เยว่ซินพยายามลากร่างอันไร้สติของอี้ฉางเฟิงขึ้นมาจากบ่อน้ำจัดแจงใช้น้ำสะอาดล้างทำความสะอาดเนื้อตัวของเขาและนางอีกรอบ ถึงตอนนี้จึงได้รู้ว่าในน้ำที่แช่ตัวนั้นมีปริมาณเกลือและสมุนไพรสูงมาก
อี้ฉางเฟิงยังไม่ได้สติ ก่อนหน้าเยว่ซินดึงเสื้อคลุมสีขาวที่ราวแขวนมาคลุมร่างเหยียดยาวของเขาไว้ก่อนที่รูปร่างอันสมส่วนแน่นล่ำนั่นจะทำให้สตินางเตลิดจนเผลอมองอยู่หลายรอบ ขอบเสื้อคลุมที่เผยอออกเผยให้เห็นรอยแผลเป็ที่บริเวณหน้าอกซ้ายเกือบเผลอเอามือไปลูบคลำแล้วถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายได้สติขึ้นมาก่อน
“ท่านเป็เช่นไรบ้าง?” เยว่ซินรีบขยับเข้ามาใกล้ในสภาพที่เปียกซ่กสีหน้าดูจริงจังกว่าทุกครั้ง
อี้ฉางเฟิงเหมือนพยายามรวบรวมสติก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่งและตอบรับ
“ข้าไม่เป็ไร” เขาก้มมองสภาพของตนในชุดเสื้อคลุมบางๆอย่างรู้สึกเคอะเขิน จึงรีบใช้พลังบังคับเสื้อผ้าที่พับไว้บนแท่นหินให้ลอยเข้ามาอยู่ในมือก่อนจะลุกขึ้นหมุนตัวหนึ่งรอบ เสื้อผ้าที่เห็นก็ถูกสวมใส่เข้าร่างอย่างเรียบร้อยแล้ว“เ้าเป็อะไรหรือไม่?”
“ขะข้าไม่เป็ไร” เยว่ซินมัวแต่อึ้งกับรูปร่างจนลืมมองหน้าคนพูดนางไม่เห็นว่าใบหน้าของอี้ฉางเฟิงนั้นแดงเรื่อ พอเขาขยับตัวทำท่าจะหันหลังจึงได้ลุกขึ้นตามมา“ให้ข้าช่วยพยุงท่านกลับห้อง”
“ไม่ต้อง ข้าไปเอง” พูดจบก็ใช้วิชาเคลื่อนที่เร็วพุ่งออกจากประตูหายวับไปจนเย่วซินนึกแปลกใจที่เขาดูรีบร้อนเช่นนี้
เรือนเฟิ่งิ...
อี้ฉางเฟิงยืนนิ่งอยู่หน้าเตียงนอนก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าตนหมดสติไปนานเท่าไหร่ แต่ใน่เวลานั้นเขาเห็นตัวเองอยู่ที่สำนักเซียนแห่งหนึ่งเห็นเยว่ซินยิ้มแย้มและมีท่าทางร่าเริงสดใสเขากับนางฝึกวิชากระบี่กันที่ลานกว้างริมสระน้ำและยังมีภาพที่นางกับเขาตกลงหมั้นหมายกันต่อหน้าผู้าุโด้วยหลายเหตุการณ์สลับไปสลับมาในหัวไม่ต่อเนื่อง จับต้นชนปลายไม่ได้
ร่างสูงนั่งลงบนเตียงนอนไม้ที่แกะสลักเป็ลวดลายเมฆมงคลพยายามประติดประต่อเื่ที่เกิดขึ้นในหัวทั้งหมดั้แ่ที่เจอเยว่ซินครั้งแรก ตนมั่นใจว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อนแต่ทำไมหลังจากที่ได้รับพลังจากไข่มุกกลืนราตรี เขากลับรู้สึกเหมือนรับรู้ถึงการมีตัวตนของนางมากขึ้นเสมือนนางกำลังกลับเข้ามาในความทรงจำเขาอีกครั้ง
“เ้าเป็ใครกันแน่?” เขารำพันกับตัวเองก่อนจะหลับตาลงเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ทำให้ลมปราณในร่างแปรปรวนไปหมดเหมือนกับมีพลังบางอย่างพยายามจะแทรกแซงเข้ามา
การได้ัักับไข่มุกกลืนราตรีทำให้อี้ฉางเฟิงสูญเสียพลังไปอย่างมากอีกทั้งเมื่อครู่ยังใช้พลังเวทไปไม่น้อย ชีพจรติดขัดทั้งหัวใจก็เต้นไม่เป็จังหวะร่างสูงค่อยๆ ประคองตัวนั่งตรงและปล่อยใจให้ว่างเปล่าเพื่อทำสมาธิ ใช้ลมปราณขับเคลื่อนเพื่อฟื้นฟูพละกำลังที่สูญเสียไป
ในคืนนั้นอี้ฉางเฟิงนั่งขับเคลื่อนลมปราณกระทั่งถึงรุ่งเช้าจนในที่สุดพลังเขาก็ค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมา แต่ขณะเดียวกันอาการป่วยก็ทำให้ร่างกายนั้นอ่อนเพลียสองวันนี้จึงไม่ได้ออกจากเรือนเฟิ่งิและไม่ได้ไปประชุมกับเหล่าผู้าุโที่วังเฟิ่งหวงทำให้าาอี้เฟิ่งนึกเป็ห่วงจนต้องส่งหยวนเลี่ยงมาสืบดูว่าเกิดอะไรขึ้น
- ลูกไม่เป็ไร พักสักสองสามวันก็หายท่านพ่อไม่ต้องเป็กังวล -
นั่นเป็ข้อความที่อี้ฉางเฟิงตอบกลับบิดาไปเมื่อวันก่อนแต่เวลานี้ท่านาาปีศาจได้ยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถงของเรือนเฟิ่งิแล้วหลังจากทราบสาเหตุของการป่วยก็อดไม่ได้ที่จะมาเยี่ยมเยียนดูอาการ
อี้เฟิ่งเดินตรงมาที่เตียงนอนของบุตรชายซึ่งขณะนี้ยังหลับอยู่และดูเหมือนว่าการหลับในครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การหลับพักผ่อนธรรมดา มิเช่นนั้นการที่คนเป็พ่อบุกเข้ามาถึงนี่มีหรือลูกชายจะไม่รู้ตัว
“เหตุใดพลังหยางของเ้าถึงเบาบางนัก” เมื่อใช้พลังตรวจสอบดูจึงได้รู้ถึงความผิดปกติอี้เฟิ่งสำรวจไปยังจุดตันเถียน[1]บริเวณท้องน้อยจากนั้นจึงได้ถ่ายพลังเพลิงที่เป็หยางให้แก่เขา
บัดนี้รัศมีสีแดงปกคลุมไปทั่วร่างของอี้ฉางเฟิงคนเป็พ่อยกมือค้างปล่อยให้พลังไหลเวียนไปทั่วร่างของคนที่อยู่บนเตียงครู่ใหญ่ กระทั่งเยว่ซินเปิดประตูยกน้ำแกงโสมเข้ามาในห้องนอน
“นั่นใคร?” อี้เฟิ่งเอ่ยถามเสียงเข้ม กระทั่งเห็นว่าคนที่เข้ามาใหม่ชะงักเท้าอยู่ด้านหลัง
“ขะข้าเอง เยว่ซิน”นางเอ่ยกระท่อนกระแท่นด้วยความหวั่นใจ ก่อนจะค่อยๆ เดินต่อไปยังโต๊ะที่อยู่ข้างเตียงนอน
“อ่อ เ้านั่นเอง”
าาปีศาจสลายพลังและลดฝ่ามือลงหันไปมองสตรีที่ยกน้ำแกงมาวางบนโต๊ะอย่างนิ่งๆ ไม่พูดอะไร สีหน้าท่าทางนางดูกล้าๆกลัวๆ
หลังจากอี้เฟิ่งให้หยวนเลี่ยงมาสืบดูถึงสาเหตุที่ทำให้บุตรชายป่วยจึงได้ทราบว่าเป็เพราะภูตต้นอิงเถาตนนี้ที่บุตรชายรับมาให้อยู่รับใช้ใกล้ชิด จนทำให้อวี้หนิงเหอไม่พอใจส่งคนของนางมาแอบจับตาดูเป็สาเหตุให้เมื่อสามวันก่อนนางมาขอเข้าพบเพื่อให้ขับไล่ภูตน้อยตนนี้ออกไปจากหุบเขา
“เหตุใดเ้าถึงใช้เกลือสี่สมุทรในปริมาณมากมายเช่นนั้นกับลูกข้า?”เขาถามเสียงเรียบ แต่เสียงนั่นก็ทรงอำนาจพอจะทำให้อีกฝ่ายมีสีหน้าหวาดระแวง
เยว่ซินยืนสำรวมก่อนจะทบทวนคำถามและสิ่งที่อีกฝ่ายพูดถึงเกลือสี่สมุทรคืออะไร? นั่นใช่สิ่งที่นางเทลงไปในบ่อแช่ตัวหรือไม่?
