เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

ตอนที่ 171 ผลัดกันแสดงทักษะ


 

ภายในค่ายพันธมิตร

 

ร่างจำแลงทั้งสามกำลังไล่ล่าคนผู้หนึ่ง

 

ไม่นานร่างทั้งสามก็กลับมายืนประจันหน้ากันก่อนที่จะสลายกลายเป็นหมอกควัน

 

ภายในเหลาอาหาร

 

ซากศพเหล่าคุณหนูคุณชายตระกูลใหญ่ในสภาพไม่น่าดูนอนกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด

 

"พวกเขาทั้งหมดตายแล้ว" ฝ่านปิงพูดด้วยสีหน้าไม่เชื่อ

 

"รอดไปหนึ่ง"อู๋เซี่ยนตอบขณะจุดไฟที่มือเผาร่างของเฉิงลู่ก่อนเป็นคนแรก

 

เมื่อไฟถูกจุดคนร่างกายของเฉิงลู่ก็สลายกลายเป็นฝุ่นอย่างรวดเร็ว

 

"ท่านกำลังทำอันใด" ฝ่านปิงพูดด้วยน้ำเสียงตกตะลึงหญิงสาวเองก็เห็นคนตายมาไม่น้อย เธอจึงไม่ได้อาเจียนหรือแสดงอาการสั่นกลัวอะไรพวกนั้นออกมา

 

"ทำลายหลักฐานน่ะสิ" ชายหนุ่มตอบสั้นๆพร้อมเดินไปยังศพถัดไป

 

"แต่นี่เป็นเรื่องใหญ่ ข้าจำเป็นที่จะต้องนำเหตุการณ์นี้รายงานกับทางตระกูลอย่างละเอียด"เดิมทีเธอจะนำความจริงของเรื่องนี้ไปรายงานกับทางตระกูลว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายต้องการทำร้ายตนก่อนเธอจึงต้องป้องกันตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะ หญิงสาวเชื่อว่าทางตระกูลคงตัดสินได้อย่างยุติธรรม

 

อู๋เซี่ยนหันมาสบตาหญิงสาว ทำให้อีกฝ่ายถึงกับสะดุ้ง

 

"ไร้เดียงสา คิดหรือว่าท่านจะรอด"ชายหนุ่มส่ายหน้าด้วยท่าทีผิดหวังเขายังคงเผาร่างไร้วิญญาณทั้งหมดทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ

 

   ครั้งนี้คนที่ตกตายไม่ได้มีเพียงพวกคุณหนูจากตระกูลใหญ่เท่านั้นยังมีผู้ติดตาม เสี่ยวเอ้อ พ่อครัว รวมไปถึงบางคนในสถานที่แห่งนี้ทั้งหมด ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผิดไม่น้อย

 

"ช้าก่อน ท่านบอกว่ามีคนหนีไปได้ แบบนี้พวกเราไม่ซวยหรอกหรือ"ฝ่านปิงเริ่มกลับมาวิตกอีกครั้ง

 

"หากข้าเดาไม่ผิดคนที่หนีไปไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนพวกนี้หรอก" มุมปากของอู๋เซี่ยนยกยิ้ม

 

   หลังจากนั้นชายหนุ่มก็กวาดสายตาไปรอบๆด้วยอานุภาพของก้าวมโหระทึกทำให้เหลาอาหารเกือบจะพังทลาย ข้าวของเครื่องใช้ จำพวกโต๊ะ เก้าอี้ต่างแหลกสลายจนกลายเป็นฝุ่นผง

 

กระทั่งแน่ใจว่าไม่มีอะไรแล้วเขาจึงพาหญิงสาวกลับไปสมทบกับพวกฮั่นเกาจู่

 

เมื่อทั้งสองก้าวออกไปแล้ว ก็มีสองร่างแสดงตัวออกมา

 

"ผู้ดูแลจี๋ท่านคิดเห็นอย่างไรกับชายหนุ่มผู้นั้น ตอนที่ซ่อนตัวอยู่คล้ายว่าเขาจะตรวจพบข้าด้วย"เป็นหนึ่งในราชันยุทธผู้ติดตามที่ร่วมขบวนมากับตระกูลฝ่าน

 

   ชายชราท่าทางใจดีลูบเคราของตนพลางใช้ความคิด

 

"คุณชายใหญ่ตาย ผู้สืบทอดย่อมต้องตกเป็นของคุณชายรองนี่เป็นเรื่องที่ดีของตระกูลฝ่านตามที่สืบได้อีกฝ่ายมีความเกี่ยวข้องกับเทพกระบี่ซ้ายแห่งสำนักอรุณอู๋เซี่ยนผู้นั้นหากผูกมิตรไม่ได้ก็ไม่ควรเป็นศัตรู"

 

   แต่จุดประสงค์หลักเป็นเพราะฝ่านจี๋สัมผัสได้ว่าอู๋เซี่ยนนั้นยังอยู่ในวัยเยาว์กลับบรรลุุถึงระดับราชันยุทธขั้นต้น
สิ่งอัศจรรย์กว่าก็คือกระทั่งราชันยุทธขั้นกลางก็ไม่ใช่คู่มืออีกฝ่ายชายชราจึงประเมินอู๋เซี่ยนเอาไว้สูงและเมื่อเห็นความสัมพันธ์ของชายหนุ่มกับฝ่านปิง ก็ไม่แน่กาลข้างหน้าคนผู้นี้อาจจะเป็นร่มไม้ใหญ่ให้กับตระกูลฝ่านก็เป็นได้

