เถียนฮวนได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป “ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”
“ก็เพราะท่านพ่อตาเลี้ยงดูภรรยาของข้าให้เป็นสตรีที่ดี ทั้งแปรรูปสมุนไพรเป็น ทำอาหารเก่งแถมยังฉลาดเฉลียว ขยันขันแข็ง ข้าจะต้องปฏิบัติต่อเจ้าให้ดีสมกับความเหนื่อยยากของท่านพ่อตาที่เลี้ยงดูเจ้ามา”กู้ฉางสุ่ยกล่าว
คำชมชุดใหญ่ของเขาทำเอาใบหน้าเถียนฮวนแดงระเรื่อ
“ต่อหน้าคนอื่นท่านพูดเช่นนี้ข้ายังพอเข้าใจได้ แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้ว ท่านก็ยังไม่เลิกชมอีกหรือ”
“นี่ไม่ใช่คำชมเสียหน่อย ข้าก็แค่พูดความจริง เจ้าเก่งขนาดนี้ ดีขนาดนี้ การที่ได้เจ้าเป็นภรรยาข้าก็เหมือนได้สมบัติล้ำค่าเลยเชียวละ!” กู้ฉางสุ่ยยิ้มกว้าง
เขาพูดออกมาอย่างไม่อายแม้แต่น้อย แต่เถียนฮวนกลับรู้สึกว่าหูตัวเองร้อนผ่าวจนแทบลุกเป็นไฟ
“ท่านนี่มัน...ข้าไม่ได้ดีถึงเพียงนั้นหรอก”
“เชื่อข้าเถอะ เจ้าดียิ่งนัก” กู้ฉางสุ่ยพยักหน้าอย่างหนักแน่น ดวงตาจ้องมองนางไม่วางตาในดวงตานั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ
เถียนฮวนมองแล้วหัวใจเต้นระรัว รีบเบือนหน้าหนี “เมื่อครู่นี้บอกว่าจะออกมาเดินย่อยอาหารไม่ใช่หรือท่านก็ควรจะเดินให้มากหน่อย! เย็นนี้ท่านกินไปเยอะ หากไม่เดินย่อยให้ดี เดี๋ยวคืนนี้ท่านก็ปวดท้องอีกหรอก!”
เอ่ยจบหญิงสาวก็รีบก้าวเท้านำหน้าไปทันที
กู้ฉางสุ่ยเห็นดังนั้นก็ยิ้มกว้างจนริมฝีปากยกขึ้นเป็นเส้นโค้ง
“ภรรยา รอข้าด้วย!”
เขาร้องเรียกออกมาเสียงดัง เร่งฝีเท้าเดินตามนางไป
บุรุษผู้นี้! รู้ทั้งรู้ว่านางกำลังเขินอาย ยังจะแกล้งนางอีก!
แม้จะรู้ดีว่าฟ้าใกล้มืด รอบๆ เชิงเขาก็ไม่มีผู้คนอยู่แล้ว แต่เถียนฮวนก็ยังรู้สึกได้ถึงความร้อนวูบวาบบนใบหน้า
นางอดไม่ได้ต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เพื่อทิ้งระยะห่างกับเขาให้มากเข้าไว้
ด้านหน้ามีป่าไผ่ผืนหนึ่ง สองสามีภรรยาผ่านทางนี้มาหลายครั้งแล้วคราวนี้เถียนฮวนก็คิดจะลัดผ่านเหมือนเคย
แต่ไม่คาดคิดว่า พอเพิ่งก้าวเข้าไปไม่กี่ก้าว ป่าไผ่กลับมีเสียงเคลื่อนไหวบางอย่างทันใดนั้นมีเงาดำกลมๆ พุ่งพรวดออกมาจากในป่าไผ่ วิ่งเฉียดผ่านนางไปอย่างรวดเร็ว
เถียนฮวนตกใจจนขนลุกซู่
“สามี! ท่านอยู่ที่ใด! รีบมานี่เร็ว!ข้ากลัว!” นางร้องเรียกด้วยเสียงสั่นเครือ
กู้ฉางสุ่ยรีบวิ่งเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น”
“ฮือ”
แม้จะห่างกันเพียงครู่เดียว แต่พอเห็นเขาอีกครั้ง เถียนฮวนก็เหมือนเจอเชือกช่วยชีวิตรีบโผเข้ากอดเขาไว้แน่น สองมือจับชายเสื้อเขาไม่ยอมปล่อย
เมื่อภรรยาตัวโผเข้ากอดเช่นนี้ กู้ฉางสุ่ยย่อมไม่ผลักไส เขารีบโอบกอดนางไว้ มือใหญ่ลูบหลังนางเพื่อปลอบโยนพลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อครู่เจ้าเห็นสิ่งใดกันแน่”
“ข้าเห็นเงาดำกลมๆ...” เถียนฮวนพูดติดขัดอยู่พักหนึ่งกว่าจะเล่าเรื่องราวเมื่อครู่จบ
“มันพุ่งออกมาจากตรงนั้น วิ่งผ่านข้าไปฝั่งโน้นแล้วก็หายไปเลย!” พอนึกถึงเจ้าเงาดำๆนั่น นางก็ยังรู้สึกกลัวไม่หาย มือที่เกาะเสื้อกู้ฉางสุ่ยก็ยิ่งกำแน่น
เพิ่งพูดจบ กู้ฉางสุ่ยก็ก้มลงเก็บก้อนหินเล็กๆ ข้างทางแล้วขว้างไปทางทิศที่เถียนฮวนชี้ว่าเงาดำหายไป
ทันใดนั้น เงาดำนั้นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันส่งเสียงร้องแหลมสูงออกมาแล้วพุ่งตัวเข้าไปในป่าไผ่ด้านใน
“อ๊าก! มัน...มันมาอีกแล้ว!”
เถียนฮวนตกใจจนร้องไห้ออกมา นางรีบปีนขึ้นไปบนตัวกู้ฉางสุ่ยทั้งมือทั้งเท้า
กู้ฉางสุ่ยรีบประคองนางไว้ แต่ในลำคอกลับหัวเราะออกมาอย่างเบิกบาน “ไม่ใช่สัตว์ที่น่ากลัวหรอกน่าแค่ตัวอ้น สัตว์พวกนี้มักอยู่ในป่าไผ่ ตัวใหญ่กว่าหนูธรรมดา แต่เนื้ออร่อยมากนะ! รสชาตินุ่มละมุนมีกลิ่นไผ่อ่อนๆ ด้วย”
“ท่านยังจะกล้าพูดอีก!”
เถียนฮวนโมโหจนกำหมัดทุบเขาไม่หยุด “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ ท่านจงใจใช่หรือไม่!รู้ทั้งรู้ว่าข้ากลัว ยังจะโยนหินทำให้มันออกมาหลอกข้าอีก!”
“ใช่ๆ เป็นข้าที่ผิดเอง แต่ตอนนี้เจ้าก็เห็นหน้าตามันแล้วไม่ใช่หรือ แบบนี้เจ้าก็ไม่ต้องกลัวแล้วคืนนี้ก็ไม่ต้องฝันร้ายด้วย” กู้ฉางสุ่ยรีบพูด
ได้ยินเช่นนั้น หัวใจเถียนฮวนที่เต้นโครมครามไม่หยุดก็ค่อยสงบลง
“ท่านคิดแบบนั้นจริงหรือ” นางเอ่ยเบาๆ
“ใช่” กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในใจคนเราก็คือเงารางๆ พวกนั้น ยิ่งเลือนรางก็ยิ่งชวนหวาดหวั่นเพราะเราจะคิดฟุ้งซ่านไปเอง แต่ถ้าได้เห็นตัวจริง ก็จะได้รู้ว่ามันไม่มีอะไรเลย เหมือนอย่างตอนนี้เจ้าก็เห็นแล้วว่าเงาที่หลอกหลอนเจ้าก็แค่ตัวอ้น ไม่เห็นน่ากลัวเลยสักนิด แต่ถ้าเจ้าคิดว่าข้ายังผิดอยู่ไว้วันหลังข้าจะจับมันมาให้เจ้าย่างกินล้างแค้นให้สะใจเลย!”
คำพูดของเขาทำเอาเถียนฮวนหลุดขำออกมา
“ก็ได้ ตอนนี้ข้าก็ไม่กลัวแล้ว” นางตบไหล่เขาเบาๆ “วางข้าลงเถอะ”
กู้ฉางสุ่ยจึงค่อยๆ ปล่อยนางลง แล้วทั้งสองก็เดินต่อไปตามทางเล็กในภูเขา แต่คราวนี้เถียนฮวนไม่กล้าเดินนำลิ่วๆ คนเดียวอีกต่อไป
นางเดินเคียงข้างกู้ฉางสุ่ย คุยเล่นเรื่อยเปื่อยกันตลอดทาง การเดินย่อยในยามราตรีจึงผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น
แม้สายลมยามค่ำจะพัดให้กิ่งไม้ไหวไปมา เงาไม้พลิ้วไหวทอดลงบนพื้น แต่เมื่อมีเขาอยู่เคียงข้างเถียนฮวนก็ไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป
ทั้งสองเดินไปประมาณครึ่งชั่วยาม จนกระทั่งกู้ฉางสุ่ยรู้สึกว่าไม่แน่นท้องแล้วจึงพากันกลับบ้าน อาบน้ำล้างหน้าแล้วจึงเข้านอน
กลางดึก เถียนฮวนที่เดิมซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนกู้ฉางสุ่ย กลับพลันลุกขึ้นนั่งทันที
“ข้านึกออกแล้ว!”
คราวนี้กลายเป็นกู้ฉางสุ่ยที่ตกใจแทน เขารีบลุกขึ้นนั่งเช่นกัน มองภรรยาด้วยความระมัดระวังในใจคิดว่า
นางละเมอหรือว่าตื่นจริงกันแน่?
แต่เขาก็ได้คำตอบในทันที เพราะเถียนฮวนหันมาทางเขาแล้ว
นางตื่นเต้นรีบคว้ามือเขาไว้แน่นเสียจนเขารู้สึกได้ถึงแรงบีบ “สามี ข้านึกออกแล้ว!ยาทาสำหรับแผลถูกลวก! ท่านพ่อเคยบอกว่าใช้น้ำมันจากตัวอ้นได้ ตอนเย็นเราเพิ่งเห็นตัวอ้นในป่าไผ่หลังเขาไม่ใช่หรือสัตว์จำพวกนี้มักอยู่รวมกัน ถ้าเจอตัวหนึ่ง ละแวกนั้นย่อมมีอีกหลายตัวแน่นอน! พรุ่งนี้เราจะไปจับตัวอ้นกันรีดไขมันจากตัวอ้นมาทำยาทาสำหรับแผลถูกลวก!”
เอ่อ...
มุมปากกู้ฉางสุ่ยกระตุกเล็กน้อย
“ดึกดื่นเช่นนี้เจ้าตื่นขึ้นมาเพราะเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ”
ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่านางไม่ได้ละเมอ แต่ตื่นเต็มตา
เถียนฮวนพยักหน้า ใบหน้าประดับยิ้มกว้าง
แสงจันทร์ลอดผ่านช่องหน้าต่าง ตกกระทบลงบนร่างของนางพอดี แววตาของเถียนฮวนเป็นประกายราวกับมีดวงดาวส่องแสงอยู่ในนั้น
“ตอนกลับจากตัวตำบล พวกเราได้ยินมาว่าอนุภรรยาของคหบดีหวังถูกน้ำร้อนลวกมิใช่หรือน้ำมันตัวอ้นสามารถรักษาแผลถูกลวกได้ เหตุใดพวกเราจะไม่ใช้โอกาสนี้ทำยาทาแผลถูกลวกไปขายเล่า”
นางยิ่งพูดยิ่งกระตือรือร้น ถึงขั้นจับมือใหญ่ของเขาไว้ทั้งสองข้าง
“ข้าตัดสินใจแล้ว! พรุ่งนี้เช้าเราจะไปจับตัวอ้น!”