับหม้อไฟตรงหน้า ถาดวางซ้อนหลายชั้น โดยไม่รู้เลยว่าอีกด้านหนึ่งเกิดอะไรขึ้นบ้าง
จางเหยียนมองส่งจิ้งอี เห็นหญิงสาวลับสายตาไปแล้วค่อยหมุนตัวกลับเข้าไปในร้านเสื้ออีกครั้ง
"คุณลูกค้าลืมอะไรหรือเปล่าคะ" พนักงานมีสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นหนุ่มหล่อกลับเข้ามา
จางเหยียนส่ายหน้า เดินไปหยิบเสื้อตัวหนึ่งขึ้นมาส่งให้พนักงาน "คิดเงินด้วยครับ"
พนักงานสาวมองเสื้อสีเขียวพาสเทลในมือชายหนุ่ม เม้มปากกลั้นยิ้ม "ทางนี้ค่ะ"
หลังจางเหยียนเดินออกจากร้านแล้ว พนักงานสาวได้แต่ถอนหายใจ รู้สึกอยากมีแฟนขึ้นมาทันที
ยังไง นี่มันยังไง