เพียงราตรีเดียวบุตรสาวทั้งสองของท่านเสนาบดีเสิ่นเสิ่นจื่อโยวและเสิ่นเชียนซีต่างก็มีชื่อเสียงขจรขจาย
อ่าแน่นอนว่าในอดีตพวกนางก็มีชื่อเสียงเป็ที่โด่งดังอยู่แล้วทว่าเสิ่นจื่อโยวนั้นมีชื่อเสียงเื่ ‘รูปโฉมอัปลักษณ์ สติปัญญาโง่เขลา’ ส่วนเสิ่นเชียนซีนั้นเป็ที่ลือชาว่ามี ‘รูปโฉมงดงามสติปัญญาเฉียบแหลม’
แต่ครานี้ดูคล้ายสถานการณ์จะพลิกกลับตาลปัตรเสียแล้ว
เสิ่นจื่อโยวไม่ได้โง่เขลาอีกต่อไป และมิใช่เพียงไม่โง่เขลาแต่ยังเฉลียวฉลาดเป็อย่างยิ่งในการประลองยิงธนูนางทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงด้วยการคว้าอันดับสอง กระทั่งองค์ชายสามเซวียนหยวนช่างและองค์ชายหกเซวียนหยวนฉีก็ยังสู้นางไม่ได้!
แต่สำหรับเสิ่นเชียนซี นี่กลับเป็โศกนาฏกรรมเสียแล้วนางกัดองค์ชายสองพระองค์และขุนนางใหญ่ชนชั้นสูงศักดิ์ไปจำนวนมากทั้งร่างราวกับถูกปีศาจครอบงำ กระทั่งดวงตาก็ยังเปลี่ยนเป็สีแดงเข้มดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
ด้วยเหตุนี้ ‘คนสติวิปลาส’ จึงแปรเปลี่ยนเป็ ‘ยอดอัจฉริยะ’
ในขณะที่ ‘ยอดอัจฉริยะ’ กลับกลายเป็ ‘คนบ้า’
เพื่อชีวิตในกาลข้างหน้าของบุตรสาวและเส้นทางขุนนางของตนเองเสิ่นอี้กวงจึงจำต้องรั้งอยู่ในวังหลวงคุกเข่าอยู่หน้าพระที่นั่งทั้งคืนด้วยความคาดหวังว่าจะสามารถระงับโทสะของฮ่องเต้และองค์ชายทั้งสองได้บ้าง
เพียงแต่ความผิดที่เสิ่นเชียนซีได้กระทำนี้ไม่อาจถูกปล่อยผ่านไปโดยง่ายหากเป็ผู้อื่นก็ช่างเถิดแต่ผู้ที่ถูกนางกัดได้รับาเ็สาหัสที่สุดกลับเป็พระโอรสทั้งสองที่ฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญมากที่สุด
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือในสายพระเนตรของฝ่าาผู้ที่เสิ่นเชียนซีกัดก็คือองค์จักรพรรดิในกาลข้างหน้าของแคว้นหลิวหั่ว!
หากปล่อยเสิ่นอี้กวงและเสิ่นเชียนซีไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ต่อไปหน้าตาของราชวงศ์จะนำไปแขวนไว้ที่ใด?!
ดังนั้นเสิ่นอี้กวงจึงถูกโยนเข้าไปในคุกหลวงเพื่อรอรับสั่งของฮ่องเต้ก่อนที่จะค้นพบตัวการเ้าเสนาบดีผู้นี้ก็จงอยู่ในคุกหลวงไปเสีย
ในขณะเดียวกันฮ่องเต้ก็ทรงรับสั่งให้ผู้คนพลิกวังหลวงค้นหาให้ทั่วไม่ว่าเบาะแสอะไรก็ห้ามปล่อยผ่าน ต้องหาสาเหตุที่ทำให้เสิ่นเชียนซีเกิดอาการ ‘คลุ้มคลั่ง’ ออกมาให้ได้
แน่นอนว่าไร้ซึ่งผลลัพธ์อันใด
หลังผ่านการสลบไสลไปห้าวันเต็มในที่สุดเสิ่นเชียนซีก็ได้สติ
แต่เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในคืนวันนั้นเสิ่นเชียนซีก็แทบอยากจะสลบลงไปอีกครา!
