“เ้าธาวิส ไว้ข้าได้กลับไปเมื่อไร ถ้าไม่มีขอแก้ตัวดี ๆ ล่ะก็...” อานนท์กัดฟันขณะพึมพำกับตัวเอง
ทันใดนั้นก็มีใครบางคนพูดกับอานนท์ “ไงพ่อหนุ่ม กำลังพูดถึงผอ.ธาวิสอยู่เหรอ?”
มันช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้ อานนท์หันไปเห็นผู้กองเกรียงเดชกำลังยิ้มให้กับเขาอยู่ไม่ห่าง
“เพื่อเป็การยืนยันตัวตนพวกเธออีกสักครั้ง นอกจากการสอบถามกับผอ.ธาวิสโดยตรงแล้ว พวกเธอน่าจะมีจดหมายภารกิจจริงไหม? ถ้ามีได้โปรดแสดงออกมาด้วย” ดารินเปิดประเด็นเอ่ยถามปลายฝนและดิเรกหลังนั่งที่โต๊ะประชุมกันเรียบร้อยแล้ว
ดารินนึกวิธียืนยันตัวตนของปลายฝนและดิเรกได้แล้ว บวกกับเธออยากตรวจสอบด้วยว่ารายละเอียดภารกิจที่พวกเขาสองคนได้รับจะเหมือนหรือแตกต่างจากที่ดารินและทีมสองหรือไม่
เมื่อได้ยินคำสั่งจากดาริน ปลายฝนหันไปมองดิเรก แล้วชายหุ่นหมีจะล้วงหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากด้านในเสื้อของเขา
ถ้าเป็ปลายฝนและดิเรกตัวจริงก็ควรจะมีจดหมายสีดำเหมือนกับพวกเธอ หากไม่ก็คงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว นอกจากฆ่าทั้งสองคนนี้ทิ้ง
ปรากฏจดหมายสีดำในมือของดิเรก ดูแล้วเป็ซองสีดำแบบเดียวกันกับของที่ดารินมีอยู่ ไม่มีตราหรือเครื่องหมายใด เป็เพียงจดหมายสีดำเท่านั้น
เพื่อเป็การพิสูจน์ว่าใช่จดหมายที่ได้รับจากผอ.ธาวิสแบบเดียวกันเธอจริงหรือเปล่า ทันใดนั้นดารินโบกมือสะบัดแล้วพึมพำออกมา “จงเก็บ”
ราวกับหนังฉายซ้ำ จดหมายสีดำลอยขึ้นกลางอากาศ เกิดแสงสว่างวาบ ก่อนแสงจะหายไปในชั่วพริบตา ส่วนจดหมายสีดำก็ยังลอยเท้งเต้งอยู่กลางอากาศไม่หายไปไหนเหมือนกับของที่ทีมสองมีอยู่ เพียงเท่านี้ก็พอจะสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าเป็จดหมายสีดำชนิดเดียวกันกับของที่พวกเธอมี
“เอาล่ะ เรามาประชุมกันเื่ภารกิจกันดีกว่า” ดารินกล่าวเริ่มการประชุมก่อนจะหันไปทางเทพไทแล้วพูด “เธอพอจะมีวิธีทำให้รู้ความเคลื่อนไหวของเป้าหมายโดยที่เขาไม่รู้ตัวบ้างไหม?”
เทพไทตอบด้วยสีหน้าคิดหนัก “อย่างที่เคยคุยกันก่อนหน้านี้ การที่จะใช้มนตร์เพื่อติดตามเขาคงเป็เื่ยาก แต่ถ้ายังอยู่ภายในป้อมนี้ ผมก็ยังพอจะใช้มนตร์เพื่อตรวจเช็กตำแหน่งคร่าว ๆ ของเป้าหมายได้ แต่จะให้ติดตามแช่เป็กล้องติดตามเลยคงเป็ไปได้”
ดารินพยักหน้า เธอเหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก่อนที่เธอจะทันได้พูดออกมา ดูเหมือนเทพไทจะรู้ว่าอาจารย์ของเขาจะพูดอะไร เขาจึงพูดออกมาก่อน “ส่วนแผนที่จะใช้อานนท์คอยจับตาดูเป้าหมาย ผมได้ให้เครื่องติดต่อไว้เพื่อแจ้งความเคลื่อนไหวของเป้าหมายกับหมอนั่นไว้แล้ว” เขาดูภาคภูมิใจในตัวเองก่อนจะเบ้ปากเมื่อพูดต่อว่า “ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาเ้าอานนท์นั่นจะไม่ทำให้ผิดหวัง ส่วนหลังจากนั้นพวกเราจะสะกดรอยตามผู้กองเกรียงเดชอย่างไรค่อยว่ากันอีกทีครับ”
“สะกดรอยตามผู้กองเกรียงเดช?” หลังจากเทพไทพูดจบ ทันใดนั้นปลายฝนก็พูดขึ้นมา
“ใช่แล้ว ภารกิจหลักของพวกเราคือการสะกดรอยตามผู้กองเกรียงเดช ถึงแม้มันจะยาก แต่พี่เทพไทคนนี้จะทำให้สำเร็จเอง น้องปลายฝนไม่ต้องเป็ห่วงนะ ภารกิจลับสุดยอดของเราต้องสำเร็จแน่นอน” เทพไทด้วยน้ำเสียงเก๊กหล่อที่ฟังแล้วแปลกพิลึก
ปลายฝนไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่เทพไทพยายามร่ายยาวออกมา เธอขมวดคิ้วก่อนจะพูดออกมาเสียงเบา ๆ “แปลกจัง”
“มีอะไรหรือเปล่า? ปลายฝน” ดารินหันไปถามปลายฝนทันที
ปลายฝนดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูด “ผอ.ธาวิสไม่ได้พูดถึงการสะกดรอยตามผู้กองที่ว่านั่นเลยค่ะ”
ทันทีที่ปลายฝนพูดจบประโยค บังเกิดความสงสัยขึ้นในใจของทุกคนในทีมสองทันที แต่ไม่ทันที่จะมีใครจะพูดอะไรขึ้นมา ปลายฝนพูดต่อที่ทิ้งค้างไว้ว่า “ผอ.ธาวิสบอกแค่ให้พวกฉันไปที่วิหารพฤษภ แต่ฉันไม่แน่ใจว่ามันอยู่ที่ไหน เลยขอผอ.ธาวิสที่จะไปพร้อมกับพวกคุณ เขาเลยบอกว่าพวกคุณอยู่ที่นี่กันค่ะ”
ทุกคนต่างใกับสิ่งที่ปลายฝนเปิดเผยออกมา ทุกคนยกเว้นดารินต่างเข้าใจว่าเนื้อหาภายในจดหมายสีดำควรจะเป็เนื้อหาเดียวกันหมด คือการให้สะกดรอยตามผู้กองเกรียงเดช แต่สมาชิกที่เพิ่งเข้าร่วมทีมมาใหม่สองคนกลับบอกถึงเนื้อหาภายในจดหมายที่แตกต่างออกไป
สำหรับดารินค่อนข้างเข้าใจที่เนื้อหาภารกิจแตกต่างออกไปบ้าง แต่ครั้งนี้กลับไม่เหมือนกันเลย ที่สำคัญจากสิ่งที่ปลายฝนเพิ่งพูดมา มันเหมือนกับผอ.ธาวิสพูดกับพวกเธอทั้งสองถึงรายละเอียดของภารกิจด้วยตัวเอง แทนที่จะบอกผ่านจดหมายสีดำเหมือนกับพวกเธอ ส่วนจดหมายสีดำผอ.ธาวิสเพียงแค่มอบให้ปลายฝนมาเพียงเพื่อไว้ใช้ยืนยันตัวตนกับพวกเธอเท่านั้น
‘สรุปแล้วภารกิจนี้ให้ทำอะไรกันแน่?’ ในหัวของดารินมีแต่คำถามนี้ในหัว ข้อมูลที่เธอมีอยู่มันยังน้อยเกินไป
ในขณะเดียวธัญญ่าได้เร่งพลังเวทมนตร์ขึ้นมาอย่างฉับพลัน เกิดความไม่ไว้วางใจในตัวเพื่อนร่วมทีมคนใหม่ แต่พลังเวทมนตร์ที่ธัญญ่าได้เร่งขึ้นมาก็ถูกหยุดอย่างฉับพลัน ดารินยื่นมือมาจับแขนต้นขาของธัญญ่าพร้อมมองเชิงปรามเธอเอาไว้ ดารินััได้ว่าทันทีที่ธัญญ่าเร่งพลังเวทมนตร์ขึ้นมา แต่ดิเรกที่มาพร้อมกับปลายฝนก็ได้เร่งพลังเวทมนตร์ตามขึ้นมาภายในเสี้ยววินาทีเช่นกัน
ในความเป็จริงแล้วดารินไม่เก่งเวทมนตร์สายตรวจจับ ถึงกระนั้นเธอก็ยังพอจะจับััได้ถึงพลังเวทมนตร์ที่ทั้งสองคนเร่งขึ้นมาได้ แต่เธอไม่อาจบอกได้ว่าพลังเวทมนตร์ที่ทั้งสองคนมีมากน้อยเพียงใด
แน่นอนว่ามันต่างกับเทพไทที่เก่งเวทมนตร์สายตรวจจับ ตอนนี้เขาได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ขณะมองหน้าหัวหน้าทีมของเขาสลับกับคนใหม่ที่ชื่อดิเรก ตอนนี้เขาอยากจจะพูดขอบคุณอาจารย์ของเขาที่หยุดหัวหน้าทีมของเขาไว้ได้ทัน เขาััได้ว่าพลังเวทมนตร์ที่เร่งขึ้นมาของชายร่างั์คนนี้เหนือกว่าหัวหน้าของเขาหลายขุม
ถึงแม้เขาจะพออ้างได้ว่าหัวหน้าทีมของเขายังาเ็อยู่ เธอไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พลังที่เร่งขึ้นมาจึงยังไม่เต็มที่ แต่พลังที่เทพไทััได้จากดิเรกมันแทบจะใกล้เคียงกับของอาจารย์ดารินในเวลาต่อสู้เลย ซึ่งนั้นมันห่างชั้นกับพลังเวทมนตร์ของอดีตหัวหน้าทีมของเขาอย่างแน่นอน
บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดขึ้นมาทันที ดารินจึงหาทางเพื่อกำจัดสภาวะนี้ออกไป
เธอเอ่ย “ลองติดต่อผอ.ธาวิสก่อนแล้วกันว่าเื่เป็ไงมาไงกันแน่”
ในขณะที่ดารินกำลังจะหยิบเอาลูกแก้วที่ไว้ใช้ติดต่อกับผอ.ธาวิสของเธอ ทันใดนั้นเทพไทก็ร้องทักออกมา “เื่นี้คงต้องพักไว้ก่อนครับ อาจารย์”
“มีอะไรงั้นเหรอ? เทพไท” ดารินหันไปถามเทพไท ในขณะที่ธัญญ่ายังไม่วางตาจากปลายฝนและดิเรก
เทพไทแบมือเผยให้อะไรบางอย่างที่อยู่ในมือของเขา รูปร่างของมันเหมือนกับหยดน้ำ ดูแล้วคล้ายกับเวทมนตร์ตรวจจับที่เขาเคยใช้ แต่ครั้งนี้มันไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงพลังเวทมนตร์ปลดปล่อยออกมาเหมือนครั้งที่แล้ว จริง ๆ แล้วมันเป็เพียงเข็มกลัดรูปหยดน้ำที่มีเครื่องส่งสัญญาณอยู่ในตัว และตอนนี้มันกำลังนอนส่องแสงกะพริบสีแดงริบหรี่อยู่บนมือของเทพไท แสดงให้เห็นว่าที่ปลายสายได้กดส่งสัญญาณมา
“อานนท์ส่งมาเหรอ?” ดารินถามเทพไทเพื่อความแน่ใจ
เทพไทพยักหน้าตอบอย่างจริงจัง “ใช่ครับ”
แล้วดารินก็หันไปมองทุกคนแล้วพูด “เอาล่ะ เื่นั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้เป้าหมายของเรามีความเคลื่อนไหวบางอย่างแล้ว” เธอหยุดพูดแล้วหันมองธัญญ่าแล้วพูดต่อ “พวกเราจะสะกดรอยตามผู้กองเกรียงเดชตามภารกิจที่พวกเราได้รับมาก่อน ส่วนเื่อื่นไว้ค่อยว่ากัน”
ทุกคนตอบ “ครับ/ค่ะ”
หลังจากทุกคนออกไปจากห้อง เหลือไว้เพียงปกรณ์ที่นอนอยู่บนเตียงแบบงุนงง
“แล้วผมล่ะ?” ปกรณ์พูดอยู่คนเดียว
“หัวหน้า พวกนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแล้วครับ” ชายผมน้ำเงินรายงานต่อชายหัวโล้น
ชายหัวโล้นมองออกไปด้วยสายตาเ็าแล้วตอบ “ส่งคนตามไป รู้ที่ที่พวกมันไปเมื่อไรให้รีบติดต่อกลับมา”
ชายอีกคนถามขึ้นมา “มันจะดีหรือครับ? มันไม่ใช่ภารกิจของพวกเรา ต่อให้เราช่วยพวกมันทำภารกิจสำเร็จ เราก็ไม่ได้ผลงานไปด้วยสักหน่อย เราจะกลายเป็ช่วยพวกมันฟรี ๆ เอานะหัวหน้า”
“เ้าโง่ ใครบอกว่าพวกเราจะไปช่วยพวกมันทำให้ภารกิจสำเร็จกันล่ะ” พูดจบชายหัวโล้นก็ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ออกมา “แกไม่รู้หรือไงว่าใครก็ตามที่ทำภารกิจจดหมายดำไม่สำเร็จจะพบจุดจบที่น่าอนาถแค่ไหน?”
ชายคนเดิมตาเป็ประกายขึ้นมา “แสดงว่าพวกเราไม่ได้ไปช่วย แต่จะไปทำให้พวกมันทำภารกิจไม่สำเร็จแทนใช่ไหมหัวหน้า?”
ชายหัวโล้นพูดออกมาอย่างหยิ่งผยอง “ค่อยฉลาดสมเป็ลูกน้องของฉันขึ้นมาแล้วนะ บางทีเราอาจจับได้ปลาใหญ่กว่านั้นก็ได้” แล้วเขาก็หันไปสั่งลูกน้อง “ไป! ไปตามดูว่าพวกมันไปที่ไหน?”