เล่ห์รักโจรร้าย

    ตอนที่ 27: ของกำนัลจากจอมโจร

    แสงจันทร์เสี้ยวลอดผ่านหน้าต่างฉลุลาย วาดเงาตะกอนบนพื้นไม้สักอันหรูหรา เว่ยหลิงนั่งนิ่งดุจแกะสลักหน้ากระจกเงาทองคำเปลว มือขาวนวลลูบไล้ผิวคอที่ยังคงรู้สึกร้อนผ่าวจากรอยจูบเมื่อคืนก่อน

     

    สามวันแล้วที่เหตุการณ์ในสวนลับไม่ยอมหลุดไปจากความฝัน ความทรงจำของการสัมผัสที่เขาให้นางในห้องสมุด ความเสี่ยงที่เกือบถูกจับได้ และคืนที่นางลอบไปหาเขาในเรือนคนสวน ทุกอย่างเหล่านั้นเป็นเหมือนพิษร้ายที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในเลือดเนื้อ ทำให้นางคิดถึงเขาทุกลมหายใจ

     

    เธอจ้องมองเงาสะท้อนของตน—สาวงามผู้สูงศักดิ์ ผู้เป็นที่หมายปองของบุตรหลานขุนนางนับสิบ—แต่บัดนี้กลับกลายเป็นหญิงที่แอบกระสันความสัมผัสของชายชราผู้ต่ำต้อย ความคิดนี้ทำให้แก้มแดงเรื่อ ไม่ใช่ด้วยความอายอย่างบริสุทธิ์ แต่เป็นอาการละอายใจที่ปนเปกับความเสียวซ่านอันไม่อาจปฏิเสธได้

     

    ในกระจกเงา นางเห็นตัวเองที่เปลี่ยนไป ดวงตาที่เคยใสซื่อบัดนี้มีแววลึกลับซ่อนอยู่ ริมฝีปากที่เคยบริสุทธิ์บัดนี้ดูเย้ายวนขึ้น ราวกับร่างกายของนางเองก็รู้ว่าได้ลิ้มรสความสุขที่ห้ามแล้ว และกำลังโหยหาอีกครั้ง

     

    นางยกมือขึ้นสัมผัสริมฝีปากตัวเอง จำได้ถึงความรู้สึกของปากเขาที่กดทับ ลิ้นที่เต้นรำกับลิ้นของนาง และเสียงครางที่นางไม่สามารถกลั้นได้ในขณะที่เขาทำให้นางรู้จักความสุขที่ไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง

     

    "คุณหนู..." เสียงกระซิบจากด้านนอกห้องทำให้เธอสะดุ้ง

     

    หลิงเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิท ยืนอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางกระวนกระวาย ดวงตาเล็กๆ มองไปมาอย่างระแวดระวัง "ท่าน... ท่านลุงคนสวน ขอเข้าเฝ้าค่ะ"

     

    หัวใจเว่ยหลิงเต้นรัว เสียงของหลิงเอ๋อร์ทำให้ความคิดที่กำลังจมอยู่ในความทรงจำหวนกลับมาสู่ความเป็นจริง นางรู้ว่าหลิงเอ๋อร์เริ่มสงสัยแล้ว สาวใช้คนสนิทที่เคยรู้จักนางดีที่สุดเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในท่าทาง ในสายตา และในรอยยิ้มลึกลับที่ปรากฏบนใบหน้าของนางเป็นครั้งคราว

     

    มือไม้สั่นระรัวขณะรวบเสื้อคลุมกำมะหยี่ให้แน่นขึ้น "ให้... ให้เขารอเดี๋ยว"

     

    "ท่านบอกว่ามีของสำคัญจาก... จากบรรพบุรุษของคุณหนูค่ะ" หลิงเอ๋อร์ลดเสียงลง ดวงตาเล็กๆ แวววาวด้วยความอยากรู้ "ท่านถือกล่องไม้แกะสลักมาด้วย ดูเก่าแก่มาก"

     

    เว่ยหลิงรู้สึกถึงความผิดปกติในคำพูดของหลิงเอ๋อร์ สาวใช้คนนี้ไม่เคยสนใจเรื่องของขวัญหรือของที่ระลึก แต่วันนี้กลับพรรณนาถึงกล่องไม้อย่างละเอียด ราวกับต้องการให้นางรู้ว่าของที่ลู่เฟิงนำมานั้นไม่ธรรมดา

     

    "ข้าเข้าใจแล้ว" เว่ยหลิงตอบ พยายามทำเสียงให้ฟังดูเป็นปกติ "บอกท่านว่าข้าจะออกไปพบในสักครู่"

     

    เมื่อประตูเปิดออก ลู่เฟิงในคราบคนสวนเฒ่าก้าวเข้ามาด้วยท่าทางค่อมหลัง ผิวหนังย่นที่พับคล้ำจากการแต่งหน้าด้วยวิชาปลอมแปลงโฉม ดวงตาที่เคยเย็นชาราวน้ำแข็งในยามเป็นจอมโจร บัดนี้แฝงไว้ด้วยแววอ่อนโยนอันคำนวณไว้เป็นอย่างดี

     

    แต่เว่ยหลิงรู้ดีว่าใต้การปลอมแปลงนั้นคือร่างกายที่เธอคุ้นเคยแล้ว ร่างกายที่ทำให้เธอรู้จักความสุขที่แท้จริง และดวงตาที่มองเธอด้วยความปรารถนาที่ไม่มีวันดับ

     

    ในมือทรงกล่องไม้จันทน์แกะสลักลายมังกรซ่อนเมฆ งานฝีมือที่ดูเก่าแก่ยิ่งกว่าอายุของเขาเสียอีก ลายแกะสลักซับซ้อนและประณีต บอกได้ว่าเป็นของมีค่ามาก ไม่ใช่สิ่งที่คนสวนธรรมดาจะมีได้

     

    "ท่าน..." เว่ยหลิงลุกขึ้นยืนด้วยอาการไม่สบายตัว หัวใจเต้นแรงเมื่อได้เห็นเขาอีกครั้ง แม้จะอยู่ในคราบตาเฒ่า แต่นางยังรู้สึกถึงเสน่ห์ที่ดึงดูดนางได้ "ท่านมาเวลานี้ไม่เหมาะ หากผู้ใดเห็นเข้า—"

     

    "ไม่มีผู้ใดเห็น" เสียงแหบพร่าของชายชราดังกังวานกว่าที่ควร ในเสียงนั้นมีความมั่นใจที่บอกว่าเขาคำนวณทุกอย่างมาแล้ว "หลิงเอ๋อร์เฝ้าอยู่หน้าประตูแล้ว และข้า... ข้าไม่อาจรอได้อีก"

     

    คำพูดสุดท้ายนั้นทำให้เว่ยหลิงสั่นเทา เธอได้ยินความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูด—เขาคิดถึงเธอเหมือนกับที่เธอคิดถึงเขา เขาก็โหยหาการสัมผัสของเธอเช่นเดียวกับที่เธอโหยหาเขา

     

    เขาวางกล่องไม้บนโต๊ะเครื่องแป้ง มือหยาบกร้านจากการทำสวนลูบไล้ผิวกล่องอย่างอ่อนโยน ฝาปรุเปิดออกด้วยเสียงอันแหบแห้ง แสงเทียนสะท้อนบนสิ่งที่วางอยู่ภายในทำให้เว่ยหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก

     

    สร้อยคอทองคำฝังพลอยสีเลือดหมูขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว เรียงรายเป็นกลีบดอกกุหลาบบาน พลอยแต่ละเม็ดเรืองแสงราวกับมีชีวิต สีแดงเข้มที่ดูคล้ายหยดเลือดแห้ง งานฝีมือประณีตจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่จริง

     

    "นี่..."

     

    "ของขวัญจากบรรพบุรุษของเจ้า" ลู่เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาเฒ่าจ้องมองใบหน้าของเธออย่างไม่วางตา "ห้าสิบปีก่อน คุณปู่เว่ยผู้เป็นที่รักของข้า ฝากสิ่งนี้ไว้กับข้า เพื่อรอวันที่เจ้าจะเติบใหญ่เป็นสตรีงดงาม"

     

    เว่ยหลิงยื่นมือสั่นไปสัมผัสพลอยสีเลือด ความเย็นแผ่ซ่านเข้าเนื้อ ทำให้เธอสะดุ้ง พลอยเหล่านั้นเย็นยะเยือกผิดปกติ ราวกับเก็บความเย็นของความตายไว้ข้างใน "ท่าน... ท่านรู้จักคุญปู่ของข้า?"