หลังจากเสิ่นเชียนซีฟื้นขึ้นเสิ่นอี้กวงก็ถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกหลวงเป็การชั่วคราวไม่นานหลังจากนี้ฮ่องเต้จะเสด็จมาไต่สวนพวกเขาทั้งสองคนด้วยพระองค์เอง
“ท่านพ่อ!ต้องเป็เสิ่นจื่อโยวเป็แน่ ต้องเป็นางที่ลอบทำร้ายข้า!”เสิ่นเชียนซีจับแขนของเสิ่นอี้กวงไว้แน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงคร่ำครวญ“ในสถานที่แห่งนั้นเป็นางที่โกรธแค้นข้ามากที่สุด!นางยังกล่าวกับข้าว่าผู้ใดที่ได้หัวเราะในตอนสุดท้ายจึงจะเป็คนชนะที่แท้จริงต้องเป็นางที่ทำร้ายข้าจนมีสภาพเช่นนี้!”
ผ่านชีวิตในคุกหลวงมาห้าวัน สภาพทั่วทั้งร่างของเสิ่นอี้กวงจึงดูอิดโรยไปมากสำหรับเสิ่นเชียนซีบุตรสาวที่ก่อสร้างความเดือดร้อนครั้งใหญ่หลวงนี้ความอดทนของเขาไม่ได้มีมากเช่นแต่ก่อนแล้ว
“พอได้แล้ว!ถ้อยคำเหล่านี้กล่าวต่อหน้าข้าก็เพียงพอแล้ว อย่าได้กล่าวเหลวไหลออกไป!”เสิ่นอี้กวงตวาดเสียงต่ำ
“ท่านพ่อ! ข้าไม่ได้กล่าวเหลวไหล!”เสิ่นเชียนซีกล่าวอย่างชอกช้ำ น้ำตาไหลรินไม่หยุด
“เหตุใดเ้าจึงไม่ใช้หัวสมองคิดบ้างโทษทัณฑ์การปองร้ายองค์ชายคือการปะาทั้งตระกูลหากเ้าผลักความรับผิดชอบนี้ไปที่เสิ่นจื่อโยวก็ไม่แน่ว่าพวกเราอาจพลอยถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย!”เสิ่นอี้กวงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ รู้สึกว่าเสิ่นเชียนซีบุตรสาวผู้นี้ช่างผิดต่อสมญานาม‘ผู้มากพร์’ จริง ๆใน่เวลาสำคัญสติยังพร่าเลือนเสียได้
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรหรือพวกเราต้องปล่อยนางไปเช่นนี้” เสิ่นเชียนซีกัดฟันอย่างไม่ยินดี
“ข้าเป็พ่อของนางเพียงนางยังอยู่ในตระกูลเสิ่นหากคิดจะลงโทษนางข้าย่อมทำได้ เ้าจะกังวลไปไย”เสิ่นอี้กวงกล่าวอย่างเ็า
กล่าวตามสัตย์จริง เขาเองก็สงสัยว่าเสิ่นจื่อโยวเป็ต้นเหตุของเื่นี้ทว่าประการแรกเพราะไร้หลักฐาน ส่วนประการที่สอง หากให้เหล่าราชวงศ์ล่วงรู้เื่นี้เขาในฐานะบิดาย่อมไม่อาจหลีกหนีความผิด
ดังนั้นเขาจึงคิดหาวิธีก่อนแล้วค่อยกลับมาจัดการเสิ่นจื่อโยวในภายหลัง
“ท่านพ่อ เช่นนั้นแล้วยามนี้พวกเราจะทำอย่างไรไม่อาจผลักเสิ่นจื่อโยวออกไป จะอย่างไรพวกเราก็ต้องคิดหาหนทางแก้ไขเื่นี้”เมื่อเสิ่นเชียนซีสงบลงนางก็คิดได้ถึงปัญหาสำคัญ
“แผนการในตอนนี้พวกเราคงทำได้เพียงหาแพะรับบาปออกมาเพื่อบรรเทาโทสะของฝ่าาและฮองเฮาแล้ว”
“พวกเราจะใช้ผู้ใด”
“ใช้ลวี่เอ๋อร์สาวใช้ของเ้าผู้นั้นเถิด”
‘ตัวเลือก’ นี้ เสิ่นอี้กวงได้ตัดสินใจเรียบร้อยั้แ่อยู่ในคุกหลวงแล้ว
“ลวี่เอ๋อร์?” เสิ่นเชียนซีขมวดคิ้วมุ่น“หลายวันก่อนนางเพิ่งถูกเสิ่นจื่อโยวทำร้ายได้รับาเ็หนักยามนี้น่าจะเพิ่งลงจากเตียงได้กระมัง เหมาะสมหรือที่จะใช้นางเป็แพะรับบาป?”
