หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 153 แก่นแท้พรสวรรค์

    ดูเหมือนว่าทุกสิ่งอย่างที่อยู่ภายใต้พลังงานทรงกลมที่หวอสิงควบคุมจะถูกกดทับด้วยน้ำหนักอันมหาศาล

    เท่านั้นยังไม่พอ คิ้วของหนิงเทียนต้องขมวดเข้าหากันเมื่อมันสัมผัสได้ว่าคลื่นพลังงานเหล่านั้นกำลังรุกล้ำเข้ามายังร่างกายและจิตใจของมัน

    อ๊ากกกก!!! 

    เสียงโหยหวนของรุ่นเยาว์คนหนึ่งที่มีสี่แก่นแท้พรสวรรค์ดังขึ้นมา ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวราวกับคนเสียสติ จากนั้นมันใช้สองมือวางลงไปกับพื้นและปล่อยหายใจยาวลึก มันพยามที่จะคลานกลับขึ้นมายืน

    แต่ทว่าเมื่อหวอสิงเค้นเสียงขึ้นทางจมูกออกมา ฮึ!! พลังกดดันยิ่งทวีความหนักหน่วงและรุนแรงอีกเป็นสองเท่า มันส่งร่างของผู้เยาว์คนนั้นลงไปนอนแผ่แนบกับพื้น

    “เกือบแล้ว เกือบแล้ว อีกนิดเดียวจิตวิญญาณเจ้าจะแตกสลายแล้ว” 

    หานปู้จิ้งพึมพำออกมาขณะที่มันพุ่งร่างไปแบกผู้เยาว์คนนั้นให้พ้นจากรัศมีของพลังงาน

    เวลานี้ภายใต้พลังงานทรงกลมในระดับราชันย์ เหลือเพียงแค่ กวานซาง ซวนเป่ย เจี่ยซู เสี่ยวซวงและหนิงเทียน ห้าคนเท่านั้น

    พวกมันทั้งห้าคนไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่สามารถยืนตัวตรงได้เลย ทั้งห้าคนอยู่ในลักษณะย่อเขาและหลังงอ

    “ยอม...ยอม?? ไม่มีทาง ข้ากวานซางจะไม่ยอมคุกเขาให้ใครเด็ดขาด!!” เสียงคำรามของกวานซางดังออกมามันพยายามใช้มือดันสองเข่าให้ตั้งตรงเพื่อที่จะยืนอยู่เหนือคนอื่น

    เจี่ยซูและซวนเป่ยที่เห็นกวานซางพยุงตัวขึ้นยืนตรงอีกครั้ง มันกัดฟันและใช้กำลังทั้งหมดเพื่อที่จะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ไม่มีใครยอมน้อยหน้ากวานซางแม้แต่คนเดียว

    ในขณะที่หนิงเทียนมองรุ่นเยาว์ทั้งสามกำลังแข่งขันกันอยู่ ภายในใจของมันจู่ๆก็เกิดการสั่นไหวขึ้นมา เมื่อมันสัมผัสได้ว่าพลังงานที่รุกล้ำเข้ามาในจิตใจถูกศิลาผนึกทองในร่างดูดซับไปจนหมด

    “พลังงานพวกนี้บริสุทธิ์หาได้เจือปนจิตสังหารเลยแม้แต่น้อย ตราบใดที่ศิลาผนึกทองยังคงแสดงอำนาจเช่นนี้อยู่ข้าแค่ต้องทนแรงกดทับจากภายนอกเท่านั้น

    ส่วนเรื่องการคุกคามทางจิตใจ มันจะถูกศิลาผนึกทองซึมซับเข้าสู่ทะเลลมปราณทั้งหมด”

    เมื่อคิดได้เช่นนี้หนิงเทียนปล่อยแรงขาให้ทรุดลงกับพื้นมันอยู่ในท่านั่งสมาธิ จากนั้นมันเริ่มจะปรับเปลี่ยนพลังงานที่ศิลาผนึกทองดูดเข้ามาให้กลายเป็นพลังงานบ่มเพาะเพื่อที่จะนำมาทะลวงระดับให้เข้าสู่แดนวีรชนขั้นที่สอง

    ผ่านไปไม่นาน น้ำใสๆปรากฏบนใบหน้าและหน้าผากของหนิงเทียนอยู่หลายจุดแต่ทว่ามุมปากของมันกลับยกยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข จากนั้นมันเพียงส่งเสียงออกให้เสี่ยวซวงได้ยิน

