
สนามเด็กเล่นในยามค่ำคืนมีเพียงแสงไฟจากริมถนนดวงเล็กๆ ไม่กี่ดวงให้แสงสลั่วในเวลานี้ไม่มีเสียงหัวเราะร่าเริงของเด็กที่กำลังเล่นสนุกแล้วมีแต่ความเงียบสงบลินนาเดินไปยังชิงช้าที่ครั้งหนึ่งเธอและวิเนศวร คนรักเคยมานั่งด้วยกันลินนาเอื้อมมือไปจับสายชิงช้าก่อนที่จะไกวให้มันเคลื่อนไหวช้า ๆลมเย็นพัดผ่านปะทะตัวเธอยิ่งทำให้เธอร่ำไห้ออกมาเธอยังคงความรู้สึกเ็ปกับเหตุการณ์ในวันที่ต้องเสียคนรักไปอย่างไม่มีวันกลับ…..
“ลินนั่งรอวินตรงนี้สักครู่นะเดี๋ยววินกลับมา”เมื่อสิ้นคำพูดของวิเนศวร ไม่กี่นาทีก็มีหนูน้อยแก้มแดงหน้าตาน่ารักวิ่งเข้ามาแล้วยื่นลูกโป่ง์ให้2 ลูก พร้อมกระดาษสีฟ้าแผ่นเล็กๆ ลินนาเปิดอ่านด้วยความสงสัย
“จงตอบคำถามให้ถูกต้อง? โดยเลือกจากลูกโป่ง 2 ลูก ในมือคุณ” ลูกโป่ง์ที่ถูกเขียนไว้เพียงคำว่าYES และ NO อย่างละลูก “แล้วไหนคำถามจ๊ะ”ลินนาหันไปถามหนูน้อยคนนั้นอีกครั้งแต่ไม่มีคำตอบหนูน้อยเพียงแต่ชี้นิ้วไปอีกฟากหนึ่งของถนนตรงนั้นมีเพียงวิเนศวรยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ตอนนี้ใบไม้ถูกเปลี่ยนเป็สีเหลืองแก่ตาม่เวลา
วิเนศวรส่งยิ้มอบอุ่นเช่นที่เคยเป็พร้อมกับแผ่นป้ายสีขาวขนาดไม่ใหญ่นักลินนามองอย่างตั้งใจเมื่อเห็นว่าในแผ่นป้ายสีขาวนั้นมีตัวหนังสือสีน้ำเงินเขียนไว้ว่า“Will you marry me” ทำให้เธอเองอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ชายหนุ่มที่ไม่รู้จักคำว่าโรแมนติก ไม่เคยทำเซอร์ไพรแต่วันนี้วิเนศวรกลับทำให้เธอประทับใจ วิเนศวรจับแผ่นป้ายนั้นไว้แน่นดวงตากลมโตคู่นั่นเฝ้ารอคำตอบด้วยความตื่นเต้นที่ทะลักออกมาอย่างไม่หยุดหย่อนจนทำให้เขาต้องะโออกมาอีกครั้ง
“คุณจะแต่งงานกับผมได้ไหม”ลินนาแหงนหน้ามองลูกโป่งนั่นแล้วปล่อยลูกหนึ่งออกไปอย่างไม่ต้องคิดหรือทบทวนใดๆทั้งสิ้นคนรักที่คบกันมาถึง 8 ปีจนถึงวันนี้เธอไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ววิเนศวรยิ้มออกมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นคำตอบที่ลินนาเลือกวิเนศวรเอามือล้วงเข้าไปในเสื้อเพื่อหยิบอะไรบางอย่างออกมาและวิ่งมาหาลินนาที่ยืนรอเขาอยู่อีกฟากหนึ่งของถนนโดยไม่ทันได้มองรถที่แล่นมาด้วยความเร็ว
