ฉินหยางได้เก็บหินแห่งความตรัสรู้ไว้ในมิติฉินหยางมองไปที่กระดาษ ฉินหยางหยิงขึ้นมาอ่าน
"ถ้าเ้าได้อ่านข้อความนี่แล้วแสดงว่าข้าได้ตายแล้วข้าคือหลงฟู่ ข้าได้ต่อสู้กับพวกนอกโลกที่พยายามจะยึดโลกของเรา ข้าได้ต่อสู้จนฟ้าทลายดินถล่มมิติแตกสลาย ข้าได้ใช้ชีวิตทั้งหมดเพื่อทำลายร่างกายของหนึ่งในสิบแม่ทัพของพวกนอกโลก ถึงข้าจะไม่สามารถฆ่าเค้าได้แต่ข้าทำได้แค่สร้างศาลานี้เพื่อยับยั้งไม่ให้แม่ทัพได้ฟื้นฟูร่างกายได้ แต่ข้ารู้ว่าข้าไม่สามารถหยุดยั้งเค้าได้ ข้าหวังว่าคนรุ่นหลังจะสามารถฆ่าเค้าได้ ถึงจะเป็แค่แม่ทัพแต่ก็สามารถทำให้พวกที่บุกรุกเสียกำลังได้ ข้าไม่มีเคล็ดวิชาไรมากนักข้ามีแต่หินแห่งความตรัสรู้ หวังว่าจะเป็ประโยชน์ต่อเ้าได้ ถึงาครั้งนั้นเราจะชนะแต่มันจะกลับมาอีกครั้ง ข้าหวังว่าเ้าจะสามารถปกป้องโลกนี้ไว้ได้"
ฉินหยางได้อ่านจบสีหน้าก็เคร่งขรึม จากที่เค้าอ่านทำให้เค้ารู้ชายคนนั้นคือแม่ทัพจากพวกบุกรุกแล้วยังมีอันตรายอยู่นอกโลกอีก ฉินหยางถึงกลับปวดหัวตอนนี้เค้ายังเป็แค่คนตัวน้อยๆ แต่กลับมารู้ความรับนี้ซะได้ ฉินหยางถอนหายใจ
"นี้เยเหยาท่านพอจะรู้จักพวกที่บุกรุกโลกของข้าหรือไม่"
ฉินหยางถาม เยเหยาเงียบไปสักพักก่อนจะกล่าว
"ข้าไม่แน่ใจว่าเ้าอยู่โลกไหนแต่ข้าเคยได้ยินมาอยู่บ้าง มีมหาอำนาจกลุ่มหนึ่งที่ค่อยบุกรุกหลายๆโลก ข้าก็เคยตรวจสอบก็ได้รู้ว่าเหมือนมหาอำนาจนั่นกำลังหาสิ่งของหรืออะไรบ้างอย่างอยู่"
เยเหยาพูดออกมาเท่าที่นางรู้ แต่ฉินหยางััได้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียง
"ดูเหมือนท่านจะไม่ชอบพวกเค้ามากนัก"
ฉินหยางถามอย่างระมัดระวัง
"ฮึ.พวกมันเคยมาขวางทางข้า ตอนนั้นข้ากำลังจะฆ่าสำนักแห่งหนึ่งแต่สำนักนั้นรู้จักกับมหาอำนาจนั้นข้าเลยฆ่าคนมหาอำนาจนั้น ทำให้พวกเค้าได้ส่งคนมาลอบสังหารข้าแต่คนที่มาลอบสังหารข้าได้ตายไปหมดแล้ว ข้าใช้เวลานานมากเพื่อหาคนของมหาอำนาจนั้นแต่ก็ไม่สามารถหาเจอได้ ถึงข้าจะฆ่าพวกมันไปเยาะแต่ก็ไม่สามารถทำลายมันทั้งหมดได้"
เยเหยาพูดด้วยความเ็า ฉินหยางกลืนน้ำลายดูเหมือนข้าจะไปแหย่นางเล่นมากไม่ได้แล้ว
"แล้วมหาอำนาจนั้นชื่อไรหรอ"
ฉินหยางถาม
"ถ้าข้าจำไม่ผิดหลายคนเรียกว่าหอมารทมิฬ"
เยเหยาพูดด้วยน้ำเสียงเ็า ฉินหยางจำชื่อนั่นไว้ในใจฉินหยางโค้งคำนับที่โครงกระดูกเล็กน้อย