    “เสี่ยวซวงเจ้าไม่ต้องฝืนตัวเอง เจ้าอดทนมันเพียงห้าสิบลมหายใจเท่านั้น เมื่อครบแล้วจงรีบออกไปจากรัศมีพลังงานเหล่านี้โดยทันที” สิ้นคำกล่าวเปลือกตาของหนิงเทียนปิดลง

    ในเวลาเดียวกัน ดูเหมือนว่าการแข่งขันของรุ่นเยาว์จะเหลือเพียงสี่คนเท่านั้น ทั้งสามหันมองไปยังสตรีที่พวกมันคาดไม่ถึงว่าจะสามารถทนทานและยืนอยู่ในจุดเดียวกับพวกมันได้

    พร้อมกันนั้นกวานซางละสายตามองไปยังหนิงเทียนอย่างดูถูก“ข้ายอมตายเสียดีกว่าที่จะลดศักดิ์ศรีนั่งลงแนบพื้นเช่นนั้น” กวานซางกัดฟันแน่นมันพยายามส่งเสียงออกมาให้ดูเหมือนว่ามันกำลังอยู่ในอาการสบายๆ

    “หนึ่งแก่นแท้พรสวรรค์ ถ้าไม่คว้าโอกาสนี้เอาไว้ มันก็เป็นได้เพียงขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น” 

    ซวนเป่ยไม่ยอมน้อยหน้า รีบกล่าวออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี

    “ประมุขดูเหมือนว่าเราจะเมตตาเจ้าเด็กพวกนี้มากไปแล้ว มันถึงมีเวลาที่จะสนทนากันภายใต้แรงกดดันของพวกเราทั้งห้า” เลี่ยหรง กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    “โฮะๆ ไม่ใช่พวกเรา ดูเหมือนว่าผู้คุมกฎเหล่าจะยังไม่ได้ส่งแรงกดดันอันใดเลย ผู้อาวุโสที่สองเองก็ใช้พลังเพียงแค่ดินแดนทรราชเท่านั้น” ผู้อาวุโสที่หนึ่งกล่าวขึ้น

    “ดูจากทิฐิของเด็กพวกนี้แล้ว ความดื้อรั้นในตัวของพวกมันแต่ละคน มากเหนือกว่ารุ่นเยาว์ในปีอื่นๆ ข้าเกรงว่าพวกมันจะยอมตายมากกว่ายอมถูกสยบ 

    ”ผู้อาวุโสที่สองกล่าวออกด้วยใบหน้าเรียบเฉย

    “พวกท่านอย่าได้ลืม เป้าหมายของการทดสอบจิตใจคือสลายความเย่อยิ่งของเด็กพวกนั้นทิ้ง ให้พวกมันได้รู้ถึงความแตกต่างของพลังและยอมศิโรราบพักดีแก่ดอยเทพอาคมของเรา”

    หวอสิงกล่าวเตือนสติ ทั้งสี่พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง พวกมันโคจรพลังปราณในระดับราชันทรราชออกมาอีกครั้ง พร้อมกันนั้นเสียงร้องของรุ่นเยาว์ทั้งสามคนดังขึ้นมา

    “อ๊ากก!!!!” “อั๊กกกกกก” รุ่นเยาว์ทั้งสามส่งเสียงร้องออกมาอย่างโหยหวน

    แต่ทว่าก่อนที่เสี่ยวซวงจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันอันมหาศาล นางได้ใช้ท่าเท้าจันทราหวนเหยียบพื้นส่งร่างตัวเองออกไปจากรัศมีพลังงานตามที่หนิงเทียนได้เคยสั่งไว้

    ภายใต้พลังงานในระดับราชันย์ เวลานี้กวานซางและซวนเป่ยไม่สามารถยืนตรงได้อีก มันคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น

    ความมั่นใจและความหยิ่งทะนงถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี หนึ่งลมหายใจของพวกมันราวกับถูกหมื่นดาบพันกระบี่ทิ่มแทงไปทั่วร่างกาย

    ความเจ็บปวดที่ส่งผลไปยังจิตใจทำให้พวกมันรู้สึกเหมือนว่า ความตายก็ไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากความทรมานนี้ได้

    เพียงแค่ลมหายใจต่อมา ร่างอันเคยผยองด้วยเดชของกวานซาง และใบหน้าที่เคยดูถูกโลกเหล้าของซวนเป่ยแนบลงกับพื้นดิน ทำให้หานปู้จิ้งรีบทะยานร่างเข้ามาช่วยเหลือพวกมันทั้งสองทันที

    ดูเหมือนว่าผู้ที่จะยืนหยัดได้เป็นคนสุดท้ายคือเจี่ยซูแต่ทว่าการจะก้าวผ่านหนึ่งลมหายใจนั้นยากลำบากจนแทบทำให้มันเสียสติ ยังคงเหลือเวลาอีก40ลมหายใจถึงจะครบกำหนด100ลมหายใจที่หวอสิงกล่าวออกมา

    “หนึ่งร้อยลมหายใจไม่มีใครทำมันได้สำเร็จแน่” 

    เจี่ยซูคิดเช่นนั้นมันพยายามรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายเพื่อที่จะพยุงร่างของตัวเองออกจากขอบเขตพลัง

    ทว่าเมื่อก้าวออกได้เพียงก้าวเดียวเท่านั้น ใบหน้าของมันต้องแข็งทื่อ ขาของมันไม่สามารถขยับออกได้อีก

    “บัดซบ!!! ยังเหลือมัน เป็นไปได้อย่างไร??? เหตุใดมันถึงยังคงนั่งสงบนิ่งได้อยู่อีก??”

    จากนั้นมันปรายตามองไปยังผู้คุมสอบทั้งห้า “พวกท่านกำลังล้อข้าเล่นใช่หรือไม่ เหตุใดมัน มันถึงไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันเหมือนคนอื่นๆ”

    ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นดวงตาของทั้งห้าหรี่เล็กลงทันที มันหันมองไปยังร่างของหนิงเทียนที่กำลังนั่งสงบนิ่งอย่างพร้อมเพรียง

    “เป็นไปได้อย่างไร??” ผู้อาวุโสที่หนึ่งพึมพำออกมาอย่างลืมตัว

    “ใช่แน่ๆ เจ้าเด็กนี้ต้องมีบางอย่างที่พิเศษกว่าคนอื่น” เหล่าซีกล่าวออกมาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย

    “ดวงตานั้นหมายความว่าอะไร ข้าเลี่ยหรงจะไม่ยอมให้ท่านแย่งมันไปจากดอยเทพสังหารของข้าแน่นอน”

    ในขณะที่กลุ่มผู้ควบคุมการทดสอบเริ่มที่จะเปิดปากสนทนากันมุมปากของหวอสิงกระตุกขึ้นมา มันมองไปยังเจี่ยซูพร้อมกล่าวออกมาว่า

    “แม้ข้าจะหมายตาเจ้าไว้ แต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาตั้งคำถามกับข้า” กล่าวจบหวอสิงโคจรพลังปราณไปทั่วร่างแรงกดดันของมันพวยพุ่งออกมามากกว่าเก่าถึงสองเท่า นี้คือพลัง2ใน10ส่วนของระดับราชันทรราช

    “ประมุข ท่านกำลังจะฆ่าเด็กคนนี้หรือ??” เหล่าซีเปิดปากด้วยความตกใจพร้อมกับมองไปยังร่างของหนิงเทียน

    แทบจะในเวลาเดียวกันสติของเจี่ยซูวูบดับลง มันล้มลงกับพื้นทันที เพียงเพราะพลังที่หวอสิงปล่อยออกมานั้นเกินกว่าที่แดนวีรชนจะรับมันไหว

    หานปู้จิ้งรีบท่องร่างเข้ามาภายในรัศมีพลัง สองมือของมันคว้าคอเสื้อของเจี่ยซูเอาไว้ ก่อนจะกล่าวถามอย่างสงสัย “เกิดเรื่องอะไรขึ้น พลังระดับนี้ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนในแดนทรราชขั้นต้นก็ไม่มีทางรับไหว”

    ไม่จำเป็นต้องได้รับคำตอบจากใคร มันเพียงมองตามสายตาของเหล่าซีและเลี่ยหรงไปยังร่างของหนิงเทียนมันก็สามารถเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างได้หมด

    จะเป็นเรื่องน่าขบขันเพียงใดถ้าพลังกดดันจากผู้แข็งแกร่งทั้งห้าของดอยเทพอาคมไม่สามารถกดให้เด็กหนุ่มในระดับวีรชนหมอบกราบแนบพื้นได้

    การทดสอบจิตวิญญาณนั้นถูกกำหนดไม่ให้มีผู้ใดทนได้เกินกว่าหนึ่งร้อยลมหายใจอยู่แล้ว และแท้จริงแก่นของการทดสอบนี้ก็คือการสลายความยโสโอหังของเหล่ารุ่นเยาว์ที่จะก้าวเข้าสู่ดอยเทพอาคม

    แต่ทว่าถ้ามีรุ่นเยาว์คนใดสามารถผ่านการทดสอบโดยที่มันไม่ยอมศิโรราบลงแทบพื้นละก็มันจะไม่กลายเป็นการท้าทายดอยเทพอาคมหรอกหรือ

    “ปู้จิ้ง เจ้าจะยืนนิ่งอยู่อีกนานไหม เด็กหนุ่มที่เจ้าแบกอยู่มันไม่สามารถทนพลังกดดันระดับนี้ได้อีกแล้ว” เสียงของเหล่าซีดังเตือนสติของหานปู้จิ้งก่อนที่มันจะรีบพุ่งร่างออกจากเขตพลังงาน

    “พวกท่านสังเกตเห็นอะไรหรือไม่ พลังในดินแดนวีรชนขั้นแรกของมันค่อยๆสูงขึ้นจนเกือบจะทะลวงผ่านมาขั้นสองแล้ว” ผู้อาวุโสที่หนึ่งกล่าวออกมาด้วยดวงตาที่หรี่ลง

    “ตาแก่ ท่านกำลังบอกว่ามันดูดซับพลังของพวกเราเข้าไปอย่างนั้นหรือ!!” เลี่ยหรงกล่าวออกอย่างไม่เชื่อหู

    “หนึ่งแก่นแท้พรสวรรค์สามารถทำเช่นนี้ได้อย่างไร!” ผู้อาวุโสที่สองพึมพำออกมา

    “หึ!! ถ้าพวกท่านทั้งสี่ได้เห็นการทดสอบในรอบที่สองของมัน พวกท่านจะไม่กล่าวออกมาเช่นนี้แน่นอน” เหล่าซีกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม

     

    หวอสิงหรี่ตาแคบ พร้อมกล่าวออกด้วยเสียงราบเรียบ “พวกเจ้าอย่าพึ่งแตกตื่นไป คนมากมายกำลังจ้องมองพวกเราอยู่และนี้ก็พึ่งผ่านมาครึ่งทางของหนึ่งร้อยลมหายใจเท่านั้น

    ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ข้าเองก็อยากเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะทนพลังกดดันในระดับราชันย์ได้นานเพียงใด”

    หกสิบลมหายใจผ่านไป ร่างของหนิงเทียนที่เคยนิ่งสงบก็เริ่มที่จะสั่นไหว ร่องรอยความเจ็บปวดค่อยๆปรากฏทีละนิด ที่มุมปากเห็นได้รางๆว่ามีร่องรอยของเลือดไหลออกมา

    แม้จิตใจของมันจะไม่ได้รับผลกระทบแต่ทว่าพลังกดดันที่ถาโถมมายังร่างกายนั้น มากมายยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับพญาราชสีห์ปีกดำที่อยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนทรราชนับสิบๆเท่า

    เจ็ดสิบลมหายใจผ่านไป ใบหน้าของผู้ควบคุมทั้งห้าเริ่มที่จะผิดแปลกต่างกันไปบ้างก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นคาดหวัง บ้างก็เต็มไปด้วยความรู้สึกเสียหน้า

    ขณะที่หวอสิงกวาดสายตามองไปโดยรอบมันพบเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของซ่งไกว้เยี่ยนทำให้มันบันดาลโทสะมากขึ้นไปอีก

    “พวกเจ้าเพิ่มแรงกดดันเป็นคนละสามในสิบส่วน ไม่ว่าอย่างไรเราจะต้องให้บทเรียนเด็กหนุ่มคนนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นในอนาคตถ้ามันได้เข้าสู่ดอยเทพอาคมของเรา มันจะกลายเป็นม้าพยศที่ไม่สามารถปราบได้”

    ด้วยคำกล่าวของประมุขดอยเทพอาคมไม่มีใครที่จะคัดค้านมัน ด้วยเหตุนี้พลังในระดับราชันทรราชพวยพุ่งออกมาล้อมรอบร่างของหนิงเทียนเอาไว้

    บนที่นั่งของคฤหาสน์เซี่ยหยู “นั้นหมายความว่าอย่างไร เหตุใดเด็กหนุ่มที่มีเพียงหนึ่งแก่นแท้พรสวรรค์ถึงได้ยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้ายได้”

    “หรือว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะมีอะไรพิเศษกว่าที่พวกเราเห็น” บุรุษจากหมู่บ้านสายน้ำกล่าวขึ้นขณะมองไปยังการทดสอบจิตวิญญาณ

    ขณะที่นิกายหรือสำนักอื่นๆมองไปยังหนิงเทียนด้วยความสงสัย เสียงหัวเราะดังออกมาจากสำนักเจ็ดทำร้าย

    “ไม่มีใครในระดับวีรชนที่จะสามารถทนแรงกดดันของตัวตนระดับราชันย์ทั้งห้าคนได้หรอก นอกเสียจาก ว่านี้คือปาหี่ พวกเขากำลังปั้นดินให้กลายเป็นทองและจงใจแสดงให้พวกเราเห็นเพื่อที่จะหลอกให้พวกเราหลงเชื่อและคว้าเด็กนั้นไปฟูมฟัก”

    “คำกล่าวของเจ้าเฒ่านี้มีเหตุผล” อีกเจ็ดสำนักต่างคิดเห็นเป็นเสียงเดียวกันเมื่อได้ยินคำกล่าวจากสำนักเจ็ดทำร้าย

    ที่บริเวณด้านล่าง ไห่เทียนตี้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบจิตวิญญาณมันรีบวิ่งไปหยุดยืนด้านข้างเสี่ยวซวงพร้อมกับจ้องมองไปยังหนิงเทียนด้วยความคาดหวัง

    มันแตกต่างจากซวนเป่ยและกวานซางที่มองไปยังหนิงเทียนด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อ

    “จิ๊จิ๊ ดูเหมือนเจ้าหนุ่มที่น้องชิงสนใจจะเป็นดาวเด่นในการประลองครั้งนี้”หวออังมองไปยังหนิงเทียนด้วยแววตาเรียวโค้งดุจกระบี่

    “เป็นมัน สารเลวตัวนี้มีแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับน้องได้ ขอให้พี่อังช่วยน้องแก้แค้นแทนบิดาและคนอื่นๆในตระกูลด้วย”สตรีนามมู่ชิงกล่าวออกพร้อมกับซุกหน้าไปยังแผ่นอกของหวออัง

    “ไม่ต้องห่วง ข้ารึอุตส่าห์สู่ขอน้องชิงมาจากสำนักเทพหยินหยาง จะไม่ปล่อยให้น้องต้องอยู่อย่างลำบากใจและทนเห็นศัตรูอยู่อย่างเป็นสุขเด็ดขาด”

    หวออังกล่าวด้วยรอยยิ้มจากนั้นมันมองไปยังหนิงเทียนก่อนจะพุ่งร่างเข้าไปยังพื้นที่ทำการทดสอบ พลังในระดับราชันย์ของมันระเบิดออกมา เรียกสายตาของผู้ชมทั้งหมดให้หันมองไปยังตัวมันได้เป็นอย่างดี

    หวอสิงที่สัมผัสได้ถึงกระแสปราณ มันเปิดปากกว้างด้วยรอยยิ้ม“เจ้าเด็กนี้ทะลวงเข้าสู่ดินแดนราชันทรราชได้แล้ว ไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”

    เหล่าซีสลับตาไปยังหวออังพร้อมกล่าวขึ้น“ดูเหมือนนายน้อยต้องการจะแสดงตัวและเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ด้วย”

    เลี่ยหรงเห็นเช่นนั้นมันถอนพลังของมันคืนมา “ในเมื่อเจ้าเด็กมีปัญหาสามารถก้าวเข้าสู่ดินแดนราชันทรราชได้แล้ว ตำแหน่งผู้คุมการสอบของข้าก็ยกให้เขาเลยแล้วกัน” กล่าวจบร่างของเลี่ยหรงหายไปมันถูกแทนที่ด้วยหวออัง

    หวออังที่หยุดยืนแทนตำแหน่งของเลี่ยหรงฉีกยิ้มออกมา “ข้าและเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกันแต่ทว่าเป็นเจ้าที่ทำลายตระกูลมู่ของน้องชิง

    ข้าคงต้องขอให้เจ้าพบเจอกับความทรมานเหมือนตายหน่อยละ” มันพึมพำเบาๆก่อนจะฉีกยิ้มกว้างออกมา

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.58M 3137
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999