ตอนที่ 96: แผนลวงกลางนครหลวง
เสียงหัวเราะเยาะหยันอย่างผู้ชนะของนายพลยาเซอร์ที่ดังผ่านระบบลำโพงโทรศัพท์ดาวเทียมยังคงสั่นก้องสะท้อนอยู่ในห้องโถงวิลล่าที่ปรักหักพัง พัดเป่าความหนาวเหน็บเข้าบีบหัวใจของพวกเราจนชาวูบไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ภาพสตรีมสดบนหน้าจอขนาดเล็กที่ฉายร่าง of เจ้าหญิงอามิราโดนมัดขึงเกลียดชังติดกับเก้าอี้เหล็กในคฤหาสน์หรูหราที่ดูไบทำให้ใบหน้าของคาริมบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดขึ้นที่ขมับ แขนแกร่งของเขาเกร็งแน่นจนแทบหักตัวตนโทรศัพท์ ทาริกบอดี้การ์ดยักษ์ใหญ่ขยับร่างหนาเข้ามาโอบกอดประคองไหล่ที่สั่นระริกของฉันด้วยฝ่ามืออันอบอุ่นใหญ่โตเพื่อบำรุงหัวใจที่กำลังแตกสลายด้วยความหวาดกลัว สองเต้าคัพ E ยักษ์ของฉันกระเพื่อมไหวรุนแรงตามจังหวะการสะอื้นไห้ด้วยความตื่นตระหนกตกใจอย่างแสนสาหัส ควันปืนที่ลอยอบอวลบางเบาผสมผสานกับกลิ่นไหม้ของฉนวนพลาสติกเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่พังทลาย ยิ่งขับเน้นกลิ่นอายความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้พวกเราทีละน้อย
ฉันมองดูเศษวัสดุฝุ่นผงคอนกรีตที่หล่นเกลื่อนกลาดบนพื้นหินอ่อน ความหวังที่จะอยู่อย่างสงบสงบเงียบพังทลายลงในพริบตา คาริมสบตาฉันด้วยความมั่นคงดุจภูผาหิน แม้ในอกของเขาจะร้อนรุ่มด้วยความโกรธแค้นต่อพี่ชายทรยศ คาริมโยนโทรศัพท์ทิ้งลงพื้นพรมก่อนจะหันมามองฉันและทาริกด้วยแววตาแน่วแน่เด็ดขาด
"ยาเซอร์! แกแตะต้องตัวอามิราแม้แต่เส้นผมเดียว ฉันจะถล่มวิลล่าแกให้เป็นเถ้าถ่านป่นปี้ไร้ค่า!" คาริมคำรามเสียงห้าวหาญดุจราชสีห์ทรายคลั่งสะท้านห้องโถงกว้าง ยาเซอร์เพียงแค่หัวเราะหึๆ อย่างไม่สะทกสะท้านกริ่งเกรง ก่อนจะตัดสายสัญญาณระบบสื่อสารดาวเทียมไปอย่างไร้ความปราณีขัดขวาง
"พวกเราไม่มีทางเลือก... ยาเซอร์มันกุมอำนาจเกือบทั้งหมดในท้องถิ่น และถ้าพินัยกรรมเลือดไม่ถึงมือศาลโลกอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ มันจะใช้อำนาจมืดฉีกทำลายและขึ้นครองสัมปทานน้ำมันทั้งหมดพร้อมทั้งสังหารปิดปากอามิรา... ทาริก! สั่งการบอดี้การ์ดที่เหลือคุมกันรอบเกาะชั่วคราว... เราต้องบินลอบกลับดูไบเดี๋ยวนี้!"
คำสั่งการสายฟ้าแลบทำให้ฉันสั่นเทาไปหมด สองมือเรียวรีบเอื้อมไปอุ้มตะกร้าหวายที่มีสองทารกแฝดที่เพิ่งนอนหลับอุตุไม่รู้เรื่องราวศึกสงครามภายนอก น้ำตาของคนเป็นแม่บ้านไทยไหลรินเปรอะหน้าอกขาวอวบอัด ฉันจำใจก้าวเดินไปหาหัวหน้าทีมแพทย์ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในห้องพยาบาลนิรภัยเพื่อฝากฝังสายเลือดแฝดคนละพ่ออันล้ำค่าไว้ในที่ปลอดภัยที่สุดบนเกาะส่วนตัวแห่งนี้
"คุณหมอคะ... ฉันฝากดวงใจทั้งสองดวงนี้ไว้ด้วยนะคะ... ดูแลพวกเขาให้ดีที่สุดจนกว่าพวกเราจะรอดชีวิตกลับมา..." ฉันสะอื้นกรีดครางเบาๆ พลางก้มลงจูบหน้าผากทารกน้อยทั้งสองด้วยความอาลัยอาวรณ์สุดแสนจะพรรณนา สองแก้มยุ้ยนุ่มนิ่มของลูกน้อยและนิ้วมือเล็กๆ ที่ขยับไหวทำให้หัวใจฉันแทบแตกสลาย คาริมและทาริกก้าวเข้ามาโอบกอดล้อมรอบตัวฉัน ร่างใหญ่ยักษ์ของทาริกกอดกระชับร่างอวบอัดของฉันแน่นหนาเพื่อเป็นพลังใจสู้ชะตากรรมทมิฬในเงามืด
พวกเราลอบเดินทางขึ้นเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวลับตระกูลฟาร์ฮานที่ได้รับการซ่อมแซมและเติมน้ำมันสำรองเรียบร้อยโดยบอดี้การ์ดหลวง การเดินทางทะยานข้ามขอบฟ้าตัดผ่านหมู่เมฆดำมืดหนาทึบและท้องทะเลน่านน้ำสากลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ช่างเต็มไปด้วยความตึงเครียดเงียบงันจนได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มเบาๆ ผสมกับเสียงหัวใจเต้นโครมครามของฉัน คาริมนั่งมองเอกสารพินัยกรรมเลือดหลวงฉบับจริงในมือด้วยดวงตาคมกริบประดุจใบมีดโกน ส่วนทาริกนั่งข้างฉันคอยตรวจเช็คอุปกรณ์ปืนพกสั้นป้อนกระสุนอย่างชำนาญ ผิวหน้าของเขายังคงมีความระบมจากบาดแผลกระสุนปืนร้าวที่ไหล่ขวา แต่ด้วยพละกำลังความจงรักภักดีระดับชีวิตทำให้เขาสลัดความเจ็บปวดทิ้งไปหมดสิ้นเพื่อปกป้องพวกเราสามคน
ในห้องโดยสารเครื่องเจ็ทที่หรูหราเบาะหนังสีครีมสะท้อนแสงไฟนีออนสลัว ความตึงเครียดแผ่ซ่านปกคลุมจนฉันรู้สึกหายใจไม่ออก คาริมขยับตัวเข้ามาโอบกอดฉันแน่น ดึงร่างอวบของฉันเข้าไปซบที่อกแกร่งของเขา กลิ่นน้ำหอมอาระเบียนผสมกับเหงื่อบางเบาของเขาทำให้ฉันสงบจิตใจลงได้บ้าง ขณะที่มือหนาของทาริกคอยเอื้อมมากุมมือที่สั่นเทาของฉันไว้อีกข้าง สัญญาณแห่งรักสามเส้าที่ไม่เคยสั่นคลอนยิ่งเด่นชัดในยามวิกฤตชี้ชะตาเช่นนี้ คาริมเปิดเผยแผนผังคฤหาสน์ของยาเซอร์ในหน้าจอดาวเทียม อธิบายเส้นทางเข้าถล่มรังโจรอย่างละเอียดรอบคอบ
เวลาผ่านไปราวสองชั่วโมง เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวลอบร่อนลงจอดที่ลานวิ่งดินทรายลับชานเมืองดูไบซึ่งเป็นเขตทำเหมืองเก่าที่รกร้างของตระกูลฟาร์ฮานในอดีต แสงไฟระยิบระยับของตึกสูงเสียดฟ้าในนครดูไบสะท้อนตัดกับผืนทรายกว้างขวางอันแห้งแล้งและเงียบสงัด ฝุ่นทรายสีแดงฟุ้งกระจายตามแรงลมพัดผ่านซากปรักหักพังของเครื่องจักรกลตักดินขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมรันเวย์ดินทรายราวยักษ์หลับใหล
พวกเราต้องเคลื่อนย้ายตัวลงจากเครื่องบินอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางอุณหภูมิอันร้อนระอุชวนอึดอัดของทะเลทรายยามค่ำคืน ลมร้อนพัดหอบเอาเม็ดทรายเล็กจิ๋วปลิวมากระทบผิวกายของฉันจนรู้สึกระคายเคือง คาริมดึงผ้าคลุมหน้าสีเข้มขึ้นสวมใส่ให้ฉันเพื่อป้องกันฝุ่นทราย ทาริกถือกระเป๋าบรรจุอุปกรณ์ทหารก้าวเท้านำทางอย่างทะมัดทะแมง ฉันเหลียวหลังกลับไปมองน่านฟ้าเบื้องบนด้วยความกังวลและคิดถึงทารกแฝดที่อยู่ห่างออกไปร้อยไมล์ทะเล หัวใจของคนเป็นแม่ตึงแน่นปวดร้าวกลัวว่าจะไม่ได้กลับมาเห็นหน้าลูกน้อยอีกต่อไป คาริมเอื้อมมือมากระชับบีบฝ่ามือฉันเบาๆ ส่งสัญญาณความหวังร่วมรักกันฝ่าฟัน
คาริมพามะนาวและทาริกลอบขึ้นรถแวนคันใหญ่สีกรมท่าติดฟิล์มดำหนาทึบเพื่อพรางตัว ทาริกทำหน้าที่เป็นคนขับบึ่งรถแล่นแหวกความมืดมุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ทะเลทรายลับของยาเซอร์ที่อยู่ห่างออกไปห้าสิบกิโลเมตรท่ามกลางเนินทรายสูงชันที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคดและเต็มไปด้วยพายุฝุ่นบางเบา
"มะนาว... กุมปืนกระบอกนี้ไว้ให้ดีนะ... หากเกิดอะไรขึ้นและฉันกับทาริกไม่อยู่ข้างตัวเธอ จงเหนี่ยวไกป้องกันตัวทันที" คาริมยื่นปืนพกสีดำวาวใส่ในมือฉันที่สั่นเทาชื้นเหงื่อจนสัมผัสเนื้อเหล็กเย็นเฉียบ ฉันพยักหน้ารับด้วยความตื่นกลัวขีดสุด สองเต้า E ยักษ์เบียดกระเพื่อมใต้เสื้อคลุมสีเข้มชโลมแรงเต้นกระสับกระส่ายของก้อนเนื้อในอกที่สั่นระรัวด้วยความกังวลใจถึงจุดเดือดทวีคูณ
ทาริกเร่งเครื่องบดล้อรถแวนฝ่าลมทะเลทรายเดือดคลั่งจนกระทั่งคฤหาสน์หินอ่อนสไตล์อาระเบียนหลังยักษ์ของยาเซอร์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางเงาของต้นปาล์มสูงใหญ่ ทว่าในจังหวะที่รถแวนแล่นเข้าสู่เขต courtyard ลานจอดหน้าประตูกลาง ทันใดนั้น จอระบบนำทางและ GPS บนแผงหน้ารถก็เกิดอาการกะพริบถี่รัวพร้อมเสียงไซเรนกริ่งสัญญาณเตือนภัยสีเหลืองดัง วื้ดๆๆๆ! ระบบขัดข้องตัดการสื่อสารทั้งหมดทันควันทำให้รถทั้งคันกระตุกสั่นอย่างน่ากลัวส่งกลิ่นไหม้เครื่องยนต์
