คนที่อยู่ในรถสะดุ้งสุดตัวกับสายตาที่จ้องตรงมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเขารีบมุดหัวหมอบลงกับเบาะข้างคนขับอย่างรวดเร็ว
หัวใจของชายหนุ่มเต้นรัวระทึกบ้าจริง คุณชายรองจี้เห็นเขาแล้วเหรอ!?
ผ่านไปสักพักชายคนนั้นถึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาดู ทว่าเมื่อเห็นภาพตรงหน้าชัดๆร่างกายก็พลันแข็งทื่อ...
‘ซวยแล้ว คุณชายรองจี้หนีไปแล้ว!’
ตอนนี้จี้ทิงเดินเข้าไปในร้านขายยาแห่งหนึ่งหลังจากซื้อยาเสร็จเขาก็ไม่ได้กลับโรงแรมทันทีแต่กลับยืนอยู่ริมถนนพลางครุ่นคิดบางอย่าง
เมื่อคืน‘จี้ทิง’ ดื่มจนเมามายไม่ได้สติเป็เพราะเขา้าพานายเอกออกจากเมืองไห่เฉิงแต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเขาเสียใจอย่างหนักจนต้องใช้เหล้าระบายความทุกข์ในใจ
ตามเนื้อเื่เดิมในการสร้างสถานการณ์สนามอารมณ์อันแสนน้ำเน่าบรรดาฝ่ายรุกผู้มีอิทธิพลล้นฟ้าเ่าั้ต่างหาที่อยู่ของนายเอกไม่พบแต่กลับปักใจเชื่อว่าจี้ทิงต้องกุมเบาะแสบางอย่างไว้จึงดาหน้ากันเข้ามาคุกคามเขาไม่หยุดหย่อน
นั่นหมายความว่า...ถ้าจี้ทิงไม่ปริปากบอกที่อยู่ของนายเอก เขาก็จะต้องถูกคนกลุ่มนี้ตามตอแยไม่เว้นวัน
จี้เยี่ยนจื๋อฝ่ายรุกลำดับที่สามเพิ่งจะแผลงฤทธิ์ไปส่วนคนที่ฝ่ายรุกลำดับที่สองส่งมาก็กำลังซุ่มรออยู่ในรถคันนั้น...
จี้ทิงหลุบตาลงเล็กน้อยเขาปรายตามองยาที่เพิ่งซื้อมา ก่อนจะมองมือของตัวเองในเมื่อเขาตัดสินใจแล้วว่าจะเอาตัวรอดจากเื่นี้สู้โยนเผือกร้อนในมือให้คนอื่นไปเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า
ไม่กี่นาทีต่อมาจี้ทิงเดินกลับมาที่ปากซอย ก่อนจะตรงดิ่งไปยังรถตู้คันนั้น
เขาเคาะกระจกรถสองครั้งผ่านไปเกือบสิบวินาที กระจกถึงค่อยๆ เลื่อนลงมา
ชายคนนั้นเปิดกระจกให้เห็นเพียงหน้าผากและดวงตา“ผมไม่รู้จักคุณนะ มีธุระอะไรหรือเปล่า?”
อีกฝ่ายแสดงท่าทีพิรุธชัดเจนจี้ทิงชูมือขวาขึ้น ระหว่างนิ้วเรียวยาวคีบกระดาษแผ่นหนึ่งเอาไว้“คนที่ลู่เหยียนชูตามหา อยู่ที่นี่”
ชายคนนั้นลนลานจนพูดติดอ่าง“ลู่... ลู่เหยียนชูอะไรกัน คุณ...”
ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบจี้ทิงก็สอดกระดาษเข้าไปตามร่องกระจก “ไปรายงานเ้านายซะแล้วไม่ต้องตามฉันมาอีก”
จี้ทิงหันหลังเดินจากไปทันทีจนกระทั่งแผ่นหลังของเขาหายลับเข้าไปในประตูโรงแรม ชายคนนั้นถึงเพิ่งจะได้สติเขาคว้ากระดาษบนตักมาเปิดดู ด้านในระบุที่อยู่แห่งหนึ่งในเมืองไห่เฉิง
ชายคนนั้นไม่กล้ารอช้ารีบควักโทรศัพท์ออกมาทันที
“คุณชายลู่ครับ คุณชายรองจี้... จู่ๆ เขาก็ยัดที่อยู่ใส่มือผมมาเฉยเลยครับ”
…
เวลา19.30น.
จี้ทิงกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลจี้ในขณะที่ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงตามคำสั่งของจี้เยี่ยนจื๋อ
ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าประตูบ้านคนที่เขาพบไม่ใช่พี่ชายคนโตที่ฝากคำขู่ไว้เมื่อเช้าแต่กลับเป็ชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง
อีกฝ่ายดูเหมือนจะรอมานานพอได้ยินเสียงคนกลับมาก็ลุกพรวดขึ้นทันที แต่พอเห็นว่าเป็จี้ทิงเขาก็ขมวดคิ้วถลึงตาใส่ “ทำไมเป็แกที่กลับมา?”
คำถามนั้นช่างฟังดูประหลาดราวกับว่าจี้ทิงไม่ควรจะปรากฏตัวอยู่ในตระกูลจี้แห่งนี้
สายตาของจี้ทิงกวาดมองใบหน้าของอีกฝ่ายก่อนจะเรียกขานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อารอง”
“ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าอา แกช่วยดูสารรูปตัวเองด้วยว่าคู่ควรไหม!” ชายคนนั้นมองเขาด้วยสายตาชิงชัง “ทำตัวไม่เป็ผู้เป็คนน่าขายหน้าชะมัด ออกไปข้างนอกก็อย่าไปบอกใครล่ะว่าแซ่จี้ฉันไม่อยากให้ตระกูลจี้ต้องมัวหมอง!”
จี้ทิงไม่อยากจะโต้เถียงกับเขาจึงเดินขึ้นชั้นบนไปเงียบๆ
ชายคนนั้นมองตามแผ่นหลังที่เดินห่างออกไปพลางแค่นเสียงเยาะหยัน “ลูกนอกสมรสก็คือลูกนอกสมรสนิสัยหงิมๆ ติ๋มๆ เหมือนแม่ที่เป็ชู้ของแกไม่มีผิดไร้ราคาจนเอามาเชิดหน้าชูตาไม่ได้เลยสักนิด”
เท้าที่กำลังเหยียบขั้นบันไดของจี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่งเขาคล้ายจะเอียงศีรษะเล็กน้อย แต่แล้วก็ก้าวเดินต่อขึ้นไปถึงชั้นบน
ห้องของเ้าของร่างเดิมอยู่บนชั้นสามเมื่อเข้าห้องมาแล้ว จี้ทิงไม่ได้กวาดตามองสำรวจรอบห้องแต่กลับนั่งลงที่โต๊ะทำงานแทน
เวลาผ่านไปราวสองชั่วโมงจี้ทิงหยุดนิ้วที่กำลังรัวแป้นพิมพ์ และจ้องมองข้อความบนหน้าจออย่างเงียบเชียบ
เื่ใหญ่ที่จี้เยี่ยนจื๋อต้องรีบกลับไปจัดการที่บริษัทในวันนี้ก็คือเื่ที่กรมศุลกากรตรวจสอบพบสินค้าหนีภาษีจำนวนมหาศาลจากบริษัทขนส่งในเครือตระกูลจี้และตัวการใหญ่ของเื่นี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คืออารองและลูกชายนั่นเอง
ตามเนื้อเื่เดิมจี้เยี่ยนจื๋อยอมช่วยพวกเขาออกมาเพราะเห็นแก่ความเป็ญาติแต่ทว่าความใจอ่อนในครั้งนั้นกลับกลายเป็ดาบสองคมที่เกือบจะทำลายตระกูลจี้ไปเกือบครึ่งในภายหลัง
ถ้าเขาเตือนจี้เยี่ยนจื๋อล่วงหน้า...
จี้ทิงส่ายหน้าเบาๆแทนที่จะให้อีกฝ่ายด่าหาว่าเขาบ้าด้วยสายตาดูแคลนสู้เขารวบรวมหลักฐานส่งให้ตำรวจเองจะดีกว่า คิดได้ดังนั้น เขาก็ปิดโน้ตบุ๊กและจัดวางเมาส์ให้ตรงกึ่งกลางแผ่นรองเมาส์อย่างแม่นยำ
เื่ของวันนี้ต้องจบลงในวันนี้และตอนนี้เขาควรจะนอนได้แล้ว
ขณะที่จี้ทิงก้าวเข้าไปในห้องน้ำประตูหน้าบ้านชั้นล่างก็ถูกคนรับใช้เปิดออก
จี้เยี่ยนจื๋อก้าวเข้ามาในห้องโถงเขาสอบถามพ่อบ้านั้แ่ตอนกลับมา พอรู้ว่าจี้ทิงกลับมาแล้วสีหน้าของเขาจึงดูเ็าขึ้นอีก
แต่ไม่รอให้เขาได้มองหาใครเงาร่างหนึ่งก็โถมเข้าใส่ทันทีในวินาทีที่เขาก้าวเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน
จี้ลี่ผิงพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้“เสี่ยวจื๋อ ครั้งนี้หลานต้องช่วยจี้รุ่ยให้ได้นะ!”
จี้เยี่ยนจื๋อปรายตามองเขาแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไรก่อนจะเดินเลี่ยงเข้าไปในห้องนั่งเล่น
จี้ลี่ผิงรีบวิ่งตามไปจนถึงโซฟาใบหน้าของเขาแดงก่ำ ร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด “อารู้ว่าครั้งนี้เขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่แต่เขาก็ถูกคนพวกนั้นยุแหย่ ถ้าไม่ใช่เพราะคนพวกนั้นเป่าหูเขาก็คงไม่มีทางกล้าทำเื่ผิดกฎหมายแบบนี้หรอก”
“เสี่ยวจื๋อ ถือว่าอาขอร้องเถอะ เห็นแก่ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาพอจี้รุ่ยออกมาได้อาสัญญาว่าจะตีขาให้หักทั้งสองข้างแล้วคอยดูแลเขาไม่ให้ก่อเื่เอง”
เมื่อเผชิญหน้ากับการอ้อนวอนอย่างน่าเวทนาของจี้ลี่ผิงจี้เยี่ยนจื๋อกลับไม่หวั่นไหวเขายังคงรักษาใบหน้าที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งไว้อย่างมั่นคง
ดวงตาคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยถามเพียงประโยคเดียว “เื่ที่จี้รุ่ยลักลอบหนีภาษีคุณอา... รู้เห็นด้วยั้แ่แรกใช่ไหมครับ”
เมื่อเห็นจี้ลี่ผิงชะงักกะทันหันจี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะแค่นยิ้มเย็น ทว่าจู่ๆ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่ข้างหู...
[ก่อนหน้านี้หมอบอกว่าพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำของฉันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆแต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้... จะมีบางอย่างไม่เหมือนเดิม]
[อย่างเช่น หัวแปรงสีฟันตอนนี้เหมือนว่าจะวางหันไปทางซ้ายได้แล้วแฮะ]
จี้เยี่ยนจื๋อจำได้ว่าเป็เสียงของจี้ทิงเขาขบฟันแน่นพลางตวัดสายตามองขึ้นไปยังชั้นสาม
[พอมองดูแล้วยังรู้สึกกังวลอยู่บ้าง หันกลับไปทางขวาดีกว่า]
[อืม... ลองหันไปทางซ้ายอีกทีดีไหมนะ?]
นิ้วเรียวยาวของจี้เยี่ยนจื๋อเริ่มเกร็งแน่นเขาพยายามเมินเฉยต่อเสียงของจี้ทิง เขาพยายามต่อสู้กับเสียงในหัวอย่างเงียบเชียบแต่ความเงียบนั้นกลับทำให้จี้ลี่ผิงหวาดกลัวจนสั่นสะท้าน และเริ่มอ้อนวอนสุดชีวิต
“จะผิดถูกยังไงก็ลงที่อาเถอะ เสี่ยวจื๋อ ขอแค่หลานยอมช่วยจี้รุ่ยจะให้อาทำอะไรอายอมทุกอย่าง!”
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วขณะที่กำลังจะอ้าปากพูด เสียงของจี้ทิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง : [อืมการทดลองผลกระทบของโรคย้ำคิดย้ำทำครั้งที่สามหัวแปรงสีฟันสามารถหันไปทางซ้ายได้แล้ว]
นี่เขายังจัดการกับแปรงสีฟันเฮงซวยนั่นไม่จบไม่สิ้นใช่ไหม?
ความโกรธที่ไม่สามารถระบุที่มาได้พุ่งตรงขึ้นสู่ศีรษะของจี้เยี่ยนจื๋อเพียงครึ่งนาทีต่อมา เขาก็เดินขึ้นไปชั้นบนและเปิดประตูห้องน้ำออกเสียงดังปัง
จี้ทิงที่ยืนอยู่หน้าอ่างล้างหน้าสะดุ้งโหยงดวงตาของเขาจ้องมองไปที่จี้เยี่ยนจื๋ออย่างงุนงง
หน้าอกของจี้เยี่ยนจื๋อกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงเขาถลันเข้าไปคว้าแปรงสีฟันเ้าปัญหาจากมือจี้ทิง แล้วหักมันเป็สองท่อนทันทีจากนั้นก็เหวี่ยงซากแปรงลงในอ่างอาบน้ำ “ถ้านายไม่นอนก็ไสหัวออกไปซะ!”
ทันทีที่พูดจบจี้เยี่ยนจื๋อก็สังเกตเห็นว่าสายตาที่จี้ทิงมองเขามีความระแวดระวังเพิ่มขึ้นสองเท่าและยังถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างกับเขาอีกด้วย
ความรู้สึกผิดที่อธิบายไม่ได้แผ่ซ่านไปทั่วอกจี้เยี่ยนจื๋อเพิ่งจะตระหนักได้ว่าพฤติกรรมของตัวเองนั้นดูประหลาดเกินไปจริงๆจี้ทิงเพียงแค่คิดอยู่ในห้องของตัวเอง ไม่ได้มีเจตนาจะรบกวนเขาเสียหน่อย
จี้เยี่ยนจื๋อกำหมัดแน่นกำลังจะหาข้ออ้างอธิบาย แต่แล้วก็ได้ยินเสียงของจี้ทิงดังขึ้นอีกครั้ง…
[จี้เยี่ยนจื๋อมีนิสัยโกรธง่าย อารมณ์รุนแรงและมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง หรืออาจจะมีปัญหาการทำงานของฮอร์โมนทำงานผิดปกติหรือไม่ก็เป็โรคทางจิตเวช]
...
โรคทางจิตเวช...คำนี้เปรียบเสมือนค้อนที่เหวี่ยงเข้าใส่จนความรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อครู่ของจี้เยี่ยนจื๋อปลิวหายไปจนหมดสิ้น
เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้จี้ทิงใบหน้าของเขาไม่แสดงความโกรธ แต่กลับยิ้มเย็นจนน่าขนลุก"ในเมื่อมีสติดีขนาดนี้ ก็คงไม่จำเป็ต้องนอนแล้วสินะ"
“ผม...” จี้ทิงยังพูดไม่ทันจบก็ถูกจี้เยี่ยนจื๋อคว้าข้อมือไว้แน่นแล้วกระชากตัวเขาออกมาจากห้องน้ำอย่างแรง
สองพี่น้องเพิ่งจะก้าวพ้นประตูห้องเสียงหนึ่งจากชั้นล่างก็แผดดังขึ้น “อะไรนะสิบปี?!”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองไปชั้นล่างเห็นจี้ลี่ผิงกำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคน เขาจึงสะบัดหน้ากลับมาแล้วสั่งจี้ทิงด้วยน้ำเสียงเ็าเฉียบขาด “เดี๋ยวลงไปข้างล่างแล้วหุบปากให้สนิทอย่าพูดออกมาแม้แต่คำเดียว”
จี้ทิงขมวดคิ้วเขาเริ่มรู้สึกว่าจี้เยี่ยนจื๋อเป็คนที่มีความขัดแย้งในตัวเองสูงมากในเมื่อไม่อยากได้ยินเสียงเขา แล้วจะลากเขาลงไปด้วยทำไม
ระหว่างที่ทั้งคู่เดินลงบันไดไปไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไรอีก จี้ลี่ผิงถึงกับหน้าซีดเผือด แทบจะยืนไม่อยู่
ทันทีที่เห็นทั้งคู่เดินลงมาเขากลับไม่สนว่าจี้ทิงจะยืนอยู่ตรงนั้นด้วยหรือไม่เขาทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าจี้เยี่ยนจื๋อทันที
แม้จี้เยี่ยนจื๋อจะเป็ผู้กุมอำนาจสูงสุดของตระกูลจี้แต่การเห็นอาแท้ๆ ของตัวเองคุกเข่าลงอย่างหนักแน่นขนาดนี้ก็ทำให้เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
“เสี่ยวจื๋อ ช่วยจี้รุ่ยด้วยเถอะ! ทนายบอกว่า...เขาเกี่ยวข้องกับคดีที่มีมูลค่ามหาศาล อย่างน้อยต้องติดคุกสิบปีเชียวนะ!”
คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อขมวดเข้าหากันขณะที่กำลังจะอ้าปากพูด เขาก็ได้ยินเสียงจากคนข้างตัวดังขึ้นมาเบาๆ...
[สนับเข่าคุณภาพดีจริงๆ ถึงว่าคุกเข่าได้ง่ายขนาดนี้]