กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
เนื่องจากสภาพอากาศและเวลาที่ต่างกันลิบลับระหว่างประเทศอังกฤษกับเมืองไทย จึงเป็สาเหตุที่ทำให้สองสาวต้องใช้เวลาอยู่หลายวันกว่าจะปรับตัวได้
สำหรับอินทิรานั้น ตื่นเต้นและดีใจกับการมาเยือนแผ่นดินต่างทวีปครั้งแรกในชีวิต หากไม่ได้รู้สึกถึงความผูกพันมากมายนัก แต่สำหรับมณฑิราแล้ว นับั้แ่วินาทีแรกที่ได้เห็นภูมิประเทศของแผ่นดินไทยผ่านทางสายตาไม่ได้ผ่านทางสื่อโซเชียลใด ๆ ใจของเธอก็อิ่มเอมสุขล้นโดยไร้เหตุผล คำว่า ‘บ้าน’ มันคงให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบนี้นี่เอง
“พี่เมวันนี้เราออกไปหาอะไรทานไกล ๆ โรงแรมหน่อยดีกว่า” อินทิราเอ่ยชวนหลังจากใช้บริการอาหารจากโรงแรมมาหลายมื้อ
“ก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้เราสองคนปรับตัวได้แล้วนี่เนอะ” มณฑิราพูดกลั้วหัวเราะ ขันที่ตนกับน้องสาวต่างไม่สบายทันทีที่มาถึงโรงแรม จนต้องพักรักษาตัวอยู่แต่ในห้อง เนื่องมาจากสภาพอากาศที่แตกต่างกันลิบลับ อีกทั้งในเมืองหลวงของไทยดูแออัดไม่เป็ระเบียบ เพราะรถราบนท้องถนนที่มากเกินความจำเป็ ยิ่งจำนวนเครื่องยนต์มีมากเท่าใด ก็ยิ่งทำลายความสุขของสิ่งมีชีวิตบนโลกมากเท่านั้น
“โรงแรมที่เราพักอยู่แถวสีลม ถ้าอย่างนั้นเรานั่งเรือไปทานแถวท่าเตียนดีไหมคะ เห็นติดดาวอยู่หลายร้าน”
อินทิราส่งหน้าจอมือถือที่แสดงรายชื่อร้านอาหารนานาชนิดในกรุงเทพฯ ให้พี่สาวเลือก
ทั้งสองใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่ถึงชั่วโมงก็รีบออกไปรอเรือโดยสารตรงท่าน้ำของโรงแรม ทันทีที่เรือมาถึงอินทิราร้องตื่นเต้น ดีใจใหญ่กับรูปทรงของเรือที่ดูคลาสสิคปนแอดเวนเชอะหรือแอดเวนเจอร์หน่อย ๆ ส่วนมณฑิรานั้นกลับรู้สึกถึงความแออัดของผู้คนบนเรือมากกว่าอย่างอื่น เรือพาผู้โดยสารทั้งหมดแล่นผ่านคุ้งน้ำหลายคุ้ง ริมฝั่งทั้งสองฟากของแม่น้ำเ้าพระยาเต็มไปด้วยร้านอาหาร โรงแรม และตึกสูงใหญ่ซึ่งบดบังวิถีไทยริมน้ำ ที่มีทั้งบ้านเรือนเก่า วัด และชุมชนเกือบหมดสิ้น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจลดทอนความสง่างามของเอกลักษณ์ไทยอันมีค่าแก่สายตาผู้พบเห็นลงได้แม้แต่น้อย
มณฑิรายกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาแล้วบรรจงกดชัตเตอร์รัว ๆ เพื่อเก็บภาพบรรยากาศเ่าั้เอาไว้ ถ่ายภาพไปนึกชื่นชมไปว่าบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองงดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก ถึงแม้จะเป็เพียงประเทศเล็ก ๆ หากความยิ่งใหญ่ด้านวีรกรรมของบรรพบุรุษและความยาวนานทางประวัติศาสตร์นั้นนับเป็สิ่งที่น่ายกย่องเชิดชูจากคนรุ่นแล้วรุ่นเหล่า นึกไปเธอก็รู้สึกว่าตนนั้นพลาดโอกาสที่จะได้เติบโตในสังคมที่มีประเพณีวัฒนธรรมทรงค่า หากยังไม่ทันได้นึกต่อ ความงดงามของสถาปัตยกรรมสูงเด่นติดริมแม่น้ำเ้าพระยาก็ได้ผ่านเข้ามาในเลนส์กล้องที่เธอกำลังโฟกัส หญิงสาวชะงักงันราวกับถูกตรึงเอาไว้ตรงนั้น มือทั้งสองข้างลดระดับกล้องลง เพื่อ้าใช้ตาเปล่าจับจ้องไปยังพระปรางค์สูงตรงหน้าอย่างยากจะถอนสายตาคืนได้ทันที ภายใต้บรรยากาศยามเย็นที่มีดวงอาทิตย์กลมโตสีแดงส้มเป็ฉากหลัง บนท้องฟ้ามีฝูงนกโบยบินเพื่อกลับรังนอน เรือยนต์เสียงดังครืน ๆ ที่วิ่งสวนกันไปมาก่อนหน้า หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเรือพายลำเล็กกับผู้คนที่แต่งกายดูประหลาดตา เด็กตัวเล็ก ๆ พากันกระโจนน้ำตามริมฝั่งอย่างสนุกสนาน โดยมีผู้ใหญ่ที่นั่งล้างผัก ตักน้ำใส่ตุ่มคอยร้องปรามตลอด ถัดตรงเด็กเล่นน้ำไปเป็กลุ่มของชายฉกรรจ์ประมาณสี่ห้าคนกำลังหาปลากันอยู่ คลื่นน้ำที่โดนซัดจากเรือพายเกิดเป็ระลอกที่สะท้อนกับแสงของพระอาทิตย์ยามเย็น
“สวยจัง...” เสียงคล้ายละเมอของพี่สาวดังพอที่จะทำให้อินทิราซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ หันมาถาม
“อะไรสวยคะพี่” ถามพลางสอดส่ายตามองหา
“ท่าน้ำตรงโน้นไง มีดอกบัวขึ้นเต็มเลย เด็ก ๆ พวกนั้นทรงผมแปลกจัง ไม่เคยเห็นมาก่อน” มณฑิรายังมีอาการคล้ายคนละเมอ อินทิรางุนงงยิ่งกว่าเดิมเมื่อไม่เห็นสิ่งใดตรงกับที่พี่สาวของตนได้บรรยายออกมาสักอย่าง
“พี่เม...เป็อะไรหรือเปล่าคะ” หากท่าทีของพี่สาวหาได้ใส่ใจในคำถามของเธอไม่
“พี่เม!” เธอตัดสินใจเขย่าหัวไหล่พี่สาว และเพิ่มน้ำหนักเสียงแข่งกับเรือยนต์ทั้งหลาย
“อะไรกันมาย พี่ใหมดเลย” มณฑิรามีสีหน้าตื่นใตามที่พูดจริง ๆ
“ขอโทษนะคะ แต่น้องไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่พูด” น้องสาวมีสีหน้าเจื่อนลงเมื่อถูกดุ
“งงอะไรกันมาย ที่พี่พูดมาทั้งหมด น้องก็เห็นเหมือนพี่ โน้นไง...” เธอหันกลับไปยังพระปรางค์สูง หากยังไม่ทันจะพูดต่อ มือที่ชี้ไปยังทิศทางที่กล่าวถึง กลับค้างเต่ออยู่อย่างนั้น
นี่มันอะไรกัน?!
พระปรางค์อันสูงสง่ายังคงตั้งอยู่อย่างนั้น หากภาพทั้งหลายที่เธอเห็นก่อนหน้า บัดนี้กลายกลับเป็ภาพเรือยนต์สมัยใหม่แล่นสัญจรไปมาตามปกติ ทั้งเรือข้ามฟาก เรือโดยสาร และเรือบรรทุกสินค้า หรือแม้กระทั่งเรือล่องแม่น้ำสุดหรู สองริมฝั่งมีโป๊ะเรือที่ทันสมัย ผู้คนสวมใส่ชุดธรรมดาอันพึงมีในยุคนี้
มณฑิราประหลาดใจกับสิ่งที่เห็นเป็ที่สุด ภาพเ่าั้คืออะไร? สมองของเธอมีปัญหาถึงขั้นสร้างภาพลวงตาเ่าั้ขึ้นมาเองเชียวหรือ?
“พี่เม...โอเคไหมคะ” อินทิราเริ่มเป็ห่วงพี่สาว
“พี่...เอ่อ...โอเค” ปากบอกไม่เป็ไร แต่ข้างในใจร้อนรุ่มอย่างหาคำตอบไม่ได้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปหาได้จากที่ไหน จึง พยายามเฉมองไปทางอื่นดีกว่าให้อินทิราคิดว่าเธอบ้า
สักครู่หนึ่งเรือโดยสารก็มาจอดเทียบท่าเตียน จากนั้นสองสาวพี่น้องก้าวลงจากเรือเดินเหยียบโป๊ะ สวนทางกับผู้คนที่กำลังรอขึ้นอย่างล้นหลาม
“ร้านที่เราจะไปอยู่ตรงข้ามกับพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามพอดีเลยค่ะ”
ใช้เวลาไม่นานเธอทั้งสองก็เดินฝ่ากลุ่มคนกรุงจนมาถึงร้านอาหารไทยสไตล์เรียบหรูและดูดีริมฝั่งแม่น้ำเ้าพระยา ซึ่งโต๊ะที่พวกเธอเลือกนั้น สามารถมองเห็นความงดงามของอีกฟากฝั่งซึ่งมีพระปรางค์สูงเด่นและพระอาทิตย์สีแดงเข้มกำลังจะลาลับขอบฟ้าในอีกไม่เกินชั่วโมง ทั้งสองเลือกสั่งช่อม่วงเพื่อรองท้อง ก่อนจะสั่งมัสมั่นไก่ ต้มยำกุ้ง และอาหารรสไม่จัดอีกสองถึงสามอย่าง ส่วนเครื่องดื่มเป็น้ำอัญชันและน้ำกระเจี๊ยบที่ถูกเลือกมาลิ้มลอง ก่อนจะปิดท้ายด้วยเมนูขนมไทยอย่าง ฝอยทองและบัวลอยเผือก
“พระปรางค์วัดอรุณฯ ใช่ไหม” มณฑิราถามขึ้นหลังจากจัดการกับขนมหวานคำสุดท้ายเสร็จ สายตายังจับจ้องไปยังพระปรางค์ที่ยามนี้ไฟประดับได้ถูกเปิดอย่างพร้อมเพรียงหลังจากแสงพระอาทิตย์ได้ลาลับไป
“ใช่ค่ะ พระปรางค์องค์นี้มีมายาวนานมากค่ะ สร้างขึ้นั้แ่สมัยอยุธยา และได้รับการบูรณะในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย กษัตริย์องค์ที่สองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งก็คือยุคที่ยาวนานจนมาถึงปัจจุบันค่ะ”
อินทิรายังคงเล่าและบรรยายเกี่ยวกับยุคสมัยของไทยให้มณฑิราฟังต่อ หญิงสาวรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้รับฟังเื่ราวต่าง ๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ขณะที่สมองกำลังเก็บรายละเอียดตามหูที่คอยฟัง พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับเรือพายลำขนาดกลาง มีแสงตะเกียงจากหัวเรือเพื่อใช้นำทาง หัวเรือเห็นเป็ผู้ชายสองคน คนหนึ่งพาย ท้ายเรือมีอีกคน หัวและท้ายช่วยกันพายอย่างพร้อมเพรียง ตรงกลางลำของเรือมีลักษณะคล้ายประทุนมีหลังคาและช่องหน้าต่างพอให้คนนั่งได้สองสามคน
สายลมในยามค่ำพัดพาให้ผ้าม่านในช่องหน้าต่างปลิวไสว เผยให้เห็นร่างของใครคนหนึ่งที่แลดูคุ้นตาและคุ้นใจยิ่งนัก ไหล่ทั้งสองข้างหนาใหญ่ แม้ใบหน้าอาจเห็นไม่ชัดนักเพราะแสงสะท้อนจากตะเกียง หากเสื้อที่คนผู้นั้นกำลังสวมใส่ดูแปลกตา จะว่าเป็เสื้อทันสมัยก็ไม่เชิงนัก มีความผสมผสานระหว่างเก่าและใหม่
“ไอ้ขาม เอ็งบอกให้ไอ้โอ่งกับไอ้กล้ามันเร่งฝีพายเร็วเข้า ข้าอยากถึงเรือนเต็มที” เสียงคำสั่งดังขึ้น ก่อนที่ไอ้ขามจะบอกให้ไอ้โอ่งกับไอ้กล้าทำตาม
ใบหน้าคมเข้มเชิดขึ้นเล็กน้อย สูดหายใจลึกเอาลมเย็น ๆ ที่พัดมาเข้าสู่ร่างกายเพื่อบรรเทาอาการง่วง และจังหวะที่กำลังหันมองออกไปด้านข้าง เป็จังหวะเดียวกับที่ผ้าม่านถูกพัดปลิวไหว สายตาของเขาก็ตื่นตะลึงกับสิ่งที่เห็น
“นั่นมัน...”
ใบหน้าสวยหวานปานรูปสลัก ซึ่งเขามิอาจลืมเลือนกำลังจ้องมายังเขาเช่นกัน และสายตาคู่นั้นก็มิได้แสดงถึงความใไปน้อยกว่าเขาเลยสักนิด
“หยุดเรือประเดี๋ยวนี้!” คำสั่งห้วน ๆ และกะทันหันดังลอดผ่านเผ้าม่านออกมาอีกครั้ง จนฝีพายแทบจะเอาหัวทิ่มเรือแทนไม้พายเพื่อหยุด
“เกิดเหตุใดขึ้นขอรับคุณพระ” เสียงไอ้ขามก็ตื่นใไม่แพ้ฝีพาย
“เอ็งมิเห็นริมฝั่งนั่นรึ” คุณพระถามกลับ ขามพยายามมองฝ่าความมืดไปยังฝั่งที่คุณพระหมายถึง
“เห็นขอรับ เห็นไฟท่าน้ำ” ขามตอบตามตรง แต่กลับทำให้ผู้เป็นายรำคาญ จนหันไปต่อว่า
“เอ็งตาบอดรึ มิเห็นคุณ...” ประโยคหลังขาดหายไปทันทีเมื่อเขาเองก็เห็นเช่นเดียวกับไอ้ขาม
“เป็ไปมิได้” คุณพระรำพึงกับตัวเอง ก่อนจะหันไปถามขามต่อ “เอ็งเห็นเช่นนี้มาตลอดเลยรึ”
“ขอรับ” ขามมีสีหน้าประหลาดใจกับคำถามแปลก ๆ ของคุณพระ
“ข้าอาจจักกังวลใจมากไป เอาเถิด เร่งไอ้โอ่งกับไอ้กล้าพายเรือต่อไป” แม้คำพูดฟังดูเหมือนจะละความสนใจจากสิ่งที่เห็นเมื่อสักครู่ได้ แต่ในใจนั้นกลับแผดเผาด้วยความรู้สึกนานัปการ
เรือพายล่องแม่น้ำผ่านไปได้สักครู่ หากคนบนฝั่งก็ยังไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาได้
“พี่เม เป็อะไรหรือเปล่าคะ”
มณฑิราสะดุ้งตัวโยนเมื่อมือร้อนผ่าวของน้องสาวแตะเข้าที่ข้อมือของตนซึ่งบัดนี้เย็นเฉียบราวน้ำแข็ง
“เรือพายลำนั้นน่ะ” หญิงสาวชี้ไปยังเรือลำดังกล่าว ที่ล่องหายไป
“เรือพายอะไรกันพี่เม มีแต่เรือยนต์ล่องแม่น้ำเต็มไปหมด” อินทิราแย้ง หลังสอดส่ายสายตาหาไปทั่วตามพี่สาวบอก
“เรือพายที่มีหลังคาตรงกลางไง ผู้ชายแต่งตัวแปลก ๆ นั่งอยู่ในนั้น” เธอลุกขึ้นอย่างรวดเร็วไปตรงระเบียงร้านซึ่งติดกับริมแม่น้ำเพื่อมองให้ถนัดมากขึ้น
อินทิราใจกระตุกวูบ รีบตามไปรั้งร่างของพี่สาวเอาไว้เกรงจะะโลงไปในแม่น้ำ
“พี่เม...จะว่าอะไรน้องไหม ถ้าน้องคิดว่า พี่เม...เอ่อ...อาจจะตาฝาด” ประโยคหลังน้ำเสียงเบาลงอย่างสังเกตได้ชัด ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมา “กลับกันไหมคะ”
มณฑิราพยักหน้ารับช้า ๆ คล้ายคนจิตใจไม่อยู่กับตัว
จริงสิ...เราอาจจะตาฝาด
เมื่อมาถึงห้องพักอินทิราขอตัวอาบน้ำนอนไปก่อน เหลือเพียงแต่มณฑิราที่กำลังนั่งนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อหัวค่ำ ซึ่งจนป่านนี้เธอก็ยังไม่อาจหาสาเหตุหรือเหตุผลใดมาอธิบายได้
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นกับเธอ เพียงแต่ทุกครั้งที่ผ่านมาเธอพยายามกลบมันให้จมมิดด้วยคดีต่าง ๆ ที่สำคัญ แต่ครั้งนี้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเธอถี่เกินไป จนทำให้ระแวงว่าตนเองอาจจะมีปัญหาทางจิตที่สร้างจินตนาการขึ้นเองหรือไม่ แต่เมื่อนึกถึงหลักฐานเพียงชิ้นเดียวที่ช่วยยืนยันถึงเหตุการณ์ประหลาดเหล่านี้ เธอก็คลายใจ
ไม่สิ! อาจจะหนักใจไปมากกว่าเดิมก็ได้ แล้วของสิ่งนั้นอยู่ไหนแล้วนะ หรือว่าเธอทำมันหายไปแล้ว ทันทีที่นึกถึงของสำคัญขึ้นมาได้ มณฑิรารีบพุ่งไปยังกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ในตู้ มือบางรีบค้นหาเครื่องประดับสำคัญ
โล่งใจที่มันยังอยู่ในกล่องเป็อย่างดี แสงสีแดงเข้มจากสีของอัญมณีเปล่งประกายงดงามท้าสายตาของมนุษย์ให้หลงใหล
“แหวนสินะ”
แม้จะรู้ว่าสิ่งนี้คือแหวน แต่รูปร่างของมันนั้นแตกต่างจากแหวนในยุคปัจจุบันโดยสิ้นเชิง
มณฑิราหย่อนตัวลงมานั่งบนโซฟาตัวใหญ่ เพื่อใช้ห้องความรู้ออนไลน์ให้เกิดประโยชน์ แสงไฟจากหน้าจอแท็บเล็ตสะท้อนเข้ากับแว่นสายตาของเธอ เผยให้เห็นดวงตากลมโตที่กำลังตื่นตากับภาพที่เห็น
แหวนทรงอยุธยาโบราณประดับด้วยยอดทับทิมพม่าสีชมพู ช่างคล้ายกับแหวนที่อยู่ในมือของเธอยามนี้ เพียงแต่ยอดทับทิมเป็สีแดงนกพิราบ แลดูงดงามหากผสานเจือเอาไว้ซึ่งความน่ากลัว เธอตั้งใจจะใช้เวลาไม่นานนักกับการอ่านเื่ของแหวน หลังจากนั้นจะรีบตรงไปจัดการกับธุระส่วนตัวเพื่อเข้านอน
สายลมพัดวูบผ่านมา เย็นะเืราวกับสายลมในฤดูหนาวที่อังกฤษ หญิงสาวเผลอยกมือทั้งสองข้างขึ้นลูบแขน ในขณะที่ตายังหลับอยู่ เมื่อมือทั้งสองควานหาผ้าห่มมาห่มกายไม่เจอ ทำให้อาการกึ่งหลับกึ่งตื่นเริ่มจะตื่นมากกว่าหลับ
“ฮือ ๆ” เสียงร้องไห้ของคนเดิมอีกแล้ว
มณฑิราพลิกตัวอย่างรวดเร็ว แสงสลัวจากไฟหัวเตียงไม่ได้ช่วยให้เธอมองเห็นสิ่งของหรือคนในห้องชัดเท่าใดนัก สายตาจับจ้องไปยังที่มาของเสียงด้วยความแปลกใจ
อินทิราละเมออย่างนั้นหรือ?
คนเป็พี่เหยียดตัวลุกจากเตียง ค่อยๆ เดินไปหาเตียงคู่ซึ่งมีร่างของคนเป็น้องสาวกำลังนอนอยู่
เสียงร้องฮือ ๆ เงียบไปแล้ว เธอจึงเปลี่ยนใจจะหันหลังกลับไปที่เตียงตัวเอง แต่ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องดังลั่นห้องอีกครั้ง มณฑิราเอามืออุดหู ทั้งที่ยังยืนหันหลังให้ จนเสียงกรีดร้องนั้นเงียบลงไป เธอหันหลังขวับ ตรงดิ่งไปจับไหล่ของอินทิราที่กำลังนอนตะแครงอยู่อย่างรวดเร็ว มือของคนบนเตียงรวบหมับเข้าที่ข้อมือของเธอ ความเย็นะเืแผ่ซ่านไปทั่วร่างของคนถูกจับ และภาพที่เห็นกลับไม่ใช่ใบหน้าของน้องสาว หากเป็ผู้หญิงคนเดิมในชุดแบบเดิม ที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอจนแทบจะสิงร่าง
เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือดังขึ้น ร่างของเธอยังอยู่ที่เดิมก่อนจะเผลอหลับไปจนถึงเช้า เหงื่อผุดไปทั่วตัวด้วยความใกับภาพที่เพิ่งเห็นไป และแม้จะผ่านคดีฆาตกรรมมานักต่อนัก หาก ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นของผู้หญิงคนนั้นช่างสยดสยองเกินกว่าคนใจแข็งอย่างเธอจะทนได้ ใจสั่นแรงทุกครั้งที่ฝันถึง และที่ทำให้ตื่นตะลึงไปยิ่งกว่าคือแหวนบนนิ้วของเธอยามนี้ส่องแสงประกายสีแดงฉานราวกับเืของผู้หญิงคนนั้นก่อนจะค่อย ๆ ลดความเข้มของสีลง
พอมาถึงจุดนี้ เธอเริ่มจะเข้าใจแล้วว่า ิญญาของผู้หญิงคนนั้นอาจจะกังวลหรือแค้นเคืองอะไรบางอย่าง หรือใครบางคน กำลังร้องขอให้เธอช่วย แต่ว่า จะช่วยได้อย่างไร ในเมื่อเบาะแสหรือหลักฐานอะไรที่จะโยงไปถึงการฆาตกรรมก็ไม่มีเลยสักอย่าง และดูจากชุดที่ผู้หญิงคนนั้นสวมใส่น่าจะเป็ชุดของคนในยุคโบราณด้วยซ้ำ นั่นก็แปลว่า การฆาตกรรมอาจจะเกิดมานานหลายปี สิบปี หรือบางทีอาจเป็ร้อย ๆ ปี ก็เป็ได้
“คุณคือใครคะ แล้วฉันจะช่วยคุณได้อย่างไร?”