“นี่ไม่ยิ่งดีหรือ? พวกเราสามารถกล่าวได้ว่ามือเท้านางไม่สะอาดดังนั้นจึงได้ถูกลงโทษนางฝังความโกรธแค้นไว้ในใจจึงได้ใส่ยาลงในอาหารของเ้าคืนนั้นเมื่อยาออกฤทธิ์จึงทำให้เ้าสูญเสียสติสัมปชัญญะ”
เสิ่นเชียนซีนิ่งเงียบไปชั่วครู่สุดท้ายจิตใจที่้าปกป้องตนเองก็ชนะ
ั์ตานางฉายประกายวาววับ นางกล่าว“คงทำได้เพียงเท่านี้แล้ว”
ลวี่เอ๋อร์อย่าได้กล่าวโทษพวกเราที่โหดร้ายหากอยากโทษเ้าก็ต้องโทษที่เสิ่นจื่อโยวลอบทำร้ายข้า
• • •
เนื่องจากการผลักตัวลวี่เอ๋อร์ ‘แพะรับบาป’ ตัวนี้ออกมา หลังผ่านพ้นเหตุการณ์ ‘คลุ้มคลั่ง’ ของเสิ่นเชียนซีได้ห้าวัน ในที่สุดโทสะของฮ่องเต้ก็สงบลงนางกับเสิ่นอี้กวงจึงได้ถูกปล่อยตัวกลับจวน
น่าเวทนาลวี่เอ๋อร์สาวใช้ข้างกายของเสิ่นเชียนซีผู้นั้นไม่ง่ายเลยกว่านางจะฟื้นฟูจากอาการาเ็สาหัสในขณะที่กำลังจะไปเรียกร้องความเป็ธรรมคืนจากเสิ่นจื่อโยวด้วยท่าทีดุดัน เพียงพริบตานางก็ถูกจับกรอกยาให้เป็ใบ้โยนตัวเข้าวังหลวงแล้ว
นางถูกตราโทษ ‘ลอบปลงพระชนม์เบื้องสูง’ แม้แต่คำว่า ‘ถูกใส่ร้าย’นางยังไม่มีโอกาสได้พูด ฮ่องเต้ก็ทรงโบกพระหัตถ์ให้นางต้องโทษปะาแล้ว
ด้วยเหตุฉะนี้นางจึงได้พลีชีพแทนสองพ่อลูกด้วยความมึนงงถือเป็การ ‘แสดงความจงรักภักดีและเสียสละตราบจนชีวิตจะหาไม่’ต่อเ้านาย
ในขณะเดียวกันสองพ่อลูกเสิ่นอี้กวงที่รอดพ้นจากภัยพิบัติในที่สุดก็ได้กลับมายังตระกูลที่จากลาไปนาน
• • •
“องครักษ์!ไปมัดตัวเสิ่นจื่อโยวหญิงชั่วผู้นั้นแล้วลากตัวนางมาให้ข้า!”
ทันทีที่กลับถึงตระกูลเสิ่นเสิ่นอี้กวงก็ไปคิดบัญชีกับเสิ่นจื่อโยวด้วยความเดือดดาล
บัดนี้ที่นี่คืออาณาเขตของเขาเมื่อประตูปิดลงหากเขาคิดอยากจัดการหญิงสารเลวนางนั้นอย่างไรก็สามารถทำได้!
