ขณะที่โม่เสวี่ยิ่มาถึง โม่เสวี่ยถงกำลังดื่มยาที่เ้าอาวาสวัดเป้าเอินช่วยจัดหามาให้
“น้องสาม อยู่ดีๆ เหตุใดจึงป่วยหนักเช่นนี้ได้ พี่หญิงใหญ่รู้สึกไม่วางใจจึงรีบมาหาทันทีเลย”โม่เสวี่ยิ่เดินมาหน้าเตียงของโม่เสวี่ยถง เห็นสีหน้าของนางซีดเซียวจึงรู้ว่านางป่วยจริงริมฝีปากก็เผยรอยยิ้มบางๆ
สตรีผู้หนึ่งถูกคนจับได้ว่านัดพบกับบุรุษระหว่างมาสวดมนต์ภาวนาให้มารดาเป็ใครก็ย่อมตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ ทำอะไรไม่ถูกแม้ว่าโม่เสวี่ยถงจะเฉลียวฉลาดขึ้นกว่าเมื่อก่อนแล้วอย่างไรก็ยังคงมาติดกับดักอยู่เหมือนเดิมมิใช่หรือ
แม้จะนึกลำพองอยู่ในใจ แต่กลับมิได้เผยออกมาให้เห็นบนใบหน้าแม้แต่น้อยรีบนั่งลงข้างเตียงและรับถ้วยยาจากมือของโม่อวี้มาป้อนให้โม่เสวี่ยถงด้วยตนเอง
“ขอบคุณพี่หญิงใหญ่มากเ้าค่ะ สุขภาพข้าไม่ดี แค่ต้องลมหนาวเท่านั้นเองลำบากพี่สาวต้องเดินทางมาถึงที่นี่” สีหน้าของโม่เสวี่ยถงดูอิดโรยนั่งพิงหมอนใบใหญ่ พยายามฝืนยิ้มออกมาให้เห็นขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“พี่น้องบ้านเดียวกันจะกล่าวเช่นนี้ไปทำไม นับว่ายังโชคดีข้าถามโม่หลันแล้ว แค่พักผ่อนบำรุงสักหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้นอย่างไรก็ยังไม่ต้องกลับไปหรอก ส่วนทางท่านพ่อข้าจะช่วยพูดให้เองว่าน้องสามป่วยหนักไม่อาจเดินทางไปไหนได้”โม่เสวี่ยิ่แววตาอ่อนโยน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ความคิดของโม่เสวี่ยิ่ช่างลึกล้ำยิ่งนัก ที่้ารั้งนางไว้ที่นี่ก็เพื่อทำให้การนัดหมายพลอดรักกับซือหม่าหลิงอวิ๋นเป็จริงเสียก่อนค่อยไปล่ะสิ
โม่เสวี่ยถงพลิกมือกลับขึ้นมากุมมือพี่สาวเอาไว้แล้วยิ้มให้ด้วยความซาบซึ้ง กล่าวเสียงอ่อนหวาน “ขอบคุณพี่สาวมากเ้าค่ะเื่ครั้งที่แล้วข้าไม่ดีเอง หากสามารถทัดทานท่านพ่อได้ พี่สาวก็คงไม่ต้อง...”
สีหน้าของโม่เสวี่ยิ่เข้มขึ้นโดยพลันนั่นเป็เื่ที่นางไม่อยากให้ใครพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้นางนึกดูแคลนสองพี่น้องของบ้านตนคู่นี้เป็ที่สุด คนหนึ่งก็ขี้ขลาดอ่อนแออีกคนก็โง่เง่าไร้มารยาท คิดไม่ถึงว่าครานี้นางต้องเสียเื่และอับอายขายหน้าเพราะโม่เสวี่ยฉงน้องสาวผู้โง่เง่าแต่ใบหน้าของนางกลับแสร้งยิ้มกลบเกลื่อน “เื่มันผ่านไปแล้วก็ช่างเถิดไม่เกี่ยวอันใดกับน้องสาม เป็พี่หญิงใหญ่ที่ประมาทเลินเล่อจึงทำเื่เสียมารยาทต่อหน้าน้องสาม”
“พี่หญิงใหญ่เกรงใจไปแล้ว วันนี้กับวันวานจะเหมือนกันได้อย่างไร” โม่เสวี่ยถงผลักชามในมือของนางออก โคลงศีรษะกล่าวด้วยรอยยิ้มโม่หลันซึ่งอยู่ด้านข้างส่งผลไม้เชื่อมมาให้พร้อมกับผ้าเช็ดมือ
โม่เสวี่ยิ่ใจกระตุกวูบอย่างน่าประหลาดรู้สึกเหมือนว่าโม่เสวี่ยถงเจตนาบอกใบ้บางอย่าง หรือว่าตนเองจะแสดงท่าทางดีใจมากเกินไปทำให้โม่เสวี่ยถงมองอะไรออก
ในขณะที่หัวใจกระสับกระส่าย แต่ใบหน้ายังคงยิ้มอย่างสนิทสนม “ดูน้องสามพูดเข้าสิพี่หญิงใหญ่นั่งคัดลอกบัญญัติเตือนสตรีตลอดสองวันที่ผ่านมานี้แล้วก็รีบมาทีนี่อย่างเร่งร้อน ตอนนี้เห็นน้องสามดีขึ้นแล้วค่อยรู้สึกเบาใจขึ้นหน่อย”
“พี่หญิงใหญ่ดูสีหน้าเหน็ดเหนื่อยนะเ้าค่ะ สองวันนี้คงจะไม่ได้นอนเต็มที่ห้องที่อยู่ติดกันจัดไว้เรียบร้อยแล้ว พี่สาวก็เข้าไปพักผ่อนสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ”โม่เสวี่ยถงเกาะมือของโม่เยี่ยแล้วนอนลงอีกครั้งสีหน้าดูอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง
“เช่นนั้นน้องสามก็พักผ่อนเถิด ข้าจะไปล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย” โม่เสวี่ยิ่ลุกขึ้น ตอนนี้นางอยากจะปลีกตัวออกไปสักครู่สถานการณ์แท้จริงแล้วเป็เช่นไร ถึงตอนนี้นางก็ยังไม่กระจ่างแต่จุดหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือ เมื่อคืนจะต้องเกิดอะไรขึ้นกับซือหม่าหลิงอวิ๋นและโม่เสวี่ยถงแน่นอน
เพียงแค่นางรู้ต้นสายปลายเหตุที่ชัดเจน แล้วเผยแพร่เื่นี้ออกไปผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่โตที่มาไหว้พระขอพรบนเขามีมากมายนักต่อให้โม่เสวี่ยถงคิดจะปิดบังเพียงใดก็ย่อมปิดไม่มิด
ดังนั้นโม่เสวี่ยิ่จึงไม่รั้งอยู่ในห้องนานเกินไปไม่ช้าก็พาโม่จิ่นออกไปจากประตูเรือน
“คุณหนูเ้าคะ คุณหนูใหญ่ออกไปแล้วจริงๆ ด้วยเ้าค่ะจะให้โม่เยี่ยตามไปดูไหม” โม่อวี้ร้องบอกเสียงเบานางแสร้งนั่งทำงานเย็บปักอยู่ข้างประตูหน้าต่างแต่แท้จริงแล้วเฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหวของโม่เสวี่ยิ่อยู่ตลอดเวลา
โม่เสวี่ยถงที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นดวงตาประกายหยาดน้ำมองไปนอกหน้าต่าง ยิ้มกล่าวเรียบๆ “ไม่ต้องออกไปหรอกเดี๋ยวก็มีคนตามพี่หญิงใหญ่ออกไปเองแหละ”
แน่นอนว่าไม่ต้องตามโม่เสวี่ยิ่ไป เพราะการไปครานี้ย่อมต้องไปพบซือหม่าหลิงอวิ๋นเป็แน่แท้เมื่อวานโม่เฟิงลงมือหนักเอาการ พอให้ระบายอารมณ์ได้วันนี้ถึงซือหม่าหลิงอวิ๋นคิดจะลงจากเขาก็เป็ไปไม่ได้ ตอนที่โม่อวี้ไปเชิญเ้าอาวาสมาท่านเ้าอาวาสก็กล่าวว่ามีผู้มาแสวงบุญท่านหนึ่งขึ้นเขามาตอนกลางคืนจึงพลัดหกล้มได้รับาเ็ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือน ให้พวกนางเดินระมัดระวังกันด้วย
“ให้ซวงเยี่ยออกไป บอกว่าข้าใช้ให้นำเงินไปบริจาคค่าธูปและน้ำมันตะเกียงพวกเ้าต้องดูแลข้าจึงไปไม่ได้ ให้นางไป” สีหน้าอิดโรยของโม่เสวี่ยถงเผยรอยยิ้มงามพิลาส
“คุณหนู ซวงเยี่ยจะไปหาเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อหรือไม่หากนางไปพบปะกับคุณหนูใหญ่เข้าพอดีจะทำอย่างไร” โม่อวี้ถามด้วยความไม่เข้าใจ
“น้องต้องไปหาพี่หญิงใหญ่แน่ และจะต้องตามพี่หญิงใหญ่ไปหาซื่อจื่อด้วยเมื่อวานนางเป็คนส่งถุงหอมให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นพี่หญิงใหญ่จะไม่ถามนางให้รู้ความได้อย่างไรเล่า” โม่เสวี่ยถงแม้ว่าจะยิ้มแต่ก้นบึ้งดวงตากลับเ็าอย่างร้ายกาจ โม่เสวี่ยิ่ไม่ใช่คนบุ่มบ่ามหากความจริงยังไม่กระจ่างชัดออกมาตรงหน้า นางไม่มีทางผลีผลามทำสิ่งใดเด็ดขาด
ชาติภพก่อน เพื่อส่งตนเองให้ถึงที่ตาย นางค่อยๆ ไล่ต้อนที่ละก้าว จนสุดท้ายจึงค่อยกระชากหน้ากากจอมปลอมเผยสีหน้าอำมหิตของตนเองออกมาพี่สาวผู้แสนดีของนางคนนี้ ไม่ถึงที่สุดจะไม่มีวันกระทำสิ่งใดโดยประมาทแน่นอน
“โม่อวี้ เ้าไปเตรียมเก็บสัมภาระ อีกประเดี๋ยวจะได้ออกเดินทาง โม่หลัน... มานี่ประคองข้าออกไปล้างหน้า” โม่เสวี่ยถงจับมือโม่หลันแล้วค่อยๆลุกขึ้นนั่ง นางไม่มีเรี่ยวแรงจริงๆ แม้ว่าไข้จะลดลงแล้วอย่างน่าประหลาดแต่ทั้งตัวยังคงไร้เรี่ยวแรงอยู่ แค่ลุกขึ้นมานั่งก็หน้ามืดแล้วโม่หลันใรีบโอบรับนางไว้
“คุณหนู ร่างกายของคุณหนูเป็แบบนี้จะเดินทางได้อย่างไร รอพรุ่งนี้ค่อยลงจากเขาดีกว่านะเ้าคะ”โม่หลันกล่าวด้วยความห่วงใย
“ไม่ได้ อีกประเดี๋ยวพี่หญิงใหญ่ก็จะลงเขาแล้ว ข้าต้องตามไปหากไม่ไปก็แสดงว่าเป็น้องสาวที่แล้งน้ำใจ ยิ่งไปกว่านั้นเวลานี้...” ริมฝีปากของโม่เสวี่ยถงเผยแววยิ้มเยาะหยัน นางเกาะแขนโม่หลันตั้งสติให้มั่นแล้วลงจากเตียงต่อไปหากโม่เสวี่ยิ่เกิดเื่นางผู้เป็น้องสาวที่แสนดีก็ไม่ควรรั้งอยู่บนูเาอีกต่อไป
ชาติภพก่อน โม่เสวี่ยิ่อาศัยชื่อเสียงที่ดีงามเหยียบย่ำนางเพื่อไต่ขึ้นสู่ที่สูงในที่สุดก็ยังกระทืบซ้ำส่งนางไปถึงปรโลก โลหิตไหลหลั่งอาบขุมนรก ชาตินี้นางก็จะทำลายชื่อเสียงดีงามของโม่เสวี่ยิ่ทีละน้อยกระชากหน้ากากจอมปลอมของนางออกมาให้นางไม่มีวันได้เกาะกิ่งสูงขึ้นมามีเกียรติมีฐานะ และค่อยๆเหยียบย่างไปสู่ความตายทีละก้าว
หนี้เืของผู้คนมากมายที่จมลึกอยู่ในความตายที่สิ้นหวังก่อเกิดเป็พิษร้ายแห่งความเกลียดชัง...
โม่เสวี่ยถงคิดถึงตรงนี้ก็ล้างหน้าเสร็จพอดีนางฝืนกินขนมเปี๊ยะไปสองสามชิ้น ส่วนโม่เสวี่ยิ่ที่อยู่ทางนั้นก็เกิดเื่ขึ้น
โม่เสวี่ยิ่พาโม่จิ่นออกจากประตูมา มองไปยังเรือนด้านข้างที่หน้าประตูไม่มีคนเฝ้าและเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่จากมุมนี้มองเข้าไปก็เห็นได้ว่าภายในมีองครักษ์เฝ้าอยู่สองคนดูแล้วน่าจะเป็คนจากตระกูลสูงศักดิ์เดิมทีตอนที่นางกับซือหม่าหลิงอวิ๋นวางแผนร่วมกันโม่เสวี่ยิ่จองเรือนหลังนี้ไว้ ส่วนซือหม่าหลิงอวิ๋นเองก็จองเรือนด้านข้างที่อยู่ติดกัน
แต่ต่อมาได้ยินว่าเรือนหลังนี้มีคนอยู่นานแล้วและยังเป็บุคคลที่ไม่อาจล่วงเกินได้ซือหม่าหลิงอวิ๋นไม่มีทางเลือกจึงต้องย้ายไปเรือนรับรองหลังอื่น
“คุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่เ้าคะ” ขณะที่โม่เสวี่ยิ่กำลังยกเท้าจะก้าวไปทางนั้นพลันได้ยินเสียงคนเรียกจากด้านหลังจึงหันศีรษะไปมอง ก็เห็นสาวใช้คนหนึ่งอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปีรูปร่างหน้าตานับว่าพอใช้ได้วิ่งเข้ามาหา ดวงตาสดใสมีชีวิตชีวาดูสะสวยมีเสน่ห์โม่เสวี่ยิ่มองอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ได้รู้สึกดีเท่าใด
“เ้าเป็ใคร” โม่จิ่นก้าวออกมาจากด้านข้างขวางสาวใช้ผู้นั้นไว้เอ่ยถามเสียงแข็ง
ซวงเยี่ยอ่านสีหน้าคนเป็ เมื่อเห็นโม่เสวี่ยิ่ยืนอยู่บนขั้นบันไดสูงสายตาที่มองลงมาเผยความไม่พอใจ จึงรีบมองซ้ายมองขวาแล้วกดเสียงต่ำเข้ามากระซิบบอกใกล้ๆ
“บ่าวชื่อซวงเยี่ยเป็คนที่ฟางอี๋เหนียงส่งมาอยู่ข้างกายคุณหนูสามเ้าค่ะเมื่อวานมาพร้อมกันกับคุณหนูสาม ของสิ่งนั้นบ่าวก็เป็คนส่งไปเ้าค่ะ”
ฟางอี๋เหนียงเตรียมคนไว้ แล้วส่งถุงหอมของโม่เสวี่ยถงมาให้เื่นี้อยู่ในแผนการของโม่เสวี่ยิ่ แต่คนทำงานฟางอี๋เหนียงกลับเป็คนคัดเลือกโม่เสวี่ยิ่รู้สึกจนใจกับสายตาในการเลือกเฟ้นคนของมารดายิ่งนักสาวใช้ผู้นี้สะสวยเกินไป แค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ยังรู้สึกได้นี่ไม่ดูเป็จุดเด่นดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปหน่อยหรือ
“เมื่อวานนี้เ้าพบซื่อจื่อหรือไม่” แม้ไม่ชอบ แต่ก็ต้องถามนางให้รู้เื่
“พบเ้าค่ะ ซื่อจื่อไปดื่มสุรากับสหายที่เชิงเขา บ่าวนำของส่งไปให้เป็การเฉพาะสหายอีกสองท่านของซื่อจื่อก็เห็นเ้าค่ะ” เมื่อซวงเยี่ยคิดถึงเื่ที่ฟางอี๋เหนียงรับปากนางว่าหากงานสำเร็จจะให้นางเป็สาวใช้ข้างห้องของนายน้อยก็ดีใจเป็ที่สุดคำพูดยิ่งกล่าวก็ยิ่งเพิ่มความใกล้ชิดสนิทสนมขึ้นเรื่อยๆ
โม่เสวี่ยิ่หันศีรษะไป แล้วเดินจับมือโม่จิ่นเข้าไปด้านในซวงเยี่ยแค่เห็นก็รู้ว่าคุณหนูใหญ่อนุญาตให้ตนเองตามไปได้ ก็รีบวิ่งตามหลังไปทันที
ซวงเยี่ยไม่ได้เป็คนทึ่มทื่อเหมือนชิวหลิงนางมองเห็นรูปการณ์ภายในเรือนหลังของจวนโม่อย่างชัดเจนมานานแล้วการติดตามคุณหนูใหญ่ผู้นี้ย่อมแตกต่างกับการติดตามคุณหนูสามผู้อ่อนแออมโรคหากฟางอี๋เหนียงถูกยกขึ้นเป็ภรรยาเอกผู้ที่ใหญ่สุดในเรือนหลังย่อมเป็ใครไปไม่ได้นอกจากคุณหนูใหญ่ผู้นี้ และนายน้อยก็เป็พี่ชายแท้ๆของคุณหนูใหญ่ ไม่ว่าจะมองอย่างไรการติดตามคุณหนูใหญ่ย่อมมีอนาคตที่สดใสแน่นอน
ที่พักของซือหม่าหลิงอวิ๋นอยู่ไม่ไกลจากเรือนของโม่เสวี่ยถงมากนัก แม้จะกล่าวว่าแยกเป็ฝั่งตะวันตกกับตะวันออกแต่นับจากเรือนของโม่เสวี่ยถงมา ทางทิศตะวันออกทั้งหมดล้วนเป็เรือนของบุรุษตลอดทางโม่เสวี่ยิ่ก็ถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานด้วยท่าทีที่ไม่อบอุ่นและไม่เ็าจนเกินไปแต่กลับพบว่าสิ่งที่ซวงเยี่ยรู้มีไม่มากนัก สุดท้ายก็โมโหจนไม่ถามอะไรอีก
นางตัดสินใจไปถามซือหม่าหลิงอวิ๋นด้วยตนเอง เมื่อเข้าใจสถานการณ์แน่ชัดค่อยว่ากัน
เมื่อเดินมาถึงนอกเรือนของซือหม่าหลิงอวิ๋นโม่เสวี่ยิ่ก็หยุดอยู่กับที่ หันกลับไปพูดกับซวงเยี่ย “เ้าเข้าไปเชิญซื่อจื่อให้ออกมาคุยกัน”แม้ว่าเวลานี้ในเขตที่พักจะเงียบสงบแต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่ถูกใครมาพบเห็นเข้าหากบุ่มบ่ามเข้าไปแล้วถูกคนเห็นจะลำบาก นางต้องระมัดระวังตนเองไม่ให้ตกเป็ที่ติฉินนินทาของชาวบ้าน
“เ้าค่ะ” ซวงเยี่ยดีใจจนออกนอกหน้าที่โม่เสวี่ยิ่ใช้งานตนเองรีบผลักประตูเดินเข้าไปทันที
ไม่ช้าก็วิ่งออกมาแจ้งอย่างรีบร้อน “คุณหนูใหญ่เกิดเื่แล้ว ซื่อจื่อได้รับาเ็ ตอนนี้ยังนอนบนเตียงอยู่เลยเ้าค่ะ”
ได้รับาเ็? โม่เสวี่ยิ่นึกประหลาดใจและรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก จึงมองซ้ายมองขวา เห็นไม่มีคนจึงพาสาวใช้สองคนเดินเข้าไปด้านในอย่างเร่งรีบนางรู้สึกหวั่นใจอยากรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นโดยด่วน จึงมิได้นำพาสิ่งใดมากนัก
บ่าวรับใช้ของซือหม่าหลิงอวิ๋นกำลังต้มยาอยู่ในชายคาเมื่อเห็นโม่เสวี่ยิ่เข้ามาก็ไม่สนใจเตาไฟอีกรีบวางพัดในมือลงแล้วเข้ามาคารวะโม่เสวี่ยิ่อย่างรีบร้อน
“ซื่อจื่อเล่า ให้เขาออกมา ข้าจะคุยเพียงสองสามประโยคแล้วจะไป”
“เรียนคุณหนู เมื่อคืนซื่อจื่อถูกคนทุบตี เพิ่งฟื้นขึ้นมาดื่มยาแล้วก็หลับไปเมื่อครู่นี้เองขอรับ”บ่าวรับใช้กล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ
เมื่อคืนถูกคนทุบตี? คำพูดของบ่าวผู้นั้นราวกับฟ้าฟาดลงมากลางหัวใจของโม่เสวี่ยิ่นางบีบมือของโม่จิ่นที่ประคองตนเองไว้อย่างแรงพยายามข่มความหวาดหวั่นในหัวใจเอาไว้ แล้วถามต่อไปอีก “แล้วเื่นั้นเป็อย่างไรบ้างราบรื่นดีหรือไม่”
โม่จิ่นถูกนางบีบมือจนรู้สึกเจ็บแต่ไม่กล้าพูด ได้แต่ขมวดคิ้วอดทนไว้
โม่เสวี่ยิ่ไม่สนใจว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นจะถูกใครตีมา หรือถูกตีด้วยสาเหตุใดตอนนี้สิ่งที่นางปรารถนาจะได้ยินที่สุดก็คือทุกอย่างราบรื่นโม่เสวี่ยถงเข้ามาติดหลุมพรางที่นางวางไว้อย่างไร้อุปสรรคแต่ลางสังหรณ์ไม่ดีในหัวใจกลับยิ่งรุนแรงขึ้น สีหน้าของนางพลันขาวซีดโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ขอรับ เมื่อคืนซื่อจื่อยังไม่ทันพบกับคุณหนูสามก็ถูกดักตีเสียก่อนสหายของซื่อจื่อเห็นกระดาษที่หล่นลงมาจากถุงหอมก็โกรธจัดวิ่งออกไปเลย” บ่าวของซือหม่าหลิงอวิ๋นเห็นพี่น้องสองคนนั้นอ่านข้อความบนกระดาษแล้วก็เดินจากไปด้วยความโมโหจนถึงบัดนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าบนกระดาษแผ่นนั้นเขียนว่าอย่างไรถึงทำให้คุณชายทั้งสองมีท่าทางขุ่นเคืองถึงเพียงนั้น ก่อนจะจากไปยังถลึงตาใส่ตนเองราวกับเป็ศัตรูคู่แค้นเยี่ยงนั้นพอนึกถึงตรงนี้ก็รู้สึกหนาวหัวใจขึ้นมาโดยพลัน
ในถุงหอมมีกระดาษั้แ่เมื่อไร
“โม่จิ่น พวกเรารีบไปกันเถอะ” โม่เสวี่ยิ่ขบกรามกรอดภายในใจร้อนรุ่มรู้สึกว่าไม่ดีแล้ว จึงหมุนตัวออกมาโดยไม่ถามสิ่งใดอีก
“โอ้... ที่แท้ก็เป็คุณหนูใหญ่ที่นัดหมายกับซื่อจื่อไว้จริงๆ ด้วยคงเป็ห่วงซื่อจื่อที่เมื่อคืนถูกทำร้ายใช่ไหมเล่า วันนี้ก็เลยรีบขึ้นเขามาแต่เช้าพี่ชายทุกท่านยังไม่เชื่อกันอีกหรือ เป็อย่างไรเล่ากล้าพนันก็ต้องกล้ายอมรับความพ่ายแพ้ จำได้ว่าผู้แพ้ต้องจ่ายคนละสิบตำลึงเงินนะ”เสียงของชายหนุ่มท่าทางไม่เป็โล้เป็พายลอยมาจากหน้าประตู
โม่เสวี่ยิ่พลันรู้สึกหมดแรง แทบเป็ลมล้มพับไปตรงนั้น