“ตอบ! เ้าเจตนาทำร้ายลูกข้าหรือ?”แค่น้ำเสียงก็ราวกับมีพลังผลักคนที่ยืนสงบเสงี่ยมให้กระเด็นออกไปไกล
เยว่ซินส่ายหน้าเร่ารีบตอบไปโดยไม่เงยขึ้นสบตา “ไม่ใช่เ้าค่ะไม่ใช่ ข้าแค่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็ภัยต่อท่านประมุขน้อย”
ท่าทีหวาดกลัวทำให้อี้เฟิ่งต้องมองนางอย่างพิจารณาอีกครั้ง“เ้าไม่รู้หรือว่าเกลือสี่สมุทรคือสิ่งใด?”
“มะไม่ทราบเ้าค่ะ” เยว่ซินค่อยๆเหลือบตาขึ้นมองทีละน้อย เพราะเกรงว่าาาปีศาจจะซัดเพลิงพญาหงส์ใส่นางจนมอดไหม้กลายเป็เถ้าถ่านแต่ผิดคาด รายนั้นกลับแค่ทำสีหน้าอ่อนใจ
“เ้าตามข้ามา” ร่างสูงสง่าพยักหน้าเรียกให้เยว่ซินออกมาด้านนอกทิวทัศน์จากระเบียงที่ยืนอยู่มองออกไปเห็นสระบัวที่ชูช่อตระหง่านเป็ดงดาษดื่นก่อนจะอธิบายว่าของวิเศษที่ว่านั่นใช้ทำอะไร
“เกลือสี่สมุทรเป็เกลือที่ใช้พลังของผู้นำัสมุทรทั้งสี่เผ่ารวบรวมมาสกัดจากการเคลื่อนที่ของพลังคลื่นในมหาสมุทรทั้งสี่ เป็ยาวิเศษที่ได้มาจากประมุขัวังบูรพาช่วยเื่ปรับสมดุลและฟื้นฟูพลังิญญา เพียงแค่หยิบมือเดียวก็สามารถรักษาอาการาเ็จากภายในและช่วยปรับพลังที่ขาดห้วงติดขัดให้ต่อเนื่องได้แต่หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไปก็จะทำให้พลังเสียหาย หรือถึงขั้นสูญเสียพลังิญญา”
เยว่ซินมีสีหน้าใไม่น้อยเมื่อทราบข้อเท็จจริงนี้เช่นนั้นแล้วการที่นางใส่เกลือสี่สมุทรทั้งขวดลงไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆนั่นคือการทำผิดมหันต์ นางเกือบจะสังหารอี้ฉางเฟิงโดยไม่ได้ตั้งใจ
“โชคดีที่ฉางเฟิงมีพลังิญญาแก่กล้าอีกทั้งเมื่อครู่ข้าถ่ายพลังให้เขาไปแล้ว ไม่เกินวันพรุ่งก็คงจะกลับเป็ปกติ”
‘โล่งอกไปที’ ร่างบอบบางเผลอผ่อนลมหายใจออกมา ก่อนจะนึกได้ว่าาาปีศาจยังยืนอยู่ตรงนี้ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าเขาดูสุขุม หากแต่ไม่ได้กล่าวโทษหรือเกรี้ยวกราดใส่นาง
“เช่นนั้นเ้าก็กลับเข้าไปดูแลลูกชายข้าเถอะ”
พูดจบอี้เฟิ่งก็พุ่งตัวขึ้นจากระเบียง กลายร่างเป็หงส์เพลิงสยายปีกหายขึ้นไปบนท้องฟ้าเยว่ซินเงยหน้ามองตามแทบไม่ทัน ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่จะคือพญาหงส์เพลิงตัวเดียวกันกับในตำนานพญาหงส์ชั่วร้ายที่สังหารกองทัพ์จนถูกมหาสัจจเทพเนรเทศลงมายังแดนปีศาจ
หลังได้รู้ความจริงเื่ของเกลือสี่สมุทรเยว่ซินก็รู้สึกผิดอย่างมาก นางเพียรเข้ามาดูอาการของอี้ฉางเฟิงทุกหนึ่งชั่วยาม เตรียมสำรับอาหารเตรียมเสื้อผ้าให้เขาเหมือนเช่นปกติแต่ประมุขน้อยก็ไม่แม้แต่จะลืมตาตื่นขึ้นมา
ปกติเยว่ซินก็ไม่ใช่ภูตน้อยที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีแต่การกระทำครั้งนี้ของนางทำให้นางรู้สึกผิดกับอี้ฉางเฟิงยิ่งนักก่อนหน้านี้เื่ศิลาหยกน้ำค้างนางก็ยังติดค้างเขาอยู่แบบนี้เห็นทีเมื่ออี้ฉางเฟิงฟื้นขึ้นมาคงจะหาเื่ไล่นางออกจากหุบเขาเป็แน่
เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็เดินคอตกออกจากเรือนเฟิ่งิแต่ไม่คิดว่าระหว่างทางจะพบกับอวี้หนิงเหอ นางหิ้วปิ่นโตไม้สานมาด้วยคิดว่าคงจะนำยาหรือน้ำแกงมาให้แก่ประมุขน้อย เยว่ซินจึงรีบแจ้งว่าเขายังไม่ฟื้นแต่นางก็หาได้สนใจ กลับเดินหน้าบึ้งสวนเยว่ซินเข้าไปด้านในเรือน นั่นก็เป็เพราะนางรู้ว่าภูตน้อยตรงหน้าคือสาเหตุการป่วยของอี้ฉางเฟิงในครั้งนี้
“เป็ถึงฮูหยินประมุขน้อยแต่เหตุใดถึงได้ดูเ็ากับข้านัก”
หลังจากที่อวี้หนิงเหอเดินจากไปแล้วเยว่ซินก็พึมพำอยู่คนเดียวในเมื่อที่นี่ไม่ค่อยมีใครเป็มิตรกับนาง ภูตน้อยจึงตั้งใจว่าหลังจากที่อี้ฉางเฟิงฟื้นแล้วนางจะรีบตามหาเหยียนโม่โฉวแล้วเดินทางกลับเขาหลุนซานแต่ขณะนั้นลู่เสียนที่นั่งรอนางอยู่บนระเบียงไม้เรือนเฟิ่งหย่าก็กระโจนตัวลงมา
“ข้านึกว่าเ้าจะกินนอนอยู่ที่เรือนเฟิ่งิเสียแล้วเป็อะไรไป เหตุใดจึงหน้ามุ่ยเช่นนั้นท่านประมุขยังไม่ฟื้นหรือ เ้าถึงได้เป็ห่วงเขาเพียงนี้?”
แต่เปล่าเลยเยว่ซินไม่ได้สนใจที่นางพูด “ลู่เสียน นอกจากเ้าแล้วก็ไม่มีใครดีกับข้า” เ้าตัวทำตาละห้อยจนเป็เหตุให้ปีศาจจิ้งจอกน้อยทำหน้างง
“เกิดอะไรขึ้นกับเ้า?”
เยว่ซินเล่าให้ลู่เสียนฟังเื่ที่เจอกับอวี้หนิงเหอหน้าเรือนเฟิ่งิทุกครั้งที่เจอหน้านางก็ไม่เคยจะยิ้มแย้มมีไมตรีเลยสักครั้ง ลู่เสียนจึงบอกว่าไม่แปลกก็ในเมื่อเยว่ซินทำให้งานแต่งของนางล่มไม่เป็ท่า
“หืม หลังจากนั้นเขาสองคนไม่ได้ร่วมหอกันหรอกหรือ?”เยว่ซินเพิ่งรู้ เข้าใจว่าหลังจากที่อี้ฉางเฟิงจับนางเข้าคุกวันนั้นแล้วเขาก็คงเข้าพิธีต่อไม่คิดว่าตัวเองจะเป็ต้นเหตุที่ทำให้เขาไม่ได้แต่งงานกับปีศาจจิ้งจอกสาวแสนสวยตนนั้น“เช่นนี้เล่า นางถึงได้ดูไม่ค่อยจะชอบหน้าข้านัก”
ลู่เสียนยังเล่าให้ฟังอีกว่าหลังจากที่เยว่ซินล่วงเกินประมุขน้อยในวันนั้นอี้ฉางเฟิงก็มองว่าฤกษ์ไม่เป็มงคลและใช้เป็ข้ออ้างยกเลิกงานแต่ง แต่าาอี้เฟิ่งเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะผลีผลามตัดสินใจจึงได้แต่ประกาศเลื่อนงานมงคลออกไปก่อน
“ถึงว่า เขาเลยแค้นเคืองข้าอยู่ในใจขนาดคำว่าฮูหยินก็ยังไม่ให้ข้าเรียก คงจะะเืใจกระมัง”
“เช่นนั้นที่ไหนกัน ประมุขน้อยไม่ได้เต็มใจจะแต่งงานกับนางจิ้งจอกนั่นเสียหน่อยหากไม่ติดว่าครั้งหนึ่งนางช่วยชีวิตท่านประมุขไว้ ไม่มีทางหรอกที่นางจะได้เข้าใกล้ท่านประมุข”
“เช่นนั้นเขาก็ควรต้องขอบใจข้าสิ”
ลู่เสียนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยจึงได้แต่ส่ายหน้าไม่ออกความเห็นนางเล่าเสริมอีกว่าอวี้หนิงเหอมีใจให้ประมุขน้อยมานานแล้ว แต่เขาไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตาสบโอกาสตอนที่นางช่วยชีวิตเขาไว้จึงได้ขอประทานรางวัลจากาาอี้เฟิ่งด้วยการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เหล่าผู้าุโเห็นว่าเหมาะสม ทั้งยังได้กำลังพลจากเผ่าจิ้งจอกแดงด้วยจึงสนับสนุนด้านประมุขน้อยที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับเื่รักใคร่ระหว่างชายหญิง เมื่อเห็นว่าจะทำให้เผ่าวิหคแข็งแกร่งขึ้นได้จึงรับปากตกลง
ข้ามเข้าสู่วันใหม่หลังจากที่เมื่อคืนภูตต้นไม้น้อยเข้าออกเรือนเฟิ่งิเพื่อดูอาการของอี้ฉางเฟิงทำให้นางเผลอหลับซบลงไปตรงขอบเตียงนั่น ปีศาจวิหคหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่เป็ยามใดแล้วอี้ฉางเฟิงผินหน้ามองออกไปด้านประตูห้องจึงพบว่าเยว่ซินฟุบหลับอยู่ข้างเขา
“นี่เ้าเฝ้าข้าทั้งคืนงั้นหรือ” เขารำพันเบาๆ
ความคิดนั้นจู่ๆ ก็สะดุดลงเมื่อรู้สึกถึงพลังจิตอีกดวงหนึ่งที่พยายามจะแทรกแซงเข้ามาในร่างพลันก็เกิดความรู้สึกคะนึงหาภูตน้อยตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก ถึงขนาดเอื้อมมือไปลูบศีรษะของนางอย่างเอ็นดู
“เยว่ซิน ข้าอยู่นี่”
ตอนนั้นอี้ฉางเฟิงเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้เขาขัดขืนและต่อสู้กับพลังจิตอีกดวงที่พยายามจะควบคุมร่างกายของเขาและเวลานั้นเยว่ซินก็เริ่มรู้สึกตัว
“ศิษย์พี่ ท่านคือศิษย์พี่ของข้าใช่หรือไม่?”นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ปล่อยผมยาวสยายในชุดนอนสีขาว แววตาอบอุ่นของเขาทำให้นางรู้สึกว่านี่คือเหยียนโม่โฉว
แทนคำตอบ เขายิ้มให้นางอย่างอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง
“ในที่สุดก็เป็ท่าน”นางดีใจมากถึงขนาดลืมตัวโผเข้าไปสวมกอดเขาไว้ ตอนนั้นเองไข่มุกที่ข้อมือของนางปรากฏเป็แสงสีฟ้าขึ้นและดูเหมือนร่างที่นางได้กอดไว้นั้นกำลังฝืนและผลักนางออก
“ข้าอี้ฉางเฟิง ข้าไม่ใช่ศิษย์พี่เ้า”น้ำเสียงเขาดูเหนื่อยหอบ นั่นเป็เพราะเขาต้องใช้พลังอย่างมากในการต่อต้านพลังของอีกฝ่าย
เหยียนโม่โฉวกำลังจะ่ชิงร่างปีศาจของเขาทุกครั้งที่กายเขาัักับไข่มุกกลืนราตรีจะทำให้พลังของเขาอ่อนแอลง ิญญาก็เหมือนถูกกระชากออกจากร่างและนั่นทำให้ิญญาของเหยียนโม่โฉวหาจังหวะเข้ามาแทรก ความทรงจำระหว่างเหยียนโม่โฉวกับนางจะปรากฏขึ้นในหัวของเขา
“ท่านไม่ใช่ศิษย์พี่หรอกหรือ?”
เยว่ซินมองหน้าเขาอย่างงวยงงด้านอี้ฉางเฟิงที่เพิ่งจะผละออกจากตัวนางพูดเสียงเรียบคล้ายกับยังมีอาการเหนื่อยอยู่บ้าง
“ตอนนี้ไม่ใช่”
“แต่เมื่อครู่ท่าน...”
“เมื่อครู่ข้าทำไม?”อี้ฉางเฟิงเอ่ยถาม เขาไม่บอกเื่พลังจิตของเหยียนโม่โฉวกับนางแต่คิดว่าที่นางเคยบอกว่ารายนั้นถูกปีศาจจับตัวมาอาจเป็ความจริงเวลานี้ศิษย์พี่ของนางอาจาเ็หรือถูกกักขังไว้ที่ไหนสักแห่ง หรือไม่ ร่างเซียนของเขาอาจแตกสลายไปแล้วเหลือแต่เสี้ยวิญญา
“ข้าคิดว่าท่านเป็เขา”เยว่ซินเสียงอ่อย สีหน้าแสดงออกถึงความผิดหวัง
“นั่นเ้าคงจะละเมอกระมัง” เขาตัดบทพร้อมกับมองหน้ายับย่นที่เหมือนกับคนเพิ่งตื่นของอีกฝ่าย
เยว่ซินยกมือเกาหัวอย่างงุนงงเป็นางเองหรอกหรือที่เข้าใจผิด ว่าแล้วก็ถอนใจเบาๆ มองไปที่อี้ฉางเฟิงซึ่งบัดนี้กำลังสะบัดหน้าเป็สัญญาณบอกให้นางลงไปจากเตียง
“อ่อ ข้าเข้าใจแล้วๆ”
เยว่ซินกำลังจะลุกแต่จังหวะนั้นลู่เสียนก็ทะเล่อทะล่าเข้ามาเพราะประตูไม่ได้ปิดพร้ะโกนเสียงแหลมและร่าเริงตามแบบฉบับของนาง
“เยว่ซิน เ้าอยู่นี่หรือไม่ ข้ามาช่วยจะเ้า...”
ยังไม่ทันสิ้นประโยคก็เห็นว่าภูตต้นอิงเถานั้นนั่งอยู่บนเตียงเดียวกับท่านประมุขน้อยที่สำคัญ อี้ฉางเฟิงได้สติแล้ว แถมเสื้อผ้าก็ยังยับย่นไม่เป็ระเบียบ
เยว่ซินท่าทางอึกอัก เห็นว่าจะเป็การเข้าใจผิดจึงรีบลุกลงมายืนด้านล่าง“ละสู่เสียน เ้ามีอะไรงั้นหรือ?”
“ขะข้าแค่ตั้งใจจะมาช่วยเ้าเอาเสื้อผ้าประมุขน้อยไปซักแต่ไม่คิดว่า”
“ไม่คิดว่าอะไร?” อี้ฉางเฟิงรีบแทรก
“ปะเปล่าเ้าค่ะ เช่นนั้นข้าลา” พูดจบนางก็ใช้พลังจิ้งจอกเคลื่อนที่ออกจากประตูห้องหายวับไปกับตา
เยว่ซินหันมองหน้าดุๆของอี้ฉางเฟิงแล้วก็รีบวิ่งตามออกไป “ขะข้าไปด้วยลู่เสียน” อย่างไรเสียโทษฐานที่ทำประมุขน้อยาเ็ก็ยังไม่ได้ชำระความเช่นนั้นนางเผ่นก่อนจะดีกว่า
[1] เป็จุดศูนย์กลางของพลังงานในร่างกาย หรือแหล่งสะสมพลังปราณอยู่บริเวณท้องน้อย ห่างจากสะดือลงมา 3 ชุ่น (นิ้ว)