ยังไม่ต้องกล่าวถึงเื่ที่ว่าเสิ่นเชียนซี‘คลุ้มคลั่ง’ มีสาเหตุมาจากเสิ่นจื่อโยวหรือไม่ เพราะเสิ่นจื่อโยวไม่เห็นหัวเขาซึ่งเป็บิดาต่อหน้าสถานที่ธารกำนัลทั้งยังรังแกน้องสาวของนางสองคนนั้นคราแล้วคราเล่านี่ก็เพียงพอที่จะทำให้เสิ่นอี้กวงะเิอารมณ์แล้ว
หากไม่กำราบ ความน่าเกรงขามของบิดาผู้นี้อย่างเชาจะนำไปแขวนไว้ที่ใด?!
และถ้าเวลาผ่านเลยนานไปหญิงสารเลวผู้นั้นจะไม่คิดพลิกแผ่นฟ้าเลยหรือ!
แต่ไรมาเสิ่นอี้กวงก็ไม่เคยคิดว่าสิ่งเ่าั้ที่เสิ่นเชียนซีและเสิ่นเฉี่ยวเหลียนแสดงต่อเสิ่นจื่อโยวคือ‘การรังแก’ เพราะจิตใจของเขาเอนเอียงเอียงไปถึงสุดขอบฟ้านั่นแล้ว
บ่าวไพร่ที่ได้รับคำสั่งจากเสิ่นอี้กวงต่างถือโซ่ตรวนไว้ในมือแต่ละคนรูปร่างกำยำสูงใหญ่ท่าทางดุร้ายเพียงมองก็รู้ว่าเป็พวกอันธพาลที่ตระกูลเสิ่นเลี้ยงดูไว้
ทว่าในระยะเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูปเสิ่นอี้กวงและเสิ่นเชียนซีก็เห็นเสิ่นจื่อโยวย่างกรายเข้ามาด้วยท่าทีสบายอารมณ์แต่พวกบ่าวไพร่ที่ส่งไปกลับไม่พบร่างเงาสักคน
เสิ่นเชียนซีชะเง้อศีรษะไปมองด้านหลังของเสิ่นจื่อโยวก่อนแค่นเสียง“ฮึ” ออกมาอย่างไม่พอใจ
เสิ่นจื่อโยวประทับสีหน้าของเสิ่นเชียนซีไว้ในดวงตามุมปากนางยกหยักเบา ๆ นางกล่าว “อย่างไรกัน น้องเชียนซีกำลังมองหาพวกบ่าวไพ่เ่าั้อยู่หรือต้องขอโทษด้วย ข้านึกว่าพวกมันเป็คนร้ายจึงจัดการขั้นรุนแรงไปโดยอย่างไม่ทันระวังยามนี้พวกมันคงกำลังนอนระเกะระกะอยู่ที่ลานกลางเรือนของข้า”
“เ้า! ั้แ่เมื่อไรกันที่เ้าร้ายกาจถึงเพียงนี้?! เ้ามิได้กล่าวว่าตนเองไม่ใช่นักเวทิญญาหรอกหรือ?!”
บ่าวไพร่เ่าั้ล้วนมีวิทยายุทธ์ต่อให้เป็เสิ่นเชียนซีลงมือด้วยตนเองก็ยังไร้หนทางที่จะจัดการคนเ่าั้ได้ในระยะเวลาอันสั้น
แท้จริงแล้วเสิ่นจื่อโยวทำได้อย่างไร?!
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้ว“ฮ่องเต้มิได้พระราชทานกล่องยันต์ให้แก่ข้าหรอกหรือ หากไม่ใช้ก็คงไร้ประโยชน์แล้ว”
“เ้า!”เสิ่นเชียนซีจึงเพิ่งคิดถึงกล่องยันต์นั้นขึ้นมา ในหัวสมองพลันปรากฏความคิดหนึ่งนางตวาดเสียงแหลม“ที่ข้าคลุ้มคลั่งเป็เพราะเ้าใช้ยันต์ในกล่องนั้นสร้างเื่บ้า ๆ นี้ขึ้นมาใช่หรือไม่?!”