     

    "รู้จัก?" ลู่เฟิงยิ้มยาก รอยย่นบนใบหน้าปลอมยิ่งดูลึกซึ้ง ในรอยยิ้มนั้นมีความทรงจำที่เจ็บปวดและความลับที่ฝังลึก "ข้าเคยเป็นคนสวนหนุ่มของท่าน เมื่อครั้งท่านยังเป็นเพียงบุตรชายตระกูลรอง เรา... เราเคยแบ่งปันความลับกันมากมาย"

     

    เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย ราวกับกำลังเล่าเรื่องที่เจ็บปวดแต่ก็หวานใจ เว่ยหลิงรู้สึกได้ว่าเขาไม่ได้โกหก มีอะไรบางอย่างในอดีตที่เชื่อมโยงเขากับตระกูลของเธอ

     

    เขายกมือขึ้นหยิบสร้อยคออย่างช้า ๆ ให้แสงเทียนส่องผ่านพลอยสีเลือด แสงที่ผ่านพลอยกลายเป็นสีแดงเข้มเข้มที่ทำให้ห้องดูเหมือนถูกย้อมด้วยเลือด "เห็นไหม? สีนี้... พวกเขาเรียกว่า 'น้ำตาของหญิงผู้ถูกทอดทิ้ง' ตำนานเล่าว่า หญิงสูงศักดิ์ผู้หนึ่งในวังหลวง ร้องไห้จนเลือดกลายเป็นหิน เมื่อถูกพระสวามีสละให้กับศัตรู"

     

    เว่ยหลิงรู้สึกหนาวเหน็บวิ่งไปตามสันหลัง ตำนานนั้นฟังดูเศร้าสร้อยและน่ากลัว แต่ก็มีความงดงามที่แปลกประหลาด เหมือนกับความรักที่เธอมีให้เขา—งดงามแต่เต็มไปด้วยอันตราย

     

    เสียงของเขาลดลงเป็นภาษากระซิบ "ความรักที่ถูกห้าม มักงดงามที่สุด เจ้าเข้าใจไหม?"

     

    คำพูดนั้นแทงใจเว่ยหลิงเหมือนใบมีด เธอเข้าใจดีเกินไป ความรักของเธอกับเขาคือความรักที่ถูกห้าม ถ้าใครรู้ เธอจะถูกขับไล่ หรืออาจถูกประหารชีวิต แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น

     

    "ข้า... ข้าไม่อาจรับของมีค่าเช่นนี้" เว่ยหลิงถอยหลังครึ่งก้าว แต่หลังกระทบขอบโต๊ะ ทำให้เธอไม่สามารถถอยไปไหนได้อีก

     

    "เจ้าต้องรับ" ลู่เฟิงก้าวเข้ามาใกล้ ระยะห่างที่ละเมิดมารยาททุกประการ กลิ่นสมุนไพรแห้งผสมกลิ่นไม้เก่าและอะไรบางอย่างที่ดิบเถื่อนกว่านั้นลอยมาถึงจมูกเธอ กลิ่นที่เธอจำได้จากคืนนั้นในสวนลับ และจากทุกครั้งที่เขาสัมผัสเธอ "เพราะนี่ไม่ใช่แค่ของกำนัล แต่เป็นคำสั่งเสียของผู้ล่วงลับ"

     

    เขายื่นมือที่หยาบกร้านจากการทำสวนมาหลายสิบปี—แต่ที่แท้คือฝ่ามือที่ฆ่าคนนับไม่ถ้วน—ประคองคางของเธอให้เงยขึ้น ผิวสัมผัสของเขาอุ่นและหยาบ แต่การสัมผัสนั้นทำให้เธอสั่นเทาด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจปฏิเสธ "และที่สำคัญ... ข้าต้องการสวมมันให้เจ้าด้วยตนเอง"

     

    "ท่าน!" เว่ยหลิงสะดุ้ง แต่ไม่กล้าหลบ ดวงตาจ้องมองใบหน้าเขาที่ใกล้เข้ามา เธอเห็นรายละเอียดของการปลอมแปลง เห็นรอยต่อของหน้ากากที่เขาใส่ และเห็นดวงตาที่แท้จริงซึ่งเต็มไปด้วยความปรารถนาที่มีต่อเธอ

     

    "หมุนหลังให้ข้า" คำสั่งนั้นนุ่มนวลดั่งรำพึง แต่แฝงน้ำหนักที่ไม่อาจปฏิเสธ "อย่ากลัว หลิงเอ๋อร์เฝ้าอยู่ ไม่มีผู้ใดเข้ามาได้"

     

    มือบางสั่นระรัวขณะหมุนตัว เว่ยหลิงรู้สึกได้ถึงลมหายใจของชายชราที่พัดเบา ๆ ที่ท้ายทอย ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาแผ่มาถึงหลังของเธอ ทำให้เธอนึกถึงคืนที่เขาอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขน คืนที่เธอได้รู้จักความสุขที่แท้จริงครั้งแรกในชีวิต

     

    ลู่เฟิงยกสร้อยคอขึ้น ให้โลหะเย็นชื้นสัมผัสผิวคอขาวนวล เว่ยหลิงสั่นเทาเมื่อรู้สึกถึงความเย็นของทองคำที่สัมผัสผิวหนัง และความหนักของพลอยที่จะห้อยอยู่ที่อก

     

    "คุณปู่ของเจ้า... เคยเล่าให้ข้าฟังว่า" เสียงแหบกระซิบขณะมือหยาบลูบไล้รอบคอเพื่อจัดสร้อยให้ตรง นิ้วมือของเขาสัมผัสผิวหนังอย่างช้า ๆ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีไฟลุกไหม้ใต้ผิวหนัง "สตรีในตระกูลเว่ย มีผิวพรรณงดงามดั่งดอกบัวหลวง แต่ที่งดงามที่สุดคือ... ตรงนี้"

     

    ปลายนิ้วลากเบาจากกระดูกไหปลาร้าลงมาจนถึงหัวใจที่เต้นระรัว การสัมผัสนั้นเบาเหมือนปีกผีเสื้อ แต่ทำให้เว่ยหลิงรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า ร่างกายสั่นเทาด้วยความปรารถนาที่ปะทุขึ้นทันที

     

    เว่ยหลิงกัดริมฝีปากจนแทบแตก ไม่กล้าขยับ ไม่กล้าหายใจ ร่างกายตึงเครียดดั่งสายพิณที่กำลังจะขาด เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นจากร่างกายของเขาที่อยู่ใกล้ ๆ รู้สึกถึงลมหายใจที่พัดใส่ท้ายทอย และรู้สึกถึงความปรารถนาของเขาที่แผ่ออกมาเป็นคลื่น

     

    "หัวใจเจ้าเต้นแรง" ลู่เฟิงกระซิบที่ข้างหู ริมฝีปากแห้งกร้านแตะใบหูบางเบา ทำให้เธอสั่นเทาจนแทบยืนไม่ไหว "เหมือนคืนนั้นในสวน... เมื่อดอกบัวหลวงบานรับหมอก"

     

    ความทรงจำของคืนนั้นหวนกลับมา ความรู้สึกของปากเขาที่จูบเธอ มือที่เล้าโลมร่างกายจนเธอเสียวซ่าน และเสียงครางของเธอเองที่ดังออกมาในความเงียบของสวน เว่ยหลิงรู้สึกเหมือนร่างกายของเธอกำลังละลายไปในความทรงจำนั้น

     

    "ท่านอย่า..." เสียงเว่ยหลิงสั่นเครือ ความกลัวและความปรารถนาปะทะกันในใจ "หาก... หากผู้ใดรู้เข้า..."

     

    "ไม่มีผู้ใดรู้" ลู่เฟิงหมุนตัวเธอกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาเฒ่าที่แท้จริงฉายแววเย็นยะเยือกของจอมโจร แต่เมื่อมองเธอ กลับมีความอ่อนโยนที่แปลกประหลาด "นอกจากเจ้ากับข้า และเราจะไม่บอกผู้ใด"

     

    เขายกมือขึ้นจับสร้อยคอที่ห้อยอยู่ระหว่างอกเธอ นิ้วหยาบลูบพลอยสีเลือด ทำให้พลอยเรืองแสงในแสงเทียน "แต่เจ้าต้องสาบาน"

     

    "สาบาน?" เว่ยหลิงถามด้วยเสียงสั่น เธอรู้สึกได้ว่าคำนี้มีน้ำหนักมากกว่าที่ฟังดู

     

    "สาบานว่าจะไม่ถอดสร้อยนี้ จนกว่าข้าจะอนุญาต" น้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาจ้องมองเธออย่างไม่วางตา "สาบานว่าจะเก็บความลับของเราไว้ แม้ต่อหน้าพระเจ้าแผ่นดิน"

     

    เว่ยหลิงจ้องมองดวงตานั้น มองหาความจริงใจที่ไม่มีอยู่ แต่พบแต่ความมืดมิดที่ดูดกลืนจิตวิญญาณเธอเข้าไป เธอรู้ดีว่าคำสาบานนี้คืออะไร—เป็นโซ่ตรวน เป็นกุญแจมัดจิต และเป็นตราทาสที่เธอยินยอมรับด้วยตนเอง

     

    แต่เธอก็รู้ว่าไม่สามารถปฏิเสธได้ ไม่ใช่เพราะเขาบังคับ แต่เพราะเธอต้องการ เธอต้องการเป็นของเขา ต้องการให้เขาเป็นของเธอ แม้จะเป็นความลับที่ต้องซ่อนไว้ตลอดไป

     

    "ข้า... ข้าสาบาน" เสียงแหบพร่า แต่มั่นคง "ข้าสาบานต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ว่าจะไม่ถอดสร้อยนี้จนกว่าท่านจะอนุญาต และจะเก็บความลับของเราไว้ แม้จะต้องตายก็ตาม"

     

    ลู่เฟิงยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ถึงตา แต่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ "ดี"

     

    เขายกมือขึ้นจับหน้าเธอไว้ระหว่างฝ่ามือทั้งสอง ท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ใจดีปลอบประโลม แต่แรงกดดันบอกว่านี่คือการประกาศเจ้าของ "จูบพลอยนี้สิ เพื่อผนึกคำสาบาน"

     

    เว่ยหลิงหลับตาลง ริมฝีปากสั่นระรัวจรดที่พลอยสีเลือดหมูอันเย็นยะเยือก ความเย็นของหินแผ่ซ่านเข้าไปในร่างกาย ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังจูบกับความตาย แต่ก็เป็นความตายที่งดงาม ในขณะที่ลู่เฟิงก้มลงมากระซิบที่ศีรษะของเธอ

     

    "ตอนนี้ เจ้าเป็นของข้าแล้ว ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่ทั้งหัวใจและวิญญาณ"

     

    คำพูดนั้นทำให้เว่ยหลิงสั่นเทา ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความพึงพอใจที่แปลกประหลาด เธอรู้สึกเหมือนได้พบกับชะตากรรมของตัวเอง ได้พบกับสิ่งที่เธอถูกสร้างมาเพื่อเป็น

     

    เมื่อประตูปิดเบา ๆ เว่ยหลิงยังคงยืนนิ่งอยู่หน้ากระจก มือไม้ลูบสัมผัสสร้อยคอที่หนักอึ้งยิ่งกว่าโซ่ตรวน แต่ก็งดงามยิ่งกว่าเครื่องประดับใด ๆ ที่เธอเคยสวมมา

     

    ในภาพสะท้อน เธอเห็นตนเอง—สาวงามในชุดกำมะหยี่สีคราม สร้อยคอทองคำเรืองแสงที่คอขาว ดวงตาที่เคยใสซื่อบริสุทธิ์บัดนี้มัวหมองด้วยความลับอันโสมม พลอยสีเลือดหมูส่องแสงแดงเข้มในแสงเทียน ราวกับหัวใจที่เต้นอยู่นอกร่างกาย

     

    แต่ที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นคือ เงาที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังเธอในกระจก

     

    ไม่ใช่เงาของลู่เฟิง—เขาจากไปแล้ว—แต่เป็นเงาของตัวเธอเอง ที่กำลังยิ้มอย่างแปลกประหลาด ยิ้มด้วยความพึงพอใจที่เธอไม่รู้ว่ามาจากไหน เงาในกระจกดูเหมือนจะมีชีวิตของตัวเอง ยิ้มด้วยความลับที่หวานใจและอันตราย

     

    เว่ยหลิงยกมือขึ้นสัมผัสพลอยอีกครั้ง ความเย็นยังคงแผ่ซ่าน แต่บัดนี้เธอรู้สึกเหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของเธอแล้ว เป็นเครื่องหมายที่บอกว่าเธอเป็นของใคร และเป็นใคร

     

    "ข้าจะเก็บไว้ตลอดไป" เธอกระซิบกับเงาสะท้อน ไม่แน่ใจว่าหมายถึงสร้อยคอ หรือความลับ หรือความรู้สึกที่ไม่ควรมี "ตลอดไป... จนกว่าจะตาย"

     

    เงาในกระจกยิ้มกว้างขึ้น ราวกับพึงพอใจในคำสาบานนั้น และเว่ยหลิงก็ยิ้มตาม รู้ว่าตัวเองได้เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนจากหญิงสาวบริสุทธิ์เป็นหญิงที่มีความลับ เป็นหญิงที่เป็นของจอมโจร และเธอก็ไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย