ดูเหมือนว่าทุกสิ่งอย่างที่อยู่ภายใต้พลังงานทรงกลมที่หวอสิงควบคุมจะถูกกดทับด้วยน้ำหนักอันมหาศาล
เท่านั้นยังไม่พอ คิ้วของหนิงเทียนต้องขมวดเข้าหากันเมื่อมันสัมผัสได้ว่าคลื่นพลังงานเหล่านั้นกำลังรุกล้ำเข้ามายังร่างกายและจิตใจของมัน
อ๊ากกกก!!!
เสียงโหยหวนของรุ่นเยาว์คนหนึ่งที่มีสี่แก่นแท้พรสวรรค์ดังขึ้นมา ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวราวกับคนเสียสติ จากนั้นมันใช้สองมือวางลงไปกับพื้นและปล่อยหายใจยาวลึก มันพยามที่จะคลานกลับขึ้นมายืน
แต่ทว่าเมื่อหวอสิงเค้นเสียงขึ้นทางจมูกออกมา ฮึ!! พลังกดดันยิ่งทวีความหนักหน่วงและรุนแรงอีกเป็นสองเท่า มันส่งร่างของผู้เยาว์คนนั้นลงไปนอนแผ่แนบกับพื้น
“เกือบแล้ว เกือบแล้ว อีกนิดเดียวจิตวิญญาณเจ้าจะแตกสลายแล้ว”
หานปู้จิ้งพึมพำออกมาขณะที่มันพุ่งร่างไปแบกผู้เยาว์คนนั้นให้พ้นจากรัศมีของพลังงาน
เวลานี้ภายใต้พลังงานทรงกลมในระดับราชันย์ เหลือเพียงแค่ กวานซาง ซวนเป่ย เจี่ยซู เสี่ยวซวงและหนิงเทียน ห้าคนเท่านั้น
พวกมันทั้งห้าคนไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่สามารถยืนตัวตรงได้เลย ทั้งห้าคนอยู่ในลักษณะย่อเขาและหลังงอ
“ยอม...ยอม?? ไม่มีทาง ข้ากวานซางจะไม่ยอมคุกเขาให้ใครเด็ดขาด!!” เสียงคำรามของกวานซางดังออกมามันพยายามใช้มือดันสองเข่าให้ตั้งตรงเพื่อที่จะยืนอยู่เหนือคนอื่น
เจี่ยซูและซวนเป่ยที่เห็นกวานซางพยุงตัวขึ้นยืนตรงอีกครั้ง มันกัดฟันและใช้กำลังทั้งหมดเพื่อที่จะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ไม่มีใครยอมน้อยหน้ากวานซางแม้แต่คนเดียว
ในขณะที่หนิงเทียนมองรุ่นเยาว์ทั้งสามกำลังแข่งขันกันอยู่ ภายในใจของมันจู่ๆก็เกิดการสั่นไหวขึ้นมา เมื่อมันสัมผัสได้ว่าพลังงานที่รุกล้ำเข้ามาในจิตใจถูกศิลาผนึกทองในร่างดูดซับไปจนหมด
“พลังงานพวกนี้บริสุทธิ์หาได้เจือปนจิตสังหารเลยแม้แต่น้อย ตราบใดที่ศิลาผนึกทองยังคงแสดงอำนาจเช่นนี้อยู่ข้าแค่ต้องทนแรงกดทับจากภายนอกเท่านั้น
ส่วนเรื่องการคุกคามทางจิตใจ มันจะถูกศิลาผนึกทองซึมซับเข้าสู่ทะเลลมปราณทั้งหมด”
เมื่อคิดได้เช่นนี้หนิงเทียนปล่อยแรงขาให้ทรุดลงกับพื้นมันอยู่ในท่านั่งสมาธิ จากนั้นมันเริ่มจะปรับเปลี่ยนพลังงานที่ศิลาผนึกทองดูดเข้ามาให้กลายเป็นพลังงานบ่มเพาะเพื่อที่จะนำมาทะลวงระดับให้เข้าสู่แดนวีรชนขั้นที่สอง
ผ่านไปไม่นาน น้ำใสๆปรากฏบนใบหน้าและหน้าผากของหนิงเทียนอยู่หลายจุดแต่ทว่ามุมปากของมันกลับยกยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข จากนั้นมันเพียงส่งเสียงออกให้เสี่ยวซวงได้ยิน
“เสี่ยวซวงเจ้าไม่ต้องฝืนตัวเอง เจ้าอดทนมันเพียงห้าสิบลมหายใจเท่านั้น เมื่อครบแล้วจงรีบออกไปจากรัศมีพลังงานเหล่านี้โดยทันที” สิ้นคำกล่าวเปลือกตาของหนิงเทียนปิดลง
ในเวลาเดียวกัน ดูเหมือนว่าการแข่งขันของรุ่นเยาว์จะเหลือเพียงสี่คนเท่านั้น ทั้งสามหันมองไปยังสตรีที่พวกมันคาดไม่ถึงว่าจะสามารถทนทานและยืนอยู่ในจุดเดียวกับพวกมันได้
พร้อมกันนั้นกวานซางละสายตามองไปยังหนิงเทียนอย่างดูถูก“ข้ายอมตายเสียดีกว่าที่จะลดศักดิ์ศรีนั่งลงแนบพื้นเช่นนั้น” กวานซางกัดฟันแน่นมันพยายามส่งเสียงออกมาให้ดูเหมือนว่ามันกำลังอยู่ในอาการสบายๆ
“หนึ่งแก่นแท้พรสวรรค์ ถ้าไม่คว้าโอกาสนี้เอาไว้ มันก็เป็นได้เพียงขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น”
ซวนเป่ยไม่ยอมน้อยหน้า รีบกล่าวออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี
“ประมุขดูเหมือนว่าเราจะเมตตาเจ้าเด็กพวกนี้มากไปแล้ว มันถึงมีเวลาที่จะสนทนากันภายใต้แรงกดดันของพวกเราทั้งห้า” เลี่ยหรง กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“โฮะๆ ไม่ใช่พวกเรา ดูเหมือนว่าผู้คุมกฎเหล่าจะยังไม่ได้ส่งแรงกดดันอันใดเลย ผู้อาวุโสที่สองเองก็ใช้พลังเพียงแค่ดินแดนทรราชเท่านั้น” ผู้อาวุโสที่หนึ่งกล่าวขึ้น
“ดูจากทิฐิของเด็กพวกนี้แล้ว ความดื้อรั้นในตัวของพวกมันแต่ละคน มากเหนือกว่ารุ่นเยาว์ในปีอื่นๆ ข้าเกรงว่าพวกมันจะยอมตายมากกว่ายอมถูกสยบ
”ผู้อาวุโสที่สองกล่าวออกด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“พวกท่านอย่าได้ลืม เป้าหมายของการทดสอบจิตใจคือสลายความเย่อยิ่งของเด็กพวกนั้นทิ้ง ให้พวกมันได้รู้ถึงความแตกต่างของพลังและยอมศิโรราบพักดีแก่ดอยเทพอาคมของเรา”
หวอสิงกล่าวเตือนสติ ทั้งสี่พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง พวกมันโคจรพลังปราณในระดับราชันทรราชออกมาอีกครั้ง พร้อมกันนั้นเสียงร้องของรุ่นเยาว์ทั้งสามคนดังขึ้นมา
“อ๊ากก!!!!” “อั๊กกกกกก” รุ่นเยาว์ทั้งสามส่งเสียงร้องออกมาอย่างโหยหวน
แต่ทว่าก่อนที่เสี่ยวซวงจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันอันมหาศาล นางได้ใช้ท่าเท้าจันทราหวนเหยียบพื้นส่งร่างตัวเองออกไปจากรัศมีพลังงานตามที่หนิงเทียนได้เคยสั่งไว้
ภายใต้พลังงานในระดับราชันย์ เวลานี้กวานซางและซวนเป่ยไม่สามารถยืนตรงได้อีก มันคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น
ความมั่นใจและความหยิ่งทะนงถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี หนึ่งลมหายใจของพวกมันราวกับถูกหมื่นดาบพันกระบี่ทิ่มแทงไปทั่วร่างกาย
ความเจ็บปวดที่ส่งผลไปยังจิตใจทำให้พวกมันรู้สึกเหมือนว่า ความตายก็ไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากความทรมานนี้ได้
เพียงแค่ลมหายใจต่อมา ร่างอันเคยผยองด้วยเดชของกวานซาง และใบหน้าที่เคยดูถูกโลกเหล้าของซวนเป่ยแนบลงกับพื้นดิน ทำให้หานปู้จิ้งรีบทะยานร่างเข้ามาช่วยเหลือพวกมันทั้งสองทันที
ดูเหมือนว่าผู้ที่จะยืนหยัดได้เป็นคนสุดท้ายคือเจี่ยซูแต่ทว่าการจะก้าวผ่านหนึ่งลมหายใจนั้นยากลำบากจนแทบทำให้มันเสียสติ ยังคงเหลือเวลาอีก40ลมหายใจถึงจะครบกำหนด100ลมหายใจที่หวอสิงกล่าวออกมา
“หนึ่งร้อยลมหายใจไม่มีใครทำมันได้สำเร็จแน่”
เจี่ยซูคิดเช่นนั้นมันพยายามรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายเพื่อที่จะพยุงร่างของตัวเองออกจากขอบเขตพลัง
ทว่าเมื่อก้าวออกได้เพียงก้าวเดียวเท่านั้น ใบหน้าของมันต้องแข็งทื่อ ขาของมันไม่สามารถขยับออกได้อีก
“บัดซบ!!! ยังเหลือมัน เป็นไปได้อย่างไร??? เหตุใดมันถึงยังคงนั่งสงบนิ่งได้อยู่อีก??”
จากนั้นมันปรายตามองไปยังผู้คุมสอบทั้งห้า “พวกท่านกำลังล้อข้าเล่นใช่หรือไม่ เหตุใดมัน มันถึงไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันเหมือนคนอื่นๆ”
ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นดวงตาของทั้งห้าหรี่เล็กลงทันที มันหันมองไปยังร่างของหนิงเทียนที่กำลังนั่งสงบนิ่งอย่างพร้อมเพรียง
“เป็นไปได้อย่างไร??” ผู้อาวุโสที่หนึ่งพึมพำออกมาอย่างลืมตัว
“ใช่แน่ๆ เจ้าเด็กนี้ต้องมีบางอย่างที่พิเศษกว่าคนอื่น” เหล่าซีกล่าวออกมาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย
“ดวงตานั้นหมายความว่าอะไร ข้าเลี่ยหรงจะไม่ยอมให้ท่านแย่งมันไปจากดอยเทพสังหารของข้าแน่นอน”
ในขณะที่กลุ่มผู้ควบคุมการทดสอบเริ่มที่จะเปิดปากสนทนากันมุมปากของหวอสิงกระตุกขึ้นมา มันมองไปยังเจี่ยซูพร้อมกล่าวออกมาว่า
“แม้ข้าจะหมายตาเจ้าไว้ แต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาตั้งคำถามกับข้า” กล่าวจบหวอสิงโคจรพลังปราณไปทั่วร่างแรงกดดันของมันพวยพุ่งออกมามากกว่าเก่าถึงสองเท่า นี้คือพลัง2ใน10ส่วนของระดับราชันทรราช
“ประมุข ท่านกำลังจะฆ่าเด็กคนนี้หรือ??” เหล่าซีเปิดปากด้วยความตกใจพร้อมกับมองไปยังร่างของหนิงเทียน
แทบจะในเวลาเดียวกันสติของเจี่ยซูวูบดับลง มันล้มลงกับพื้นทันที เพียงเพราะพลังที่หวอสิงปล่อยออกมานั้นเกินกว่าที่แดนวีรชนจะรับมันไหว
หานปู้จิ้งรีบท่องร่างเข้ามาภายในรัศมีพลัง สองมือของมันคว้าคอเสื้อของเจี่ยซูเอาไว้ ก่อนจะกล่าวถามอย่างสงสัย “เกิดเรื่องอะไรขึ้น พลังระดับนี้ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนในแดนทรราชขั้นต้นก็ไม่มีทางรับไหว”
ไม่จำเป็นต้องได้รับคำตอบจากใคร มันเพียงมองตามสายตาของเหล่าซีและเลี่ยหรงไปยังร่างของหนิงเทียนมันก็สามารถเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างได้หมด
จะเป็นเรื่องน่าขบขันเพียงใดถ้าพลังกดดันจากผู้แข็งแกร่งทั้งห้าของดอยเทพอาคมไม่สามารถกดให้เด็กหนุ่มในระดับวีรชนหมอบกราบแนบพื้นได้
การทดสอบจิตวิญญาณนั้นถูกกำหนดไม่ให้มีผู้ใดทนได้เกินกว่าหนึ่งร้อยลมหายใจอยู่แล้ว และแท้จริงแก่นของการทดสอบนี้ก็คือการสลายความยโสโอหังของเหล่ารุ่นเยาว์ที่จะก้าวเข้าสู่ดอยเทพอาคม
แต่ทว่าถ้ามีรุ่นเยาว์คนใดสามารถผ่านการทดสอบโดยที่มันไม่ยอมศิโรราบลงแทบพื้นละก็มันจะไม่กลายเป็นการท้าทายดอยเทพอาคมหรอกหรือ
“ปู้จิ้ง เจ้าจะยืนนิ่งอยู่อีกนานไหม เด็กหนุ่มที่เจ้าแบกอยู่มันไม่สามารถทนพลังกดดันระดับนี้ได้อีกแล้ว” เสียงของเหล่าซีดังเตือนสติของหานปู้จิ้งก่อนที่มันจะรีบพุ่งร่างออกจากเขตพลังงาน
“พวกท่านสังเกตเห็นอะไรหรือไม่ พลังในดินแดนวีรชนขั้นแรกของมันค่อยๆสูงขึ้นจนเกือบจะทะลวงผ่านมาขั้นสองแล้ว” ผู้อาวุโสที่หนึ่งกล่าวออกมาด้วยดวงตาที่หรี่ลง
“ตาแก่ ท่านกำลังบอกว่ามันดูดซับพลังของพวกเราเข้าไปอย่างนั้นหรือ!!” เลี่ยหรงกล่าวออกอย่างไม่เชื่อหู
“หนึ่งแก่นแท้พรสวรรค์สามารถทำเช่นนี้ได้อย่างไร!” ผู้อาวุโสที่สองพึมพำออกมา
“หึ!! ถ้าพวกท่านทั้งสี่ได้เห็นการทดสอบในรอบที่สองของมัน พวกท่านจะไม่กล่าวออกมาเช่นนี้แน่นอน” เหล่าซีกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม
หวอสิงหรี่ตาแคบ พร้อมกล่าวออกด้วยเสียงราบเรียบ “พวกเจ้าอย่าพึ่งแตกตื่นไป คนมากมายกำลังจ้องมองพวกเราอยู่และนี้ก็พึ่งผ่านมาครึ่งทางของหนึ่งร้อยลมหายใจเท่านั้น
ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ข้าเองก็อยากเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะทนพลังกดดันในระดับราชันย์ได้นานเพียงใด”
หกสิบลมหายใจผ่านไป ร่างของหนิงเทียนที่เคยนิ่งสงบก็เริ่มที่จะสั่นไหว ร่องรอยความเจ็บปวดค่อยๆปรากฏทีละนิด ที่มุมปากเห็นได้รางๆว่ามีร่องรอยของเลือดไหลออกมา
แม้จิตใจของมันจะไม่ได้รับผลกระทบแต่ทว่าพลังกดดันที่ถาโถมมายังร่างกายนั้น มากมายยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับพญาราชสีห์ปีกดำที่อยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนทรราชนับสิบๆเท่า
เจ็ดสิบลมหายใจผ่านไป ใบหน้าของผู้ควบคุมทั้งห้าเริ่มที่จะผิดแปลกต่างกันไปบ้างก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นคาดหวัง บ้างก็เต็มไปด้วยความรู้สึกเสียหน้า
ขณะที่หวอสิงกวาดสายตามองไปโดยรอบมันพบเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของซ่งไกว้เยี่ยนทำให้มันบันดาลโทสะมากขึ้นไปอีก
“พวกเจ้าเพิ่มแรงกดดันเป็นคนละสามในสิบส่วน ไม่ว่าอย่างไรเราจะต้องให้บทเรียนเด็กหนุ่มคนนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นในอนาคตถ้ามันได้เข้าสู่ดอยเทพอาคมของเรา มันจะกลายเป็นม้าพยศที่ไม่สามารถปราบได้”
ด้วยคำกล่าวของประมุขดอยเทพอาคมไม่มีใครที่จะคัดค้านมัน ด้วยเหตุนี้พลังในระดับราชันทรราชพวยพุ่งออกมาล้อมรอบร่างของหนิงเทียนเอาไว้
บนที่นั่งของคฤหาสน์เซี่ยหยู “นั้นหมายความว่าอย่างไร เหตุใดเด็กหนุ่มที่มีเพียงหนึ่งแก่นแท้พรสวรรค์ถึงได้ยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้ายได้”
“หรือว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะมีอะไรพิเศษกว่าที่พวกเราเห็น” บุรุษจากหมู่บ้านสายน้ำกล่าวขึ้นขณะมองไปยังการทดสอบจิตวิญญาณ
ขณะที่นิกายหรือสำนักอื่นๆมองไปยังหนิงเทียนด้วยความสงสัย เสียงหัวเราะดังออกมาจากสำนักเจ็ดทำร้าย
“ไม่มีใครในระดับวีรชนที่จะสามารถทนแรงกดดันของตัวตนระดับราชันย์ทั้งห้าคนได้หรอก นอกเสียจาก ว่านี้คือปาหี่ พวกเขากำลังปั้นดินให้กลายเป็นทองและจงใจแสดงให้พวกเราเห็นเพื่อที่จะหลอกให้พวกเราหลงเชื่อและคว้าเด็กนั้นไปฟูมฟัก”
“คำกล่าวของเจ้าเฒ่านี้มีเหตุผล” อีกเจ็ดสำนักต่างคิดเห็นเป็นเสียงเดียวกันเมื่อได้ยินคำกล่าวจากสำนักเจ็ดทำร้าย
ที่บริเวณด้านล่าง ไห่เทียนตี้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบจิตวิญญาณมันรีบวิ่งไปหยุดยืนด้านข้างเสี่ยวซวงพร้อมกับจ้องมองไปยังหนิงเทียนด้วยความคาดหวัง
มันแตกต่างจากซวนเป่ยและกวานซางที่มองไปยังหนิงเทียนด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
“จิ๊จิ๊ ดูเหมือนเจ้าหนุ่มที่น้องชิงสนใจจะเป็นดาวเด่นในการประลองครั้งนี้”หวออังมองไปยังหนิงเทียนด้วยแววตาเรียวโค้งดุจกระบี่
“เป็นมัน สารเลวตัวนี้มีแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับน้องได้ ขอให้พี่อังช่วยน้องแก้แค้นแทนบิดาและคนอื่นๆในตระกูลด้วย”สตรีนามมู่ชิงกล่าวออกพร้อมกับซุกหน้าไปยังแผ่นอกของหวออัง
“ไม่ต้องห่วง ข้ารึอุตส่าห์สู่ขอน้องชิงมาจากสำนักเทพหยินหยาง จะไม่ปล่อยให้น้องต้องอยู่อย่างลำบากใจและทนเห็นศัตรูอยู่อย่างเป็นสุขเด็ดขาด”
หวออังกล่าวด้วยรอยยิ้มจากนั้นมันมองไปยังหนิงเทียนก่อนจะพุ่งร่างเข้าไปยังพื้นที่ทำการทดสอบ พลังในระดับราชันย์ของมันระเบิดออกมา เรียกสายตาของผู้ชมทั้งหมดให้หันมองไปยังตัวมันได้เป็นอย่างดี
หวอสิงที่สัมผัสได้ถึงกระแสปราณ มันเปิดปากกว้างด้วยรอยยิ้ม“เจ้าเด็กนี้ทะลวงเข้าสู่ดินแดนราชันทรราชได้แล้ว ไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”
เหล่าซีสลับตาไปยังหวออังพร้อมกล่าวขึ้น“ดูเหมือนนายน้อยต้องการจะแสดงตัวและเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ด้วย”
เลี่ยหรงเห็นเช่นนั้นมันถอนพลังของมันคืนมา “ในเมื่อเจ้าเด็กมีปัญหาสามารถก้าวเข้าสู่ดินแดนราชันทรราชได้แล้ว ตำแหน่งผู้คุมการสอบของข้าก็ยกให้เขาเลยแล้วกัน” กล่าวจบร่างของเลี่ยหรงหายไปมันถูกแทนที่ด้วยหวออัง
หวออังที่หยุดยืนแทนตำแหน่งของเลี่ยหรงฉีกยิ้มออกมา “ข้าและเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกันแต่ทว่าเป็นเจ้าที่ทำลายตระกูลมู่ของน้องชิง
ข้าคงต้องขอให้เจ้าพบเจอกับความทรมานเหมือนตายหน่อยละ” มันพึมพำเบาๆก่อนจะฉีกยิ้มกว้างออกมา