รอยยิ้มของเสิ่นจื่อโยวยิ่งเปลี่ยนเป็สว่างไสวนางไม่ได้กล่าวว่าทั้ง ‘ใช่’ และ ‘ไม่ใช่’
นี่เท่ากับยอมรับโดยปริยาย
“หญิงชั่ว! ช่างชั่วช้าจริงๆ!เ้าจงคุกเข่าลงประเดี๋ยวนี้!” เสิ่นอี้กวงตบมือลงบนโต๊ะตวาดกร้าวอย่างโมโห
“เหตุใดข้าจึงต้องคุกเข่า ข้ายังไม่ได้ยอมรับผิดอะไร”เสิ่นจื่อโยวกล่าวอย่างมีหลักการ
“ข้าสั่งให้เ้าคุกเข่าเ้าก็ต้องทำกล่าวว่า ‘ไม่’ ได้อย่างไร!” เสิ่นอี้กวงโมโหจนหน้าแดงก่ำลำคอปูดโปน
“ขออภัย เข่าของข้ามีค่ายิ่งนักไม่สามารถคุกเข่าให้ใครโดยพลการหากท่านมีความสามารถก็ทำให้ข้าคุกเข่าด้วยตนเองเถิด”เสิ่นจื่อโยวกล่าวกลั้วรอยยิ้ม
“เ้าคิดว่าข้าจัดการเ้าไม่ได้หรือ?! คนที่อยู่ด้านนอกพวกเ้าเข้ามาจัดการหญิงสารเลวผู้นี้ให้ข้า!”
ทันทีที่สิ้นสุดคำสั่งของเสิ่นอี้กวงบ่าวไพร่นับสิบคนจากด้านนอกก็พุ่งตัวเข้ามาในมือต่างถืออาวุธต่าง ๆ
บรรยากาศพลันตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด
“บุก!”
ทันทีที่คนที่เป็ผู้นำะโขึ้น บรรดาบ่าวไพร่ซึ่งในมือถือกระบองมีดไม้ก็พุ่งตัวเข้าหาเสิ่นจื่อโยวทันที
เสิ่นจื่อโยวไม่ไหวติงรอพวกมันจู่โจมเข้ามาด้วยท่าทางผ่อนคลาย
ในขณะที่กระบองมีดไม้เ่าั้ประชิดเข้ามาใกล้นางถึงได้เริ่มขยับกาย
นางเพียงทำท่าทางเคลื่อนไหวเรียบง่ายท่าทางหนึ่ง...หยิบแผ่นยันต์จำนวนหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติก่อนจะสะบัดไปยังบ่าวไพร่เ่าั้
ห้านิ้วของนางเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วว่องไวเกิดเป็รูปนิ้วที่ซับซ้อนรูปหนึ่ง
หลังจากนั้นบนร่างของบ่าวไพร่ทุกคนก็มียันต์แผ่นหนึ่งติดอยู่ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้
ชั่วเวลาถัดมา
บึ้ม!
ยันต์ทุกแผ่นะเิขึ้นโดยพร้อมเพรียงทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เห็นน่าสะพรึงยิ่งนัก
เสิ่นอี้กวงและเสิ่นเชียนซีต่างนั่งนิ่งอึ้งอยู่บนเก้าอี้ของเหลวอุ่นร้อนสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าของพวกเขา
นี่คือเื โลหิตสีแดงสด
บ่าวไพร่หลายคนถูกะเิจนมึนงงผ่านไปชั่วครู่ถึงได้สติว่าเกิดสิ่งใดขึ้นความเ็ปรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของพวกเขา
จากนั้นพวกเขาก็ล้มลงบนพื้นอย่างแรงต่างตายไปครึ่งร่างแล้ว
“ดูสิ ข้ากล่าวไว้แล้วว่าจะไม่มีวันคุกเข่าให้ผู้ใดโดยง่ายเป็อย่างไร ท่านพ่อยัง้าเรียกคนเพิ่มหรือไม่ ในแหวนเก็บสมบัตินี้ของข้ายังมียันต์อีกหลายแผ่นที่ใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวกลั้วรอยยิ้มจาง ๆพื้นเื้ันางเจิ่งนองไปด้วยโลหิตประหนึ่งขุมนรก
ั์ตาของเสิ่นเชียนซีหดเล็กลงโดยพลัน
ปีศาจ! นี่ไม่ใช่เสิ่นจื่อโยวนี่ต้องเป็ปีศาจแน่นอน!