“เฮ้อ...ในที่สุดก็มา คาดไม่ผิดเลยจริง ๆ” หนิงเฟยหลงถอนหายใจยืดยาวจากนั้นก็สูดหายใจลึก แล้วก้าวเดินออกไปรับอี้อ๋องด้วยความมั่นคงเขาจะแสดงให้เห็นถึงความองอาจของผู้บัญชาการ
“คารวะอี้อ๋อง”
เยว่หวงยิ้มขึ้นพยักหน้าเล็กน้อย“เจ้าสหายผู้นี้พบข้าทีไรก็ไม่ยอมคุกเข่าก้มหัวให้สินะ”
“มิกล้า ข้าน้อยกลัวว่าท่านอ๋องจะรับไม่ไหว” หนิงเฟยหลงแสยะยิ้มขึ้น
เยว่หวงเองก็แสยะยิ้มเช่นกัน “หึ ไปกันเถอะมาเรื่องสำคัญมาน่ะ”
หนิงเฟยหลงเชิญท่านอ๋องไปที่โถงบัญชาการ เขาเรียกรองผู้บัญชาการแม่ทัพนายกองมาพร้อมด้วยกัน
“ท่านอ๋อง !” ทุกคนต่างคำนับอ๋องอี้ เว้นเสียแต่หนิงเฟยหลงที่ยืนหัวโด่อยู่ผู้เดียว
“มีอะไรก็ว่ามาเถอะ” หนิงเฟยหลงกล่าวอย่างเย็นชา ทำเอาเยว่หวงใบหน้าเหยเก
“นี่เจ้าจะไม่ไว้หน้าข้าบ้างหรือไงกัน ?” เยว่หวงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“แล้วปู่เจ้าไว้หน้าพวกข้าบ้างไหมเล่า ?”หนิงเฟยหลงคล้ายว่าจะไม่สบอารมณ์เสียกว่า ทั้งสองจ้องตากันเขม็ง
“เจ้า !”เยว่หวงอุทานมาได้คำเดียวแล้วก็จุกที่คอ ก็จริงปู่ของเขาไม่ไว้หน้าตระกูลหนิงเลยใช้งานแล้วมีเงื่อนไขที่โหดร้ายแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน ?
“ได้ !จักรพรรดิมีราชโองการให้เจ้านำกองทัพไปช่วยกองทัพบูรพา”
“ทำไมไม่เป็นทัพตะวันตกล่ะ ?” ทั้ง ๆ ที่ทัพตะวันตกวิกฤตกว่าแท้ ๆจั้วหย่งโพล่งขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจนั่นทำให้อี้อ๋องหันมามองเขาด้วยดวงตาที่ซับซ้อน
“นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า !”
“ขอรับ” จั้วหย่งรีบตอบรับเขารู้ดีว่าในที่นี้มีเพียงคนเดียวที่โต้ตอบกับอี้อ๋องได้แน่นอนว่าไม่ใช่เขา และดูเหมือนว่าไม่เพียงอี้อ๋องจะไม่พอใจกับคำถามนั้นผู้บัญชาการของเขาก็เช่นกัน
แน่นอนว่าที่หนิงเฟยหลงไม่พอใจเพราะถ้าหากเขาได้ไปตะวันตกจริงเช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากแล้วหากแพ้สงครามมาล่ะก็...ไม่อยากจะคิดเลยว่าองค์จักรพรรดิจะลงมือเลยหรือไม่
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นักหนิงเฟยหลงจึงเปิดปากออกมา“เข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปเถอะข้าจะได้เตรียมตัวรีบไป หากชักช้าจะไม่ทันการณ์”
“ได้ ข้าลาละ”
“ไม่ส่งนะ” หนิงเฟยหลงประสานมือให้อีกฝ่ายแล้วเริ่มประชุมหารือต่อเยว่หวงเองก็ไม่ได้ใส่ใจเขารู้ถึงความไม่พอใจของหนิงเฟยหลงที่มีต่อจักรพรรดิและแน่นอนว่ามันต้องส่งผลมาถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สำคัญไปกว่าแผ่นดิน !
หลังผ่านไปครึ่งชั่วยามก็มีคำสั่งเคลื่อนพลทหารนับแสนนายเดินทางมุ่งสู่ตะวันออกเฉียงเหนือ กองทัพตะวันออกรอพวกเขาอยู่ที่นั่น
...
ก่อนหน้านี้สมรภูมิแรกเกิดที่ตะวันออกของเทือกเขาซุ้ยซาน ชายแดนอู๋เยว่
หลังจากการปะทะกันครั้งแรกกองทัพพิทักษ์บูรพาสามารถยันทัพอู๋ได้ถึงสิบวันต่อมามีกองกำลังเสริมเข้ามาจึงยันได้อีกห้าวันจากนั้นก็ละทิ้งค่ายถอยร่นลงมาเรื่อย ๆ กองทัพอู๋เองก็ตามตีมาจนถึงแม่น้ำหลานกองทัพอู๋ในยามนี้แทบเรียกได้ว่าไร้เทียมทานบุกไปที่ใดก็ไร้พ่ายแพ้
กองทัพตะวันออกอ่อนแอเกินไปต่อให้สวี่หยางสือมีปัญญามากเพียงใดก็ไม่อาจนำทหารที่เก่งรบทางน้ำมาสู้บนบกได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารที่ต่างกันถึงห้าเท่า จะให้สู้ได้อย่างไรกัน ?
เมื่อวันก่อนเขาได้รับรายงานให้รั้งทัพรอที่แม่น้ำหลานห้ามถอยอีกกองทัพหนุนกำลังมา
“นายท่านกองทัพโลหิตทมิฬคาดว่าอีกหลายสิบวันจะมาถึงพวกเราจะยื้อทัพอู๋ได้จริงหรือ ?” นายทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความกังวลเขาคือขุนพลข้างกายของสวี่หยางสือ เป็นรองผู้บัญชาการคนปัจจุบัน นาม ‘สือตง’
“ถึงต้านไม่ไหวก็ต้องยื้อให้ได้หากปล่อยให้ข้ามแม่น้ำไปได้ที่เหลือก็เป็นที่ราบลุ่มแล้วพวกมันจะบุกประดุจสายธารทะลักเขื่อนหากเป็นเช่นนั้นประชาชนชาวเยว่จะพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก” สวี่หยางสือกล่าวตอบใบหน้าของเขาซูบตอบ สวี่หยางสือทุ่มเทให้กับศึกครั้งนี้มากจนร่างกายแทบจะรับไม่ไหวแล้วหากศึกยืดเยื้อมากกว่านี้เขาต้องตายไม่เพราะอดอาหารก็ต้องอดนอนเป็นแน่
ทางฝ่ายหนิงเฟยหลงก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเร่งฝีเท้าทุกชั่วยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารม้าของเขาที่เพิ่มจากสามพันนายเป็นสองหมื่นนายแล้วแน่นอนว่าทัพนี้ของเขาฝึกหนักที่สุด และไม่มีการชะลอฝึกเลยแม้แต่น้อยเป็นกองที่มีความสามารถที่สุดแล้ว
หนิงเฟยหลงนำทหารสองหมื่นนำไปก่อนพร้อมกับเรียกหน่วยเฟิงกลับมามุ่งตรงไปช่วยทัพตะวันออกทันที คาดว่าอีกสามวันคงจะถึงด้วยความเร็วขนาดนี้ส่วนทางทัพหลักนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเพราะมีจั้วหย่ง จงฉีนำทัพมาย่อมไม่เกิดปัญหา
...
ค่ายตะวันออก เหนือแม่น้ำหลาน
“ในที่สุดพวกท่านก็มาถึง” สวี่หยางสือยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกคล้ายว่าได้ปลดเปลื้องภาระออกไป
“พวกท่านคงลำบากมาก วันนี้ให้พวกข้ารักผิดชอบเถอะไปพักผ่อนกันตามสบาย”
สวี่หยางสือไม่อาจเกรงอกเกรงใจได้ เขานอนหลับไม่เต็มอิ่มมาหลายวันแล้วอย่างไรวันนี้ก็ขอพักหน่อยเถอะ “ได้ !”
หลังจากที่พูดคุยกับสวี่หยางสือเกี่ยวกับสถานการณ์ได้สักพักหนิงเฟยหลงก็ส่งหน่วยเฟิงออกไปสอดแนม แน่นอนว่าหน่วยสอดแนมของหนิงเฟยหลงย่อมให้ผลที่น่าประทับใจกว่าของสวี่หยางสือ
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามหน่วยเฟิงก็กลับมารายงาน
“กองทัพอู๋มีไท่เว่ยเหอซิ่นเป็นจอมทัพนอกจากนี้ในทัพยังมีองค์ชายเจ็ดเสด็จมาด้วย กองกำลังในทัพแบ่งแยกออกได้ห้าส่วนเป็นของสี่ตระกูลใหญ่และราชสำนักมารวมกัน ฝ่ายละสองหมื่นนายถึงแม้ว่ากองทัพจะมีระเบียบมากแต่อันที่จริงก็มีการทะเลาะเบาะแว้งชิงดีชิงเด่นกันอยู่ สายของเราบอกมาแค่นี้ที่เหลือกำลังสืบอยู่ แต่ที่สำคัญคือกองเสบียงของพวกมันใกล้จะมาถึงแล้วอีกสองวัน”
“กองเสบียงใช้เส้นทางไหนกัน ?” ดวงตาหนิงเฟยหลงพลันสว่างจ้าหากสามารถทำลายกองเสบียงได้ล่ะก็ต่อให้มีขอบเขตแดนพิภพนำทัพมาก็แก้ไขวิกฤตนี้ไม่ได้!
“กองเสบียงใช้เส้นทางเลียบเทือกเขาซุ้ยซานลงมาเส้นทางนี้ฝั่งซ้ายเป็นเทือกเขา ฝั่งขวาอาจจะมีหมู่บ้าน หรือไม่ก็ป่าสลับกันไปตามแต่ละพื้นที่ขอรับ” ชายในหน่วยเฟิงผู้นั้นตอบอย่างฉะฉานเขาเก็บข้อมูลมาเป็นอย่างดี
“มาตรการป้องกันเป็นอย่างไร ?”
“เท่าที่สืบทราบมากองเสบียงหนึ่งกองจะมีผู้คุ้มกันราวหนึ่งหมื่นคนแต่หากเป็นกองเสบียงหลังจะมีผู้คุ้มกันสามหมื่นคนแน่นอนว่าพวกเขาดูแลกองเสบียงอย่างดี ที่สำคัญคือทุก ๆ กองเสบียงจะมียอดฝีมือแก่นแท้พลังเป็นผู้ดูแลกองละหนึ่งคน แต่หากเป็นกองใหญ่จะมีผู้ดูแลถึงสามคนขอรับ”
หนิงเฟยหลงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปมองช่างจิ่นกวาง“สำหรับเรื่องนี้คงต้องรบกวนท่านแล้ว ข้าไม่อาจนำกองทัพไปด้วยตนเองได้”หนิงเฟยหลงหมายจะให้ช่างจิ่นกวางนำหน่วยเฟิงไปวางเพลิงเสบียงทัพอู๋
“ข้าเข้าใจ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” ช่างจิ่นกวางกล่าวจบก็เตรียมจะออกไปทว่าหนิงเฟยหลงได้พูดเสริมอีก “ภารกิจนี้อันตรายมาก ข้อมูลเรายังมีน้อยเกินไป หากผิดพลาดย่อมเสี่ยงถึงชีวิตได้.....ท่านรักษาตัวด้วยโปรดอย่าลืมว่าเราต้องการพลังของท่านอยู่”
หนิงเฟยหลงนิ่งเงียบครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “หากไม่มีช่องว่างก็อย่าฝืนถอยกลับมาเสียไม่ต้องเสี่ยงชีวิตถึงตาย”
“เข้าใจแล้ว”ช่างจิ่นกวางประสานคารวะแล้วเดินออกไปจากกระโจมพร้อมกับหน่วยเฟิง
...
วันรุ่งขึ้นสองทัพยกมาประชันหน้า กองทัพเยว่นำมาโดยหนิงเฟยหลง ตามมาด้วยทหารสองหมื่นนายที่ล้วนแล้วแต่เป็นทัพม้า
นั่นย่อมทำให้เหอซิ่นจอมทัพแห่งอู๋ต้องแปลกใจเขาไม่เคยเห็นใครนำทัพมาเป็นทหารม้าทั้งหมดแน่นอนว่าทหารม้าต้องใช้ความรวดเร็วรุนแรงโจมตีแต่หากอีกฝ่ายสามารถตั้งรับได้ก่อนทหารม้าก็จะเสียเปรียบไป เขาค่อนข้างไม่เข้าใจกับผู้บัญชาการหนุ่มคนนี้เท่าไหร่นัก
แต่ถ้าหากเป็นสวี่หยางสือแล้วล่ะก็เขาคงไม่ทำอย่างนี้
หนิงเฟยหลงกวาดสายตามองไปยังทัพข้าศึกเพียงชั่วครู่ก็รู้ได้ทันทีว่าใครคือจอมทัพ คนผู้นั้นแผ่บารมีไพศาลพลังอำนาจแห่งขอบเขตแดนพิภพมิอาจปิดกั้นได้ !
ชายหนุ่มตัดสินใจควบม้าเข้าไปกลางสมรภูมิเข้าต้องการพูดคุยกับจอมทัพอีกฝ่าย
เหอซิ่นเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเปิดศึกด้วยการพูดคุยจากนั้นก็ควบม้าออกไปด้วยตัวคนเดียว ผู้นำทัพทั้งสองมาพบกันแล้ว
“คารวะจอมทัพเหอ” หนิงเฟยหลงเริ่มจากทักทายอย่างอ่อนน้อม
เหอซิ่นแปลกใจเล็กน้อย ผู้นำทัพแห่งเยว่มีความอ่อนน้อมถึงเพียงนี้เชียวชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว เขาไม่ได้ยกตนเองข่ม แต่ระวังตนมากขึ้น
“ผู้บัญชาการหนิงเกรงใจเกินไปแล้ว เจ้ายังดูเยาว์วัยอยู่แต่กลับได้เป็นถึงผู้บัญชาการคุมกองทัพนับแสนแล้วนี่ช่างน่าตกใจจริง ๆ” เหอซิ่นไม่ได้เสแสร้งเขารู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ช่างน่าทึ่ง“เจ้ามีอะไรจะพูดงั้นรึ ?”
“จอมทัพเหอ ข้าเพียงอยากเจรจากับท่านข้าอยากให้ท่านไตร่ตรองให้ดีว่าจะบุกต่อ หรือจะถอยกลับไปแน่นอนว่าหากท่านบุกต่อความสูญเสียมิอาจคาดเดา”
เหอซิ่นหรี่ตาแคบ วาจานี้ของชายหนุ่มช่างโอหังนัก ! “หึ จะรบก็รบไยต้องพูดให้มากความ !”
“ใจเย็นก่อนท่านจอมทัพ ข้าเพียงหวังซึ่งทางแห่งสันติหวังว่าท่านจะนึกถึงประชาชนและทหารที่ต้องบาดเจ็บล้มตายในครั้งนี้”สายตาของชายหนุ่มดูมีความจริงใจขึ้นหลายส่วนทว่าไหนเลยจะหลอกลวงผู้เฒ่าเจนศึกคนนี้ได้
“เจ้าพูดเรื่องไร้สาระอันใดกันข้าได้รับพระราชโองการยกทัพนับแสนบุกอาณาจักรเยว่จะให้ถอยโดยง่ายจะไม่ผิดต่อพระองค์หรอกรึ ?และอีกอย่างการยกทัพมาครั้งนี้ก็เตรียมการมาอย่างดีการสู้รบเปิดฉากไปแล้วสูญเสียทหารไปก็ไม่น้อยจะให้มาพูดเรื่องถอนทัพตอนนี้มันสายไปเสียแล้ว !”
“ได้ !เช่นนั้นพวกท่านก็ต้องอดข้าวกันหลายวันแล้ว !”หนิงเฟยหลงควบม้ากลับทันที ปล่อยให้เหอซิ่นมึนงง “อะไรกันอดข้าว ?การพูดคุยนี้เกี่ยวข้องกับอดข้าวอย่างไร ไร้สาระ..”
“!!!!!” ดวงตาของเหอซิ่นเบิกกว้างเขาพึ่งนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้“แย่แล้ว ! บัดซบเอ๊ย !”
“เสบียง !”