บทที่ 29 ไร้สาระสิ้นดี
องค์รัชทายาททรงนำแม่นางอวี้เข้าสู่ที่ประทับ เมื่อทั้งสองมาถึง งานประชันกวีสยบศัสตราในวันนี้จึงถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ ทุกคนต่างพากันรวบรวมสมาธิ เตรียมจะปลดปล่อยบทกวีที่ตนซุ่มฝึกปรือมานาน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ขจรขจายไปทั่วใต้หล้าในคราเดียว
"ท่านเทพาฟาง วันนี้เหตุใดเ้าจึงมีแก่ใจมาร่วมงานประชันกวีได้เล่า?" องค์รัชทายาททรงกวาดสายตามองฟางเฉินอย่างไม่ใส่ใจนัก พร้อมตรัสถามด้วยรอยยิ้มหลังจากประทับลงแล้ว
เถาอวี่รีบชิงตอบแทนฟางเฉินทันที "ทูลองค์รัชทายาท ท่านเทพากล่าวว่าอยากมาซึมซับกลิ่นอายน้ำหมึกเพื่อขัดเกลาจิตใจพ่ะย่ะค่ะ"
"ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง" รัชทายาททรงพยักหน้าคล้ายเข้าใจ "ก็นับว่าเป็เื่ดี ในภายภาคหน้าฟางเฉินมิอาจก้าวเข้าสู่ราชสำนักและมิอาจนำทัพได้อีก การละทิ้งวิถีบู๊มามุ่งสู่เส้นทางอักษรก็อาจช่วยเพิ่มบารมีให้แผ่นดินต้าเซี่ยได้บ้าง เ้าเป็อัจฉริยะในวิถีบู๊ หากเปลี่ยนมาฝึกปรือวิถีบุ๋นก็คงจะไม่ด้อยไปกว่าผู้ใดในที่แห่งนี้"
"ทูลองค์รัชทายาท ท่านเคยเห็นคนขายเนื้อที่ไหนร่ายบทกวีบ้างพ่ะย่ะค่ะ?" เย่ชิงเหออดที่จะหัวเราะออกมามิได้ วาจานั้นทำให้เกิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังระงมไปทั่วบริเวณ
ทว่าหัวคิ้วของแม่นางอวี้กลับขมวดมุ่นโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น นางจดจำใบหน้าของทุกคนที่ส่งเสียงหัวเราะเยาะในวันนี้ไว้ในใจ โดยเฉพาะเถาอวี่และเย่ชิงเหอสองคนนั้น
ฟางเฉินรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มที เขาโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ "ข้ามาเพื่อซึมซับกลิ่นอายบทกวี มิได้มาเพื่อเสวนากับพวกเ้า รีบ ๆ เริ่มร่ายบทกวีกันเสียทีเถิด"
สีหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนไป องค์รัชทายาทเมื่อเห็นดังนั้นก็เลิกใส่ใจฟางเฉิน ทรงหันไปสรวลกับฝูงชนแทน "หัวข้อในวันนี้คือ 'สยบศัสตรา' ไม่ทราบว่าผู้ใดจะเริ่มร่ายมนต์อักษรเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเป็คนแรก?"
สิ้นคำสั่ง มีผู้หาญกล้าะโออกมาทันที เขาขับขานบทกวีที่เตรียมมาอย่างคล่องแคล่ว เรียกเสียงปรบมือชื่นชมได้ทั่วทั้งงาน ทว่าในใจฟางเฉินกลับพึมพำว่า "ไร้สาระสิ้นดี" ก่อนจะยิ้มพลางปรบมือตามไป แต่สายตากลับลอบสังเกตเหล่าผู้ติดตามที่องค์รัชทายาทพามาอย่างเงียบเชียบ
ขณะที่บทกวีสยบศัสตราถูกร่ายออกมาทีละบท บรรยากาศในงานก็พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด ไม่มีใครสนใจการคงอยู่ของฟางเฉินอีกต่อไป ทุกคนต่างกระหายที่จะสร้างชื่อให้ตนเอง เพื่อให้เป็ที่ประทับใจแก่รัชทายาท หวังผลในการก้าวหน้าบนเส้นทางขุนนางในอนาคต
ผู้ติดตามของพระองค์ล้วนเป็นักรบ พลังสูงสุดอยู่เพียงระดับเป้าชี่ขั้นสูงสุดเท่านั้น ยังไร้ร่องรอยของลัทธิโลหิติญญา ทว่า... ั์ตาของฟางเฉินฉายแววเ้าเล่ห์ ยามนี้คนของเขาเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว วันนี้จะได้รู้กันเสียทีว่านักพรตเฒ่าผู้นั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับองค์รัชทายาทเพียงใด หากรัชทายาทเกี่ยวข้องกับลัทธิมารจริง ๆ เื่นี้จะสั่นคลอนไปถึงรากฐานของแผ่นดิน
"ควบอาชาหุ้มเกราะทะยานสู่ยอดคีรี บรรพตสามแดนฝังร่างเหล่าวีรชน ภารกิจเดิมสิ้นสลายไปตามเปลวเพลิงา เหลือเพียงคราบน้ำตาคนข้างหลังที่ชุ่มโชกอาภรณ์"
"กวีชั้นเลิศ!" เสียงโห่ร้องชื่นชมบทกวีของเถาอวี่ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย "สมกับที่เป็ยอดนักปราชญ์อันดับหนึ่ง! บทกวีนี้ทำให้ข้าเห็นภาพิญญาวีรชนที่คร่ำครวญ!"
"พี่เถา หากวันหน้าท่านได้ก้าวเข้าสู่ราชสำนัก ท่านต้องนำพาต้าเซี่ยไปสู่การสยบศัสตราที่แท้จริง เหมือนแคว้นกู่เหอของพวกเราที่ไร้ามานับร้อยปี!"
เถาอวี่ยิ้มอย่างสง่างามพลางโบกพัดจีบในมือ ทว่าสายตากลับจดจ้องไปที่ฟางเฉิน บทกวีนี้จงใจเหน็บแนมอย่างชัดเจน ทุกคนต่างดูออกและหันมามองฟางเฉินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นและดูิ่ธิดาเทพเซียวมองไปที่ฟางเฉินด้วยความคาดหวังลึก ๆ ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป? การที่เถาอวี่ร่ายกวีนี้ต่อหน้าฟางเฉิน มันคือการตราหน้าว่าเขาเป็เพชฌฆาตอำมหิต!
แม่นางอวี้เหลือบมองเถาอวี่คราหนึ่งด้วยสายตาประหลาด เถาอวี่ที่สังเกตเห็นก็ลิงโลดใจ คิดว่าบทกวีของตนคงจะกุมหัวใจโฉมงามผู้นี้ได้แล้ว "แม่นางอวี้ เ้าคิดว่าบทกวีของพี่เถาเป็อย่างไรบ้าง?" รัชทายาทตรัสถาม
"ขอแม่นางอวี้โปรดชี้แนะด้วย" เถาอวี่ประสานมืออย่างนอบน้อม ทุกคนต่างเบิกตาโพลง รอฟังคำวิจารณ์จากปากยอดโฉมงาม
"บทกวีนี้รึ... ไร้สาระสิ้นดี" แม่นางอวี้กล่าวออกมาด้วยสีหน้าจริงจังหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง ฝูงชนต่างพากันชะงักงัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความมึนงง ว่าตนรับฟังผิดไปหรือแม่นางอวี้กล่าวผิดกันแน่?
ใบหน้าของเถาอวี่พลันแข็งค้าง แม้แต่รัชทายาทเองก็สีหน้าเปลี่ยนไป ทว่าพระองค์ยังทรงคุมสติได้รีบตรัสขึ้นเสียงเรียบ "แม่นางอวี้ วาจานี้หมายความว่าอย่างไร? ข้ากลับเห็นว่าบทกวีของเถาอวี่พรรณนาถึงความทุกข์เข็ญของาได้จับใจนัก"
"ทูลองค์รัชทายาท ผู้น้อยรู้เพียงว่ายามนี้แผ่นดินต้าเซี่ยกำลังตกอยู่ในอันตราย การวาดฝันจะสยบศัสตราเพียงฝ่ายเดียว จะกลายเป็จุดอ่อนให้ศัตรูเข้าขย้ำเอาได้" แม่นางอวี้เผยรอยยิ้มบาง ๆ
"ต่อหน้าศัตรูที่อำมหิต ราษฎรชาวต้าเซี่ยควรจะเผยเขี้ยวเล็บ ทุกคนควรผันตัวเป็เพชฌฆาต กวัดแกว่งดาบเด็ดหัวศัตรู ถือกะบี่ทลายทัพข้าศึกให้ย่อยยับ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่จะทำให้ศัตรูขลาดกลัวจนมิกล้ารุกรานแผ่นดินเราอีก เมื่อนั้นความสงบสุขที่แท้จริงจึงจะบังเกิด"
บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงทันที ธิดาเทพเซียวอดมิได้ที่จะมองแม่นางอวี้ด้วยสายตาชื่นชมว่าสตรีผู้นี้ช่างมองโลกได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก
สีหน้าขององค์รัชทายาทเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ หัวข้อในวันนี้คือ "สยบศัสตรา" แต่นึกไม่ถึงว่าโฉมงามที่ทรงเชิญมากลับมีใจฝักใฝ่า! นี่เท่ากับเป็การตบพระพักตร์ของพระองค์อย่างรุนแรงต่อหน้าธารกำนัล
"แต่ถ้าเป็เช่นนั้น... เหล่าทหารกล้าที่าเ็ล้มตาย จะไปเรียกหาความเป็ธรรมได้จากผู้ใด?" เถาอวี่ค่อย ๆ เอ่ยปาก สายตาจ้องเขม็งไปที่ฟางเฉิน
แม่นางอวี้หันไปสบตาเขา "ยามศัตรูรุกราน ราษฎรที่ถูกเข่นฆ่าล้มตายจะไปเรียกหาความเป็ธรรมจากผู้ใดเล่า? จากท่านหรือ... คุณชายเถา?"
เหล่านักปราชญ์จากสามแคว้น กู่เหอ หลงตู้ และอี๋โจว ต่างพากันตกตะลึงกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด สตรีผู้หนึ่งนามว่าหลงฮุ่ยซิน จากตระกูลอันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิกู่เหอเอ่ยขึ้น "แม่นางอวี้ วาจาท่านผิดเพี้ยนนัก หากต้าเซี่ยไม่ปรารถนาจะรบพุ่งย่อมไม่มีศัตรู แคว้นกู่เหอของข้าทำเช่นนี้จึงสามารถครองความสงบมาได้นับร้อยปี"
กล่าวจบนางก็หันไปทางองค์รัชทายาท "ทูลองค์รัชทายาท การที่พระองค์ทรงเชิญสตรีจากย่านเริงรมย์มาร่วมงานประชันกวี เกรงว่าจะทำให้สถานที่แห่งนี้ต้องแปดเปื้อนพ่ะย่ะค่ะ" ทุกคนพากันเงียบกริบ
แม่นางอวี้มองหลงฮุ่ยซินด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่าในตอนนั้นเอง ฟางเฉินกลับเหลือบมองไปยังหลงฮุ่ยซินแล้วกล่าวขึ้นเสียงนุ่ม "แคว้นกู่เหอของพวกเ้ามีประชากรเพียงสิบล้านเศษ อาศัยอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลความเจริญ ทว่ากลับสายแร่ธาตุอันมหาศาล"
"ทุกปีเ้าต้องส่งบรรณาการแร่ธาตุถึงเจ็ดส่วนให้แก่อาณาจักรระดับแปด เพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครอง ด้วยเหตุนี้พวกเ้าถึงได้มี 'ความสงบ' ที่ไร้ามานับร้อยปี"
เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ น้ำเสียงของฟางเฉินก็แปรเปลี่ยนเป็เฉียบคมและดุดันขึ้นหลายเท่า "ทว่า... การกระทำเช่นนี้กลับทำให้เหล่าชนชั้นสูงของพวกเ้าได้เสวยสุขบนกองเงินกองทอง ในขณะที่ราษฎรภายใต้ปกครองกลับต้องอดมื้อกินมื้อ อาภรณ์ขาดวิ่นไม่สู้ลมหนาว มีความสงบแต่ไร้ซึ่งความเจริญรุ่งเรือง... เช่นนั้นแล้ว ความสงบจอมปลอมของพวกเ้าจะมีประโยชน์อันใด?"