 

ในเหลาสุรา

 

ฝ่านปิงเดินตามหลังอู๋เซี่ยนมาด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

 

"พวกท่านทั้งสองไปที่ใดมา"เจี่ยหลิงถามด้วยสีหน้าจับผิด

 

"คุณหนูฝ่านปิงเพียงชวนข้าไปเดินเล่นเท่านั้น"อู๋เซี่ยนทำทียักคิ้วหลิ่วตาให้กับชายทั้งสองที่กำลังร่ำสุรากันทำให้พวกเขาต่างยกนิ้วให้

 

ในที่สุดเมื่อมีการสนทนาผ่านไปสักระยะฝ่านปิงก็กลับมาสงบอีกครั้ง

 

"ข้าไม่อยากจะเซ้าซี้หรอกนะแต่ไม่ใช่ว่าพวกท่านลืมนัดหมายของพวกเราไปแล้วหรือ"เก้อเหลียงที่เป็นผู้หลงใหลในเพลงยุทธรีบพูดขึ้น

 

ครั้งนี้เขาเตรียมตัวเป็นอย่างดีกระทั่งไม่ยอมดื่มสุราสักหยดเพื่อให้มีสติครบถ้วน

 

เข้าใกล้ยามเย็นท้องฟ้าเป็นสีส้มอ่อนแลดูสบายตา

 

ห่างจากค่ายพันธมิตร คนทั้งห้าก็พากันมาอยู่ในที่โล่งกว้าง

 

ครั้งเมื่ออยู่ในเหลาสุราทุกคนได้ตกลงอันดับในการแสดงทักษะออกมาไว้ก่อนแล้วจึงช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก

 

"ข้าเริ่มก่อน"

 

ในที่สุดเก้อเหลียงก็สำแดงปีศาจร่ำไห้ออกมาให้ทุกคนชมกัน

 

   บนท้องฟ้ามีใบหน้าของปีศาจเริ่มก่อตัวหากเพียงหน้าใบหน้าปีศาจที่ปรากฏขึ้นบนท้องนภานั้นมีขนาดเล็กกว่าของเสี่ยวเต่าอยู่มาก

 

"ต้องขออภัยทุกท่านที่ข้านั้นพรสวรรค์อ่อนด้อยทำให้ยังไม่สามารถเข้าถึงทักษะกายาสวรรค์"เก้อเหลียงพูดด้วยสีหน้าปวดใจ

 

   จุดนี้อู๋เซี่ยนก็ต้องพยักหน้าอย่างเข้าใจเขาเห็นศิษย์อัจฉริยะสำนักชั้นหนึ่งส่วนใหญ่ใช้นั้นก็มีแต่ทักษะระดับกึ่งตำนานไม่ก็สูงไปจนถึงตำนาน

 

   อย่างที่ทราบกันกระทั่งทักษะระดับตำนานเองยังแบ่งออกเป็นต่ำ กลาง สูง ปีศาจร่ำไห้นั้นเป็นทักษะระดับตำนานระดับต่ำ แต่ทักษะระดับตำนานขั้นกลางอย่างกายาสวรรค์เองพรสวรรค์ของเก้อเหลียงก็ไม่สูงพอที่จะใช้มันออกมาเช่นกัน

 

แล้วก็ถึงตาของฮันเก่าจู่

 

"ทุกท่านจงถอยห่างออกไปสักสี่สิบเมตร"ชายหนุ่มชุดขาวกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

 

"ฮ่า"ว่าแล้วชายหนุ่มชุดขาวก็สำแดงรังสีจักรพรรดิออกมา

 

   อู๋เซี่ยนล้วนมองเห็นมันได้อย่างชัดเจนว่ารังสีที่ว่านี้เป็นสีฟ้าอ่อนแผ่ขยายออกไปเพียงสิบเมตรเท่านั้น อีกทั้งความรุนแรงของมันหากเขาโดนเข้าผลลัพธ์อย่างมากก็แค่มึนงงเท่านั้น จึงทำให้เขารู้สึกผิดหวังกับมันไม่น้อย

 

"รังสีจักรพรรดินี้ข้าใช้มันออกมาได้เพียงหนึ่งจากสิบขั้นเท่านั้นสร้างความขบขันให้แก่ทุกท่านแล้ว" ชายหนุ่มประสานมือ

 

   ประโยคนี้ทำให้สายตาของอู๋เซี่ยนกลับมาเป็นประกายอีกครั้งเพราะตามที่ฮั่นเก่าจู่บอก เขาเองก็ใช้รังสีจักรพรรดิระดับหนึ่งออกมาได้อย่างเต็มกลืนและการฝืนใช้มันออกมาในครั้งนี้ก็ ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถแสดงทักษะนี้ออกมาได้นับสัปดาห์เพราะต้องฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์ก่อน

 

หลังจากนั้นทุกคนก็หันมายังร่างอู๋เซี่ยนเป็นตาเดียวทำให้เขาที่กำลังใจลอยเกาศีรษะแก้เขิน

 

"ตาข้าแล้วสินะ" จากนั้นชายหนุ่มก็แสดงก้าวมโหระทึกออกมาสามก้าวสายