ตอนที่ 170
มาทำไม
ด้วยความร้อนรนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ทำให้หนิงเซียนที่ถือหน้ากากครึ่งซีกในมือเอาไว้คิดเพียงหาสถานที่ซุกซ่อนตัว แม้เสวี่ยหมิงจะไม่รู้ว่าทำไมหนิงเซียนที่มีสถานะสูงส่งถึงต้องหลบหน้าผู้คน แต่เพื่อความสบายใจของนางเสวี่ยหมิงก็ไม่คิดที่จะเร่งร้อน ช่วยกันปกปิด รีบลงไปนอนราบนำเหล็กพันธนาการที่ขาดสะบั้นไปแล้วมาพาดพันไว้ในตำแหน่งเดิม
หนิงเซียนที่พบว่าภายในคุกแห่งนี้หากเป็นผู้คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เข้ามา ด้วยระดับพลังที่สูงส่งคงยากหลบซ่อน จำต้องใช้แผน...ซ่อนไม้ในป่า ใช้เพลิงอัคคีห่อหุ้มร่างกระโดดจมหาไปในเพลิงลาวาอันร้อนแรงด้านตรงกันข้ามกับเสียงที่เพิ่งจะดังขึ้น แต่ยังไม่วายสงสัยว่าผู้มาเป็นใครแอบซ่อนตัวอยู่ที่มุมชะง่อนหินโผล่ศีรษะพ้นขึ้นมากึ่งหนึ่งให้พอมองเห็นเรื่องราวที่อยู่ห่างออกไป
"เสวี่ยหมิง..."หลิงจือเอ่ยเสียงเบาเพราะเกรงว่าจะมีผู้คนได้ยิน ศีรษะที่ยื่นพ้นแอ่งลาวาร้อนของนางหันซ้ายทีขวาทีเมื่อไม่พบเห็นผู้คนจึงได้โผล่ร่างขึ้นมาจากลาวาร้อน ใช้ท่าร่างหงส์อัคคีทะยานแผ่วเบามาหยุดอยู่ที่ตรงหน้าของเสวี่ยหมิง โดยไม่ได้สนใจบาดแผลภายนอกจากเพลิงร้อนที่กำลังสมานตัวเองอยู่ในเวลาเดียวกัน "เสวี่ยหมิง ข้า...ข้าคิดว่าผู้คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์กำลังลงทัณฑ์เจ้าอยู่..."สีหน้าเศร้าสร้อย ดวงตาทอประกายหมองหม่น ยากบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกที่ปะปนกันของหลิงจือจับจ้องไปยังร่างที่นอนสั่นระริกอยู่บนพื้น "ข้า...ข้าขอโทษ ข้าไม่คิดว่าท่านประมุขจะ..."
"เจ้าหยุดพูดก่อน..."เสวี่ยหมิงที่หยุดสั่นไหวเงยศีรษะขึ้นมองไปยังหลิงจือด้วยอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเขารู้ดีว่าการที่เด็กสาวเสี่ยงชีวิตฝ่าบ่อลาวาร้อน รวมถึงฝ่าฝืนคำสั่งผู้เป็นอาจารย์รวมถึงเจ้าสำนักเข้ามาเพื่อพบกับเขานั้น ล้วนกระทำการด้วยจิตใจบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เพียงแต่...ทำไมต้องเป็นเวลานี้
"เจ้ามาทำไมกัน" แต่เมื่อไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาเช่นไรเสวี่ยหมิงจึงได้เอ่ยคำถามออกไปตรง ๆ โดยไม่วกอ้อม
"เออ...ข้า ข้ามาทำไม" หลิงจือหน้าซีดปากสั่น คำถามของเสวี่ยหมิงฉุดดึงสติอันเลอะเลือนด้วยความตกใจของนางที่เกิดจากการพบเห็นผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าทางเข้าคุกอัคคีผลาญ คำถามที่ไร้คำตอบ...เพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงได้กระทำเรื่องราวงี่เง่าเช่นนี้ เพราะหากจะเอ่ยว่ามาช่วยเสวี่ยหมิงออกไปนั่นก็ขัดกับเหตุผลเพราะฝีมือของหลิงจือนั่นแม้แต่องครักษ์คนเดียวของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ นางก็ไม่อาจจะเอาชนะได้อยู่แล้ว แต่หากผู้ที่อยู่ด้านในกับเสวี่ยหมิงเป็น...ไป๋เหอฟ่าน คาดว่าหากนางไม่ถูกจับตัวไปลงโทษสถานหนัก ก็อาจจะถูกสังหารด้วยข้อหาช่วยเหลือนักโทษก็เป็นได้
"..."เสวี่ยหมิงที่เห็นท่าทางสับสนของหลิงจือ ในใจก็เกิดความรู้สึกผิดที่เอ่ยคำถามรานน้ำใจของเด็กสาว และเพื่อไม่ต้องการให้นางห่วงใยตนเองแบบงี่เง่าเช่นนี้อีก เสวี่ยหมิงจึงได้แสร้งแสดงละครขึ้นมาฉากหนึ่งแทน
..."ย๊ากกกก !!!" โซ่พันธนาการข้อมือข้อเท้าทั้งสี่เส้นของเสวี่ยหมิงพลันกระเด็นปลิวไปคนละทิศทางคนละทาง เสวี่ยหมิงเปลี่ยนจากท่านอนราบที่ถูกจองจำ กลับกลายมายืนมาดมั่นอยู่ที่เบื้องหน้าของหลิงจือด้วยดวงตาสุกสกาวเปี่ยมล้นไปด้วยพลังลมปราณอันสมบูรณ์ หาได้ปรากฏร่องรอยความอ่อนล้าแม้แต่น้อย
"นี่ท่าน..."
เสวี่ยหมิงพยักหน้ารับ แต่ดวงตาที่มองตรงไปยังไม่อาจละสายตาไปจากเรือนร่างของหลิงจือได้อีกครั้ง ปากที่หุบแน่นพลันตกห้อยลงมาจนอ้าหวอ
"ทำไมท่าน..." หลิงจือที่เพิ่งรู้สึกตัวรีบใช้สองมือปกปิดร่องรอยของเสื้อผ้าที่ถูกเพลิงร้อนของลาวาเผาไหม้ จนเลือดเนื้อขาวผ่องโผล่พ้นวับแวมออกมาปรากฏต่อสายตาของเสวี่ยหมิงเป็นคำรบที่สอง
ว๊ายยยย !!!
หลิงจืออุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าแดงกล้ำ แม้ครั้งนี้จะไม่ได้โป๊เปลือยเช่นเดียวกับในคราที่ถูกเซียนเฒ่าประหลาดจับตัวไป แต่ครั้งนี้เป็นนางเองที่เสนอหน้าเข้ามาหาเสวี่ยหมิงเอง
"คน...คนลามก เจ้ามองอะไรกัน" หลิงจือเอ่ยค้อน
"..." เสวี่ยหมิงไม่รู้จะเอ่ยตอบเช่นไร เมื่อถูกจับได้ก็จำต้องเบือนหน้าหนีไปอีกทาง แต่ด้วยสัญชาตญาณผู้ร้ายปากแข็ง เสวี่ยหมิงจึงโพล่งคำพูดออกมาโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน "หึ หึ เนื้อตัวของเจ้ามากกว่านี้ข้าก็เคยเห็นมาแล้ว ทำไมข้าถึงต้องจ้องมองเจ้า ข้าเพียงแค่ยังมึนงงจากการจองจำไม่หายต่างหาก ถึงได้นิ่งค้างไป"
"เจ้า...เจ้านี่มัน..." หลิงจือยกมือขึ้นเช็ดปาดน้ำตาที่เออคลอหน่วย แต่น้ำตาที่ร่วงรินนั้นหาใช่น้ำตาของความผิดหวังหรือเสียใจ แต่เป็นน้ำตาแห่งความผ่อนคลายที่รับรู้ว่าเสวี่ยหมิงนั้นยังปกติสุขดีอยู่ แม้ว่าตอนนี้นางจะไม่รู้ตัวแต่การโต้เถียงกับเสวี่ยหมิงในทุกครั้งก็ถือเป็นความสุขอันแปลกพิกลที่ประทับอยู่ในจิตใจของหญิงสาวเสียแล้ว "ในเมื่อเจ้า สบายดีแล้วข้าก็ไม่จำเป็นต้องยื่นมือช่วยเหลืออีก งั้น..." หลิงจืองุดหน้าลงต่ำ "ข้าจะไปละนะ..."คำเอ่ยลาที่ดังขึ้นของหลิงจือในครั้งนี้...น้ำเสียงทั้งแผ่วเบาและแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้อีกส่วนหนึ่ง
"เจ้ายังไปไม่ได้" เสวี่ยหมิงเอ่ยขึ้นทันที
ใบหน้าของหลิงจือที่งุดลงต่ำกลับแดงกล้ำยิ่งกว่าเดิม จู่ ๆ มุมปากทั้งสองข้างของเด็กสาวก็ยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว หัวใจที่อ่อนล้าและผิดหวังราวกับพื้นดินอันแห้งผากที่ขาดฝนเย็นชุ่มช่ำมานานนับปี กลับกลายเป็นชุ่มชื่นขึ้นด้วยถ้อยคำเพียงประโยคเดียวของเสวี่ยหมิงที่เอ่ยขึ้นเพื่อรั้งตัวของนางเอาไว้
"ท่านหมายความเช่นนั้นจริง ๆ ใช่มั้ย"หลิงจือเอ่ยย้ำเพราะกลัวว่าคำกล่าวนั้นเป็นตนเองที่หูแว่วไป หรือความหมายที่เสวี่ยหมิงเอ่ยขึ้นอาจจะแตกต่างจากที่นางคิด
"ใช่สิ ข้าหมายถึงว่าเจ้ายังไปไม่ได้"
"ท่าน..."หลิงจือกัดริมฝีปากล่างของตนเองด้วยความขวยเขิน "ไม่สิ หากเจ้าไม่ให้ข้าไป แล้วผู้คนอื่นมาพบเข้ามันจะไม่เป็นการย่ำแย่หรอกหรือ"
"เจ้านี่ประหลาดยิ่งนัก ข้าไม่ได้หมายความว่าให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าในคุกอัคคีผลาญแห่งนี้"
หลิงจือที่ถูกกระชากลงจากบัลลังก์แห่งความเคลิบเคลิ้ม ยกศีรษะที่ก้มต่ำให้เงยขึ้นมองเสวี่ยหมิงที่ตอนนี้หันหลังให้กับตนเองด้วยความสงสัย "ท่านหมายความว่า..."
"ที่ข้าบอกเจ้าว่าเจ้ายังไปไม่ได้ เพราะหากเจ้าเดินออกไปที่ด้านนอกด้วยสภาพเช่นนี้ ผู้คนจะคดิเช่นไร หรือว่าแท้จริงแล้วเจ้าเป็นหญิงวิปลาสที่ชอบอวดเนื้อหนังของตนเองกัน"
"เจ้า...เจ้า..."หลิงจืออ้าปากค้าง เพราะสิ่งที่เสวี่ยหมิงเอ่ยขึ้นนั้น ไม่เพียงแค่ทำลายภาพฝันอันเคลิบเคลิ้ม แต่คำกล่าวของเสวี่ยหมิงยังขุดฝังจินตนาการหวานช่ำของนางพร้อมกลบปิดและกระทืบซ้ำเข้าไปอีกครา
แต่เป็นเพราะเหตุผลที่มิอาจเข้าใจ ทำให้หลิงจือจึงไม่ได้เกรี้ยวกราดกับคำตอบของเสวี่ยหมิงเช่นแต่ก่อน แต่ในจิตใจของหลิงจือกลับเกิดความรู้สึกสุขใจและขบขันปะปนขึ้นมาเสียหลายส่วน
"เฮอะ เรื่องแค่นี้ ไม่ต้องรอให้เจ้าบอก ข้าก็เข้าใจ แถมข้าเองก็มีชุดสำรองเอาไว้หรอกน่า" หลิงจือเอ่ยพร้อมนำชุดที่อยู่ในแหวนมิติของตนเองออกมาสวมทับลงไป