"ขอบคุณที่ท่านปกป้องโลกใบนี้ ข้าจะเป็คนต่อเจตจำนงค์ของท่านเองโลกนี้พวกเราจะปกป้องไว้ให้ได้"
ฉินหยางพูดอย่างจริงจัง คนที่เสียสละเพื่อโลกใบนี้สมควรได้ความเคารพจากเค้า ฉินหยางได้เดินออกมาจากห้องเค้าเดินไปรอบๆเมื่อผ่านไปสักพัก ฉินหยางก็ได้ออกมาจากศาลาอย่างมึนงง เค้าได้มองหันกลับไปศาลาค่อยๆหายไป ฉินหยางถอนหายใจก่อนจะเดินจากไป ภายนอกมิติลับมีกองกำลังมากมายมีชายคนหนึ่งกำลังนำหน้า
"ที่นี่คือมิติลับที่นายท่านบอกใช้หรือไม่"
ชายคนที่เหมือนจะเป็หัวหน้าพูดออกมาอย่างเ็า มีชายคนหนึ่งเดินออกมาก็จะกล่าว
"ท่านเทียนิข้าได้ใช้สมบัติขั้นจักรพรรดิเพื่อที่จะหามิติลับนี้ได้ต้องไม่ผิดแน่"
ชายคนนั้นพูดออกมาอย่างมั่นใว
"ข้าก็หวังว่าจะเป็จริงไม่งั้น"
เทียนิพูดไม่จบแต่ชายคนนั้นมีเหงื่อเย็น เค้ารู้ดีถึงการทรมานของราชวงศ์แค่คิดก็ตัวสั่น เทียนิได้สั่งให้คนเข้าไปดูเมื่อชายคนนั้นเข้าไปก่อนจะออกมา เมื่อเทียนิเห็นว่าไม่มีกับดักเค้าก็เดินเข้าไป เมื่อเข้ามาเทียนิก็ขมวดคิ้วเค้ารู้ได้ทันทีว่ามีคนเข้ามาแล้วสีหน้าเค้าเ็าขึ้นมา
"แยกย้ายกันไปหาคนที่เข้ามาแล้วฆ่าทิ้งให้หมดอย่าให้ใครออกไปได้"
เทียนิสั่งอย่างเ็าเื่นี้ต้องไม่ใช่หลุดรอดไปได้ พวกเค้าได้แยกย้ายกันไปเพื่อตามหาคนที่เข้ามา ฉินหยางได้เดินเข้าไปข้างในของมิติลับเค้าอยากรู้ว่ามิติลับนี้มีอะไรซ่อนอยู่ เมื่อเดินมาเรื่อยเค้าก็มีถึงชั้นในของแดนลับ ฉินหยางมองไปข้างหน้าเค้าเห็นประตูขนาดใหญ่มียันต์อักขระโบราณแกะสลักอยู่บนตัวประตู ฉินหยางมองภาพนี้ก็ขมวดคิ้วแน่นเข้าไม่รู้ว่สจะเปิดประตูขนาดนี้ได้ยังไง
"โอ้ว..โลกเ้ามียันต์อักขระด้วย"
เยเหยาพูดด้วยความสงสัยเล็กน้อย ฉินหยางสงสัย
"ยันต์อักขระคือสิ่งใดหรือ"
"ยันต์อักขระก็เหมือนนักปรุงสร้างหรือนักหลอมสร้าง ยันต์อักขระสามารถแกะสลักกับอาวุธหรือสิ่งใดจะทำให้พลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก"
เยเหยาอธิบายให้ฉินหยางฟัง เมื่อเค้าได้ยินก็เข้าใจเค้ามองไปที่ประตูยิ้มอย่างขมขื่น
"แล้วข้าจะเข้าไปได้ไงเหละ"
ฉินหยางพูดในใจอย่างสงสัย
"เ้าไม่ต้องกังวนเท่าที่ข้าดูเหมือนมันจะไม่ได้ห้ามให้คนเข้าไป ข้าคิดว่าคนที่แกะสลักต้องทิ้งข้อกำหนดไว้เพื่อไม่ให้คนบางคนเข้ามา เ้าลองเดินเข้าไปดูเพื่อเ้าจะเข้าไปได้"
