พัดผ่านรัก [ พู่ไหม ]

    บทที่ 10 [ 3 ]

            วาตีทักทายและปลอบอกปลอบใจอยู่พักหนึ่ง จึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า...ยังไม่เห็นหน้าเจ้าของเสียงผู้ชายนามว่าชลลี่ที่คุยทางโทรศัพท์กับหล่อนเมื่อสักครู่ใหญ่ตอนที่ขับรถ

            “ว่าแต่ชลลี่เพื่อนของแกไปไหนเสียล่ะ เมื่อกี้เขาโทร.หาฉันแล้วคุยแปลกๆอยู่เหมือนกันนะทีแรกฉันก็นึกว่าแกจะโทร.มาอำเหมือนตอนโน้นซะอีก”

            พีรดานิ่วหน้าคิ้วเรียวโก่งยับย่น “จะบ้าเหรอฉันไม่เคยให้เบอร์แกกับชลลี่เลยนะ แล้วเพื่อนของฉันเขาจะโทร.หาแกทำไมก็เขาเพิ่งจะเดินออกไปจากร้านก่อนแกจะมาถึงไม่เกินห้านาทีบอกว่าจะออกไปหาแฟนใกล้ๆตรงนี้ แล้วก่อนหน้าเขาก็นั่งอยู่กับฉันตลอดไม่ได้โทรศัพท์หาใครสักหน่อย...ฉันว่าแกโดนผู้ชายคนอื่นโทร.มาอำแล้วละ”

            ผู้ชายคนอื่น...ใครกันนะ?

            หล่อนขบคิดไม่แตกในช่วงนาทีนี้จำต้องปล่อยวางแล้วรีบเข้าเรื่องถึงการอยากพบชลธีในวันนี้ด้วยการเอ่ยถึงบุคคลที่สามด้วยท่าทางกระซิบกระซาบ

            “เรื่องใครโทร.มาหาฉันช่างมันเถอะ แต่ฉันถามเรื่องของเพื่อนแกที่ชื่อชลลี่หน่อยสิ”

            “ทำไมเหรอ...แกนี่ท่าทางแปลกๆทำไมอยากรู้จักเพื่อนฉันคนนี้นัก”

            วาตีจึงอธิบายถึงงานเขียนนิยายของหล่อนแบบรวบรัดตัดความเล่าถึงสิ่งที่ต้องทำคร่าวๆก่อนจะเน้นหนักถึงสิ่งที่หล่อนกำลังตั้งคำถามและมีความสงสัยอยู่ในหัว

            “ทำยังไงฉันถึงจะรู้ว่าผู้ชายคนไหนเป็นเกย์หรือไม่เป็นล่ะเรื่องนี้แหละที่ฉันกำลังกลุ้ม ก็เลยคิดว่าเพื่อนของแกคนนี้อาจจะช่วยฉันได้”

            ตอนนี้พีรดากำลังตกอยู่ที่นั่งเดียวกับหล่อนในเรื่องของความรัก...น่าจะหัวอกเดียวกันดังนั้นเมื่อหล่อนมีคำถามเกิดขึ้น พีรดาจึงพยักหน้าเป็นเชิงรับทราบพร้อมกับออกปากว่า

            “ฉันว่าชลลี่น่าจะพอช่วยแกได้บ้างไม่มากก็น้อยหวังแต่ว่านายแบบคนนั้น คงจะไม่เข้าข่ายเดียวกับแฟนเก่าแกกับแฟนฝรั่งของฉันแล้วกัน...ไม่งั้นคงเซ็งฉิบนั่นไง...ชลลี่มาพอดี”

            ชลลี่หรือชลธีเปิดประตูเข้ามาในร้านพร้อมกับที่เด็กคนเดิมนำแก้วน้ำส้มมาเสิร์ฟสองแก้วเมื่อวางลง วาตีจึงยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา แกล้งต่อว่าเด็กคนนั้น

            “ทำไมนานจังล่ะคะพี่ก็นึกว่าต้องไปเก็บผลส้มแถวบางมดซะอีก กว่าจะคั้นมาเป็นแก้วให้พี่ได้รอตั้งเกือบยี่สิบนาทีเชียวนะคะ...แล้วนี่แน่ใจหรือคะว่าแก้วนี้แพงที่สุดทำไมแก้วเล็กนิดเดียว”

            “สองแก้วนี้แพงที่สุดตามคำขอของน้าแล้วละครับ...เพราะว่าผมต้องจ้างแท็กซี่ขับรถไปซื้อที่โรงแรมโน่นแน่ะครับแก้วนี้เบ็ดเสร็จก็แก้วละพันครับสองแก้วก็สองพัน...เพราะว่าต้องเสียค่าแท็กซี่ไปกลับสองร้อยห้าสิบค่าน้ำส้มตกแก้วละห้าร้อย ส่วนอีกเจ็ดร้อยห้าสิบเป็นค่าเสียเวลาหรือที่เรียกว่าเซอร์วิสชาร์จครับ...น้าคงมีเงินจ่ายนะครับถ้าให้ดีก็ควรจ่ายทิปให้ผมด้วยนะครับ”

            เด็กหนุ่มผู้นั้นยิ้มยั่วอย่างมีชัยก่อนจะกลับเข้าไปข้างหลังร้าน...ทำให้วาตีที่โดนตอกหน้าหงาย ควันแทบจะออกหูมือสองข้างกำแน่นวางอยู่บนตัก ไม่นึกว่าจะเสียเหลี่ยมให้กับเด็กหน้าตาบ้านๆที่เป็นแค่เด็กรับจ้าง...ที่สำคัญเด็กนั่นอาจหาญเรียกคำนำหน้าหล่อนว่า...น้า

            ปรี๊ด!หล่อนอยากลุกขึ้นเหวี่ยงเหมือนนางเอกในนิยายนัก!

            แต่ก็ยอมอดทนหายใจเข้าออกแรงๆพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับชลธีซึ่งนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวที่ว่างมองเขาสลับไปมากับพีรดา แล้วจึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายผู้มาใหม่

            “สวัสดีค่ะคุณชล...ชลละ...เอ่อให้ฉันเรียกคุณว่าชลลี่ หรือว่าชลธีดีคะ”

            “เรียกผมว่าชลลี่เหมือนดาร์ลี่เพื่อนของคุณก็ได้ครับ...ว่าแต่มีเรื่องอะไรกันหรือครับทำไมเด็กคนนั้นถึงคิดค่าน้ำส้มคุณตั้งแก้วละพัน”

            เหมือนโดนตอกย้ำ...หล่อนจึงแก้เก้อจับหลอดดูดไปปื้ดหนึ่งก็ย่นคิ้วและเบ้ปาก “เปล่าหรอกค่ะ เด็กมันแค่หยอก”

            “แกนี่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะชอบพูดก่อนคิด แล้วก็ของขึ้นง่าย” พีรดาสำทับ

            ทว่าบทสนทนานั้นต้องยุติลงเมื่อวาตีเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “คุยเรื่องอื่นกันเถอะ...คุณชลลี่คะ เห็นยายน้องดาบอกว่าคุณไปหาแฟนมา”

            “ครับ...”

            วาตีไม่กล้าเอ่ยเข้าเรื่องตรงๆจึงได้แต่เลียบเคียงถามนั่นนี่ไปอย่างอ้อมโลกพร้อมกับสังเกตรูปร่างหน้าตาของชลธีไปในตัว...มองจากบุคลิกลักษณะภายนอกไม่มีวี่แววว่าเขาจะเป็นผู้ชายต้องสงสัยประเภทนั้นสักนิด ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าเข้มขำ คิ้วดกจมูกโด่ง มีตอหนวดและเคราเขียวครึ้มสวมเสื้อยืดกางเกงยีนธรรมดา ติดจะออกเซอร์ๆเสียด้วยซ้ำ

            ในที่สุดคนที่ต้องเป็นสะพานเชื่อมเรื่องราวจึงออกปากแทน...

            “คืออย่างนี้นะชลลี่ยายวาน่ะเป็นนักเขียน แล้วตอนนี้กำลังจะทำชีวิตของนายแบบคนนึงในรูปแบบนิยายซึ่งนายแบบคนนั้นมีข่าวว่าเป็นเกย์...เนื้อหาที่จะทำก็คือการแก้ข่าวให้นายแบบคนนั้นทีนี้ยายวาก็เลยอยากจะหาข้อมูลเกี่ยวกับคนอย่างแกน่ะชลลี่อยากรู้ว่าวิธีสังเกตผู้ชายที่เป็นเกย์ เขาดูกันยังไง”

            พูดจบเท่านี้ชลลี่ก็หัวเราะขำท่าทางที่แมนเต็มร้อยเมื่อครู่ก็หลุดออกมา...สัมผัสได้ว่ามีความนุ่มนิ่มอ่อนหวานเผยออกมาทางดวงตาและการเคลื่อนไหวของร่างกาย

            “นึกว่าเรื่องอะไรแต่ขอบอกก่อนนะครับ ว่าสมัยนี้อาจดูยากสักหน่อยว่าคนไหนเป็นหรือไม่เป็น...ใช่หรือไม่ใช่บางคนนี่ถึงขนาดมีลูกมีเมียแล้วก็ยังดูไม่ออก ดูยายดาร์ลี่เป็นตัวอย่าง”

                    ดวงตาของพีรดาหม่นแสงลงแวบหนึ่งแต่ก็ปรับตัวอย่างรวดเร็วเอื้อมมือไปหยิกแขนคนพูดเข้าหมับ “อย่ามัวแต่พล่ามเลยย่ะ แกมีวิธียังไงก็รีบบอกๆยายวาซะที”

                    เมื่อเห็นชลลี่เริ่มเป็นการเป็นงานวาตีจึงหยิบสมุดบันทึกจากกระเป๋าขึ้นวางบนโต๊ะ พลิกไปหน้ากระดาษที่ว่างจับปากกาเตรียมพร้อม...

                    แค่จดข้อแรกลงไปหล่อนก็แทบมือไม้สั่น...

                    แล้วที่ชลลี่เล่ามาเป็นคุ้งเป็นแควนั่นมันมีข้อพิสูจน์ที่หล่อนไม่รู้มาก่อนมากกว่า สี่สิบข้อขึ้นไปอีก...ถ้ามันต้องจับตาภูพัดด้วยข้อพิรุธเยอะขนาดนี้หล่อนจะไปรอดไหมนะ?

                    จนกระทั่งชลลี่พูดขึ้นว่า“เอาอย่างนี้ไหมครับคุณวาเดี๋ยวผมกับยายดาร์ลี่ จะพาไปนั่งด้อมๆมองๆแถวซาวน่าไปดูพฤติกรรมของผู้ชายที่ไม่ใช่ผู้ชายเขาไปแถวนั้นกัน เผื่อคุณวาจะได้เห็นลักษณะหลายๆอย่างจากคนพวกนั้นต่อไปตอนคุณวาคอยเฝ้าจับตาดูนายแบบคนนั้น ก็จะได้ฟันธงง่ายขึ้น”

                    “เอ่อ...ซาวน่า...แบบที่พวกเกย์เขาไปกันเหรอคะแล้วผู้หญิงจะเข้าไปได้เหรอคะ”

                    วาตีมองเห็นประกายตาของชลลี่เจิดแจ่มมากไม่มีเค้าความเป็นแมนอย่างหน้าตาและรูปร่างสักนิด...หล่อนไม่นึกสนุกเลยแต่พีรดานั่นปะไร กลับรีบยุยงส่งเสริม

                    “ก็ดีนะยายวา ฉันก็ไม่เคยไป”

                    วาตีรีบออกตัว“ไม่ดีหรอกไปที่แบบนั้น แล้วฉันกับแกก็เป็นผู้หญิงทั้งคู่นะ”

