ควรต้องโทษใครในเื่นี้ คนที่เป็ต้นเหตุให้ฉันต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากคนที่พรากความสุขสบายไปจากฉัน
คุณย่าใจั์ที่ไม่ยอมรับว่าที่ลูกสะใภ้แสนธรรมดาคุณแม่ใจเสาะที่ไม่กล้ายืนหยัดเผชิญหน้ากับอุปสรรคในความสัมพันธ์หรือคุณพ่อซื่อบื้อที่เชื่อเพียงข้อความสั้นๆ แล้วปล่อยคนรักไปอย่างง่ายดาย
ใครกัน? ใครต้องเป็คนรับผิดชอบเื่ทั้งหมดนี้หรือฉันควรโทษโชคชะตาของตัวเอง เป็ความผิดของฉันหรือเปล่าที่ดันโง่มาเกิดในครอบครัวแตกแยกครอบครัวนี้
“หลังจากนี้หนูควรทำอย่างไรต่อคะ?”
รู้สึกสับสนและจนหนทางจริงๆฉันควรต้องก้าวเดินทางไหนต่อปล่อยให้คุณพ่อได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัวของเขา โดยไร้ลูกนอกไส้อย่างฉันหรือควรหน้าด้านอยู่เป็ก้างขวางคอพวกเขาต่อเพื่อทวงทุกอย่างที่ควรเป็ของฉันกลับคืน
“ลูกไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่ พ่อพร้อมสนับสนุนลูกทุกอย่าง”
ฝ่ามือหนายกขึ้นกุมมือฉันซึ่งวางไว้บนหน้าตัก พร้อมบีบกระชับคล้ายยืนยันสิ่งที่ตนพูดให้ดูหนักแน่นยิ่งขึ้น
ในเมื่อคุณพ่อเสนอทางเลือกให้แล้วเหตุใดต้องเอ่ยคำปฏิเสธ ฉันไม่ใช่คนดีหรือมีจิตใจกว้างขวางเป็เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งมีความเห็นแก่ตัวเหมือนมนุษย์ทั่วไป
มันควรเป็ของฉันมาั้แ่แรก บ้านหลังใหญ่แสนอบอุ่นข้าวของเครื่องใช้สุดหรูไว้อำนวยความสะดวก แม่บ้านมากมายคอยดูแลปรนนิบัติพัดวี และทรัพย์สมบัตินับพันล้านของคุณพ่อล้วนเป็ของฉันแทบทั้งสิ้น
ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาแย่งไปแม้แต่เอมิลี่น้องสาวนอกไส้กับแม่ของหล่อน ก็อย่าได้หวังจะมาฮุบอะไรไปทั้งนั้น เพราะตอนนี้ฉันกลับมาทวงทุกอย่างคืนตามสิทธิโดยชอบธรรมแล้ว
“เราจะเป็ครอบครัวกันใช่ไหมคะคุณพ่อ?”
“แน่นอนสิ เราจะเป็ครอบครัว”
คุณพ่อตอบรับด้วยรอยยิ้มหลังจากสีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดตลอดบทสนทนาระหว่างเราที่ผ่านมา
ดูท่าคำว่าครอบครัวในความหมายของคุณพ่อคงไม่เหมือนกันกับฉันเพราะถ้าเข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังสื่อ ท่านจะไม่ยิ้มหน้าระรื่นแบบนี้แน่
“ครอบครัวในความหมายของหนู คือมีเราแค่ 2 คนนะคะ”
และเมื่อฉันกล่าวจบรอยยิ้มนั้นได้เจื่อนลงในทันใดสีหน้าคุณพ่อกลับไปเคร่งขรึมจนดูเคร่งเครียด แววตาเต็มไปด้วยความวิตกหนักใจ และนั่น...เป็สิ่งที่ทำให้ฉันตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
“หนูล้อเล่นค่ะ”
ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทะเล้นชักมือตัวเองออกจากการเกาะกุม ลุกขึ้นก้าวเดินได้เพียงสองสามก้าวก่อนหันกลับไปสบตาท่าน ด้วยใบหน้าที่พยายามปั้นให้ยิ้มแย้มแจ่มใส สีหน้าคุณพ่อเต็มไปด้วยความงุนงงสับสนมองมาอย่างเฝ้ารอคำอธิบาย ฉันจึงไขความกระจ่างให้กับความสงสัยนั้น
“ครอบครัวเราก็ต้องมีกัน 4 คนสิคะ คุณพ่อ น้าเอมิเรียน้องเอมมี่ แล้วก็... หนู”
เสียงลมหายใจถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากหยักเบาๆพร้อมรอยยิ้มที่กลับมาระบายบนใบหน้า คุณพ่อลุกขึ้นเดินเข้ามาโอบกอดและก้มหน้าประทับจุมพิตบนกลุ่มผมของฉัน ด้วยััซึ่งเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“พ่อดีใจนะที่หนูเปิดใจรับพวกเราเป็ครอบครัว”
หางเสียงฟังดูสั่นเครือเล็กน้อยคล้ายพยายามสะกดกลั้นก้อนสะอื้นฉันถูกกอดไว้แนบแผ่นอกกว้าง จึงไม่อาจเห็นได้ว่าตอนนี้คุณพ่อกำลังมีสีหน้าเช่นไรแต่ก็พอเดาได้ว่าท่านกำลังตื้นตันใจ
“หนูก็ดีใจค่ะที่มีทุกคนเป็ครอบครัว”
มือซึ่งทิ้งขนานข้างลำตัวยกขึ้นกอดรอบเอวคุณพ่อไว้หลวมๆขยับใบหน้าซุกหาความอบอุ่นที่ทั้งชีวิตไม่เคยมีโอกาสได้ัั
ฉันควรต้องมีความสุขเพราะกำลังจะได้มีครอบครัวเหมือนคนอื่นๆเขา ทว่าตอนนี้ฉันกลับเฉยชา ภายในหัวใจมันว่างเปล่าไร้ความรู้สึกใดๆไม่ว่าจะเป็ตื่นเต้น ดีใจ หรือแม้แต่ความปลื้มปีติ
เราสองพ่อลูกยืนตระกองกอดแสดงความรักกันได้สักระยะก่อนฉันจะััได้ถึงวงแขนของคนอื่น ซึ่งมีมากกว่าหนึ่งโอบล้อมรอบร่างกาย เมื่อลืมตาขึ้นดูจึงพบว่าเป็สองแม่ลูกที่เดินออกจากห้องโถงไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้า
พวกเธอคงยืนแอบฟังอยู่ด้านนอกห่างๆและเมื่อสถานการณ์เป็ไปด้วยดีไม่มีอะไรเลวร้าย จึงกลับเข้ามาและมีส่วนร่วมในการปรับความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์ของครอบครัวในครั้งนี้ด้วย
“น้าสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีไม่แพ้แม่ของหนู”
เป็น้าเอมิเรียที่เริ่มเปิดบทสนทนาเธอยกมือข้างหนึ่งลูบไล้กลุ่มผมฉันอย่างทะนุถนอมก่อนเอมิลี่จะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงสดใส
“เอมมี่จะเป็น้องสาวที่ดีของพี่นิทานนะคะ”
เราสี่คนยืนกอดกันกลางห้องโถงบรรยากาศโดยรอบคล้ายจะตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นความสุข เมื่อมองผ่านสายตาของบุคคลภายนอกทว่าในความเป็จริง รอยยิ้มบนริมฝีปากของฉันที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยความปีติยินดีมันมีแต่ความจอมปลอมและการเสแสร้ง
ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนกับััของสองแม่ลูกนั่นเสียเต็มประดาอยากจะสลัดตัวออกและกระทืบเท้าพร้อมกรีดร้องด้วยความรังเกียจแต่ก็ทำได้เพียงแค่คิดอยู่ในใจ
ใครมันจะไปทำใจยอมรับคนที่มีส่วนจะเข้ามาแย่งทุกอย่างไปจากตัวเองได้ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าคุณพ่อต้องปันความรักความห่วงใยและสมบัติบางส่วนให้กับพวกหล่อน
และฉันก็ไม่เชื่อหรอกว่าไอ้ท่าทางยินดีปรีดา ที่ทั้งน้าเอมิเรียและเอมิลี่กำลังแสดงออกมามันเป็ความรู้สึกจริงๆของพวกเธอ หล่อนสามารถรักหรือเอ็นดูลูกที่เกิดจากผู้หญิงอีกคนของสามีตัวเองได้จริงหรือพวกเธอทำใจอยู่ร่วมชายคากับคนที่เข้ามา เพื่อมีส่วนแบ่งในทรัพย์สมบัติของพ่อและสามีตัวเองได้จริงๆใช่ไหม
ฉันเชื่อว่าเราสามคนมันก็ตอแหลไม่น้อยไปกว่ากันนักหรอกต่างฝ่ายต่างใส่หน้ากาก แล้วค่อยไปตลบหลังเมื่อมีโอกาสในภายภาคหน้า นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดและตั้งใจจะทำ
จากสีหน้าและแววตาของคุณพ่อในตอนที่ฉันเอ่ยหยั่งเชิงดูก็รู้แล้วว่าท่านต้องลำบากใจมากแน่ๆ หากต้องเลือกข้างระหว่างลูกสาวที่พลัดพราก กับเมียและลูกอีกคนในปัจจุบันเป็ไปได้ที่าครั้งนี้ฉันอาจพ่ายแพ้
หากเลือกเปิดศึกซึ่งๆ หน้าฉันคงถูกเฉดหัวออกจากบ้านด้วยการส่งไปเรียนต่างประเทศหรือไม่คุณพ่อคงควักเงินสักก้อนที่พอให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆและส่งฉันไปอยู่บ้านหลังอื่นในคอลเลคชั่นของท่านแทน
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่้า เป้าหมายคือทุกอย่างของคุณพ่อซึ่งเป็สิทธิโดยกำเนิดของฉันแม้แต่เงินเพียงบาทเดียว ฉันก็ไม่้าให้มันกระเด็นออกจากกระเป๋า
แม่ลูกคู่นี้ต้องคืนทั้งหมดนั่นมา ระยะเวลาสิบหกปีที่ผ่านมาพวกหล่อน่ชิงอะไรไปบ้างต้องเอากลับคืนมาให้ฉันทั้งหมด และแน่นอนว่าการเอ่ยปากทวงตรงๆ คงไม่ได้อะไรคืนกลับเพราะฉะนั้นฉันจำเป็ต้องอยู่ต่อ ในฐานะพี่สาวแสนดีหรือลูกเลี้ยงแสนน่ารัก
อย่าถือโทษโกรธกันเลยนะพวกเธอเสวยสุขบนทรัพย์สมบัติที่ควรเป็ของฉันมามากพอแล้ว ได้เวลาที่ต้องชดใช้หนี้พวกนั้นคืนให้กับเ้าของตัวจริงอย่างฉันได้แล้วล่ะ
“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ คุณแม่ น้องเอมมี่...”