"ท่านชีคครับ! ระบบขับเคลื่อนและเครื่องยนต์รถโดนแฮกผ่านสัญญาณดาวเทียมภายนอกครับ! พวงมาลัยล็อกแล้ว!" ทาริกคำรามบอกด้วยความตื่นตระหนกพลางพยายามหักพวงมาลัยด้วยพละกำลังมหาศาลจนเส้นเลือดปูดขึ้นที่ท่อนแขนล่ำหนาแต่ก็ไม่สามารถขยับขับเคลื่อนไปทิศทางไหนได้เลย ราวกับเครื่องยนต์กลไกทั้งหมดถูกล็อกโดยโปรแกรมมืดจากภายนอกคฤหาสน์
เพล้ง! ประตูเหล็กกล้าบานยักษ์ด้านหลังคฤหาสน์เลื่อนปิดล็อกตัวแน่นหนาดังตึงสะเทือนแผ่นทรายชวนขนลุก พร้อมกันนั้น ลำแสงเลเซอร์สีแดงเข้มหนาแน่นนับร้อยเส้นก็ถูกเปิดใช้งานแผ่ขยายไขว้กันเป็นตาข่ายกริดสีแดงสว่างจ้าล้อมรอบตัวรถแวนจากทุกทิศทาง ตาข่ายลำแสงเลเซอร์สะท้อนบนกระจกและผิวสีเข้มของตัวรถ ส่งเสียงประจุไฟฟ้ากะพริบเปรี๊ยะๆ ข่มขวัญพวกเราอย่างน่ากลัว ตัดขาดไม่ให้รถสามารถเดินหน้าหรือถอยหลังได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว หากแตะต้องขอบเลเซอร์ตัวรถจะระเบิดเป็นจุณทันที! สปอตไลท์บานยักษ์นับสิบดวงบนยอดตึกสาดแสงสีขาวจ้าชโลมเข้าใส่รถแวนจนพวกเราตาพร่ามัวลนลานท่ามกลางความมืดมิดของทะเลทรายที่ร้อนระอุ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองทหารรับจ้างทหารเดนตายต่างชาติในชุดเกราะทหารสีดำครบมือติดอาวุธปืนกลจู่โจมหนักนับร้อยนายวิ่งกรูเข้ามาล้อมรอบกริดเลเซอร์ชี้กระบอกปืนตรงเข้ามาทางพวกเราอย่างไร้ทางหนีพ้น บนระเบียงชั้นลอยของคฤหาสน์หินอ่อน ยาเซอร์ก้าวเท้าเดินออกมาในชุดสูทสีเทาหรูหรา แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจและหยิ่งยะโสสะใจสะท้อนประกายความมืด ยาเซอร์กวักมือเรียกช้าๆ พลางแสยะยิ้มชั่วร้ายผ่านกล้องวงจรปิดและสายตาที่จับจ้องราวกิเลสมารร้ายชำระแค้นทรมาน
"ต้อนรับกลับบ้านสู่นรก คาริม! ลงมาจากรถแวนนั้นซะดีๆ... ก่อนที่ฉันจะสั่งให้ลำแสงเลเซอร์เผาพวกแกและพินัยกรรมนั้นให้กลายเป็นขี้เถ้าละเอียดในกองทรายร้อนระอุนี้!" ยาเซอร์ป่าวร้องประกาศก้องเสียงกังวานลั่นลานทรายเดือดสะท้านใจสะกดความหวาดกลัวเข้าจับหัวใจของฉันจนน้ำตาร่วงพรูไร้หนทางสู้รบท่ามกลางกิเลสตัณหาและความตายชั่วนิรันดร์ที่จะไม่มีทางหนีพ้นได้อีกแล้วชะตากรรมกบฏทรายสยดสยองขีดสุดสะเทือนใจ! เสียงปืนกลจากทหารดักยิงและดนตรีมรณะแห่งความตายกำลังคัดตึงสั่นระรัวรอคอยการสังเวยด้วยหยดเลือดหยาดสวาทของพวกเราชั่วนิรันดร์กาล!