                    ชลลี่จึงยกมือขึ้นห้ามยุติคำโต้เถียงของหล่อน “ใครบอกว่าให้คุณวากับยายดาร์ลี่ไปในฐานะผู้หญิงละครับ...ผมจะให้ไปในฐานะกะเทยต่างหากครับ”

                    “กะเทย!!”เสียงของวาตีแหลมปรี๊ด จนผู้ชายที่นั่งในร้านหันมองขวับ

                    พีรดาหัวเราะคิกคักสีหน้าฉายแววตื่นเต้น ส่วนวาตีหน้าซีดเป็นไก่ต้มเฉดสีจากเครื่องสำอางยี่ห้อดังที่โบ๊ะหน้าเอาไว้ยังฉาบไม่อยู่แทบจะร่วงกราวเพราะความขัดเขิน

                    แต่ไม่รู้อะไรดลใจจึงลุกขึ้นตามชลลี่กับพีรดาอย่างว่าง่ายอาจเป็นเพราะส่วนลึกของจิตใจคงอยากทำอะไรแผลงๆดูบ้าง ไม่ว่าจะถูกหรือผิดจะบ้าบิ่นหรือดีร้ายอย่างไร แต่มันก็คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตแล้วถ้ามองในแง่ดี บางทีหล่อนอาจได้พล็อตนิยายเรื่องใหม่ประเภทที่นางเอกปลอมตัวเป็นกะเทยเข้าไปสืบความลับสักเรื่องก็เป็นได้

                    แต่ก่อนจะก้าวเท้าออกจากร้านหล่อนไม่ลืมเปิดกระเป๋าสตางค์หนังแก้วสีดำมีธนบัตรใบละพันสอดอยู่เกือบหนึ่งหมื่นบาท แต่หล่อนก็มองข้ามมองตาเด็กหนุ่มผู้ดั้นด้นไปเสาะหาน้ำส้มราคาแพงมาให้ เห็นท่าทางกวนประสาทของฝ่ายนั้นหล่อนจึงไหวไหล่และเบ้ปากตามประสา

                    แล้วก็หยิบธนบัตรสีแดงสองใบขึ้นมาจงใจวางกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังอย่างเอาเรื่อง

                    “ฉันให้สองร้อยแพงกว่าราคาที่ลงในเมนูตั้งหลายเท่า...ใครจะบ้าจ่ายตั้งสองพันเป็นค่าน้ำส้มกันแต่ถ้าไม่พอใจ จะไปเรียกตำรวจมาก็ได้นะฉันจะได้แจ้งข้อหากับนายซะเลยว่าร้านนี้ค้ากำไรเกินจริง”

                    หล่อนเหลือบตาไปมองน้ำส้มคั้นสองแก้วที่พร่องไปเพียงนิดเดียวเพียงแค่ชิมจากรสชาติหล่อนก็เดาได้ไม่ยากว่านี่ไม่ใช่น้ำส้มคั้นชั้นเลิศมาจากวิมานชั้นไหนของโรงแรมแต่มันเป็นแค่น้ำส้มหัวเชื้อที่อยู่ในขวดแก้วยี่ห้อหนึ่งที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดก่อนจะดื่มต้องนำมาผสมน้ำให้ปริมาณพอเหมาะ แค่ชิมลิ้มรสนิดเดียวหล่อนก็รู้แล้วว่าเด็กหนุ่มผู้นี้คิดจะย้อมน้ำส้นคั้นมาโก่งราคา

                    เรื่องอะไรจะยอมเสียค่าโง่...

                    พูดจบวาตีก็หมุนตัวกลับเดินเชิดหน้าอย่างมั่นใจแล้วก้าวฉับๆตามหลังเพื่อนอีกสองคนออกไปคิดแต่ว่า...คนอย่างหล่อน ไม่มีทางเสียเหลี่ยมเด็กกวนประสาทพรรค์นั้นหรอก

                    ก็เล่นบังอาจมาเรียกหล่อนว่า‘น้า’ ก่อนนี่นา

    //////////////////////////////////////////////////