เยเหยาแนะนำ ฉินหยางเชื่อนางเค้าได้เดินเข้าไปเอามือแตะที่ประตู แสงส่องออกมาจากระหว่างซอกประตู ฉินหยางไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกดูดเข้าไปในประตูทันที่ ร่างกายฉินหยางรู้สึกเบาฉินหยางมองไปข้างล่างสีหน้าก็เปลี่ยนไป เค้ากำลังตกลงมาจากบนฟ้าฉินหยางได้นำพลังทั้งหมดเพื่อลงพื้น ฉินหยางตกลงมากลิ้งไปบนพื้นก่อนจะหยุดลง เค้าค่อยๆลุกขึ้นเค้ามองไปรอบๆท้องฟ้าเต็มไปด้วยความมืดมิด พื้นดินแห้งแล้งต้นไม้ล้มตายทั้งหมด ฉินหยางได้เดินไปในโลกที่แห้งแล้งเค้าเดินมานานแค่ไหนก็ไม่รุ้แล้ว ไม่ว่าจะเดินนานแค่ไหนก็มีแต่พื้นที่แห้งแล้ง ฉินหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย
"นี่ข้าต้องเดินอีกนานแค่ไหน"
ฉินหยางพูดออกมาแต่ไม่มีใครตอบเค้า ฉินหยางได้เดินต่อไปเรื่อยๆแต่ก็ไม่สามารถออกจากสถานที่นี้ได้ ผ่านไปไม่รู้กี่วันแล้วก็ไม่รู้ฉินหยางได้เดินมาไม่อยู่ ฉินหยางได้ไปเห็นแสงสว่างออกมาฉินหยางได้เดินเข้าไปในแสงนั้น เมื่อเค้าเดินเข้าไปในแสงฉินหยางหลับตาเล็กน้อยเมื่อลืมตาอีกที่ก็มาถึงห้องโถงแห่งหนึ่ง เค้ามองไปรอบๆห้องโถงขนาดไม่ใหญ่มากแต่ก็ดูเป็ระเบียบมีชายคนหนึ่งกำลังมองมาที่เค้าสีหน้ายิ้มแย้ม ฉินหยางชักดาบออกมาเค้ามองไปที่ชายคนนั้นอย่างระมัดระวัง เมื่อชายคนนั้นเห็นฉินหยางก็อดขำไม่ได้
"เ้าหนูเ้าไม่ต้องระแวงข้าถ้าข้าคิดจะทำร้ายเ้า เ้าคงไม่รอดแล้ว"
ชายคนนั้นพูดออกมา ฉินหยางได้ฟังเช่นนั้นก็คิดสักพักก่อนจะเก็บดาบลงก่อนจะประกบมือไปทางชายคนนั้น
"ข้าขอโทษท่านด้วยข้าแค่ป้องกันตัวท่านอย่าได้ถือสาเลย"
ฉินหยางพูดออกมา ชายคนนั้ได้ยินสีหน้ายังยิ้มแย้มเช่นเคย
"การระมัดระวังเป็เื่ปกติเ้าไม่ต้องขอโทษหลอก"
ชายคนนั้นพูดออกมาน้ำเสียอ่อนโยน
"ข้าชื่อฉินหยางท่านมีนามว่าไร"
ฉินหยางถาม
"ถึงจะไม่ค่อยจำเป็แต่บอกไปก็ไม่มีปัญหา ข้ามีนามว่าหลงอู่เฉินข้าเป็เ้าของมิติลับนี้ แต่น่าเสียดายเ้ามาช้าไปมีคนหนึ่งมาก่อนเ้าไปก้าวหนึ่ง"
ชายคนนั้นพูดด้วยความเสียดาย ฉินหยางได้ยินเช่นนั้นก็เหมือนจะเข้าใจนี้น่าจะเป็โอกาสของกู่เฉิน
"ข้าได้ผลประโยชน์มากพอแล้ว โอกาสควรเป็ของคนที่วาสนาต่อกัน"
ฉินหยางกล่าวอย่างจริงจัง เมื่อชายคนนั้นได้ยินสีหน้าก็ชื่นชมขึ้นมา
"ถึงเ้าไม่ได้โอกาสของข้าแต่ข้ามีพื้นที่หนึ่ง พื้นที่นั้นข้าได้มาบังเอิญมันสามารถ
เพิ่มความเข้าใจในการบ่มเพาะได้ ที่สำคัญข้าคิดว่าน่าจะมีอะไรมากกว่านี้แต่น่าเสียดายข้าได้ตายก่อน"