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด” เสียงร้องใพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างของลินนาเมื่อเห็นร่างของคนรักกระเด็นขึ้นไปปะทะบนกระโปรงหน้ารถก่อนที่จะตกลงมากระแทกบนพื้นอย่างจังหน้าเธอซีดเผือด ร่างทั้งร่างเย็นเฉียบก่อนจะวิ่งทั้งน้ำตาเข้าไปพยุงร่างที่เต็มไปด้วยเื ร่างที่ไร้สิ้นเรี่ยวแรงน้ำตาที่ขณะนี้มันพรั่งพรูออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน เธอร้องไห้จนแทบจะขาดใจะโร้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างด้วยเสียงที่มีทั้งหมดของเธอ
ทำให้วิเนศวรที่หมดเรี่ยวแรงฝืนยิ้มออกมาก่อนที่จะบอกเธอว่า
“อย่าร้องไห้เลยนะผมคอยดูแลและอยู่เคียงข้างคุณเสมอ…”นั่นทำให้ลินนาที่ร้องไห้มากอยู่แล้ว ยิ่งร้องให้มากขึ้นไปอีก
“อย่าตายนะรถพยาบาลกำลังจะมา เข้มแข็งไว้ เราจะอยู่ด้วยกันสิ” เธอพูดด้วยเสียงอันสั่นเครือแล้ววิเนศวรก็ค่อย ๆ หลับตาลงริมฝึปากเจือไปด้วยรอยยิ้มน้อยๆโดยไม่แสดงอาการเ็ปใดๆ ลินนาร้องไห้โฮ เธอกอดร่างไร้วิญญานนั้นไว้แน่นและร้องไห้เหมือนคนเสียสติปากยังพร่ำขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างอย่างไม่ขาดสายเธอเหลือบเห็นในมือของเขานั้นยังคงกำกล่องเล็กๆสีน้ำเงินอย่างไวแน่นลินนายื่นมือไปหยิบและเปิดดูข้างในนั้นมีแหวนเพชรขนาดไม่ใหญ่มากนักเธอหยิบมันขึ้นมาสวมไว้กับนิ้วกลางข้างซ้ายเธอกอดเขาไว้และยังคงร้องไห้คร่ำครวญเหมือนแทบจะขาดใจลินนาแหงนหน้าขึ้นไปมองชายสองคนที่เพิ่งออกมาจากรถแต่มันเป็เพียงภาพสีเทาก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลงสนิทและได้ยินเพียงเสียงความวุ่นวายภายนอกที่เธอเองไม่อาจรับรู้ได้อีก….
ตื้ด ตื้ด ตื้ด….ลินนาล้วงโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อออกมาดูและพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมาก่อนจะรับสาย“ว่าไงเปรี้ยว” น้ำเสียงที่เพิ่งหยุดจากการร้องไห้ยังคงสั่นเครือทำให้เปรี้ยวหรือลดาวัลย์โปรดิวเซอร์สาวซึ่งเป็เพื่อนรักรับรู้ได้โดยไม่ต้องเอ่ยถาม
“นี่แกไปที่นั้นอีกแล้วใช่ไหมลิน”น้ำเสียงที่ถามด้วยความเป็ห่วงของเปรี้ยวนั้น ทำให้ลินนาร้องไห้ออกมาอีกครั้ง“อือ” ลินนาไม่พูดอะไรออกมามากกว่านี้และเปรี้ยวเองก็ไม่พูดอะไรที่ทำให้ลินนาต้องร้องไห้ออกมาอีก
“แกไหวหรือเปล่าให้ฉันไปรับแกที่นั่นไหม” เพราะความห่วงใยที่เปรี้ยวมีให้กับเพื่อนรัก ไม่เคยลดลงเลย
“ไม่เป็ไรฉันกลับได้ไว้เจอกันที่บ้านนะ"ทุกวันศุกร์สุดสัปดาห์เปรี้ยวจะมานอนที่บ้านของลินเสมอเพราะเธอรู้ว่าตลอด 2ปีที่ผ่านมาถึงแม้ว่าลินนาจะไม่แสดงอาการเ็ปออกมามากมายนักแต่เธอก็รู้จักเพื่อนคนนี้ดีเพื่อนรักของเธอยังคงจมอยู่กับความเ็ปนั้นเสมอมา
สองปีที่ผ่านมาลินนาพยายามหาตัวคนผิดที่ขับรถชนวินหรือวิเนศวรให้ได้เธอไปที่หมู่บ้านนั้นนับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่มีชาวบ้านคนใหนหรือใครยอมเปิดปากพูดเื่นี้เลยมันเป็เื่ที่หน้าเหลือเชื่อที่ทุกคนต่างให้คำตอบเหมือนกันคือ ไม่รู้ ไม่เห็นและจำไม่ได้ หมูบ้านเล็กๆที่ไม่มีกล้องวงจรปิดจึงทำให้ยากที่จะหาหลักฐานอื่นมามัดตัวคนร้ายนอกจะภาวนาให้ใครคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ยอมพูดออกมาลินนากลับมาถึงบ้านก็พบว่าเปรี้ยวนั่งรออยู่ตรงศาลาที่ตั้งอยู่ในสวนข้างบ้านแล้วเธอกำลังนั่งเหม่อลอยฮัมเพลงเบาๆคิดเื่อะไรสักอย่างจนทำให้ไม่ได้ยินเสียงรถที่เพิ่งแล่นเข้ามาจอดเมื่อสักครู่นี้
ลินนาพยายามเดินย่องเข้าไปด้านหลังก่อนที่จะใช้นิ้วจี้ไปตรงสะเอวทำให้คนที่กำลังเหม่อสะดุ้งโหยงร้องกรี๊ดเสียงดังลั่นคนแกล้งเห็นอาการใของเพื่อนก็ยิ่งพอใจกับการที่ได้แกล้งเพื่อนรักเช่นนี้
“นี่ยัยลินเดี๋ยวเหอะ”คนโดนแกล้งเห็นเพื่อนพอใจก็ยิ่งหมั่นใส้เปรี้ยววิ่งไล่ลินนาจะเอาคืนบ้างแต่เ้าหล่อนก็วิ่งเร็วซ่ะเหลือเกินพออีกคนเอาคืนได้จนหน่ำใจอีกคนก็จ้องจะเอาคืนเสียงหัวเราะดังไปถึงข้างบ้านแต่เวลานี้ก็ไม่มีใครสนใจยังคงเล่นสนุกกันเหมือนเด็กๆทั้งสองวิ่งไล่กันจนเหนื่อยหอบมานอนกองอยู่ในห้องรับแขกที่ปูด้วยพรมสีขาวขนนิ่มเปรี้ยวหันไปมองเพื่อนที่ยังหัวเราะค้างอยู่แล้วยิ้มออกมาเธอเปลี่ยนกิริยาบถมาเป็นอนคว่ำเอามือข้างหนึ่งเท้าคางไว้
“ลินแกจะทำอย่างไรกับเื่นี้ต่อไปในเมื่อเราไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานอะไรเลย” เปรี้ยวพูดพลางเอามืออีกข้างหนึ่งลูบหัวเพื่อนเบาๆลินนาเองก็ครุ่นคิดเื่นี้อยู่ไม่น้อย
“พรุ่งนี้ฉันจะไปที่หมู่บ้านอีกครั้งถ้าไม่ได้ข้อมูลอะไรฉันจะเลิก” ลินนาพูดพลางถอนหายใจออกมาอย่างถอดใจเธอจะไม่สามารถหาความยุติธรรมให้กับวิเนศวรได้เลยหรือ
“งั้นฉันจะไปเป็เพื่อนแกเอง”เปรี้ยวลุกขึ้นยืนพร้อมยื่นมาข้างนึงมาให้ลินแล้วดึงเธอขึ้นมาลินนาลุกขึ้นยืนพร้อมกับหันไปมองเพื่อนรักก่อนจะพยักหน้าเชิงเป็การบอกว่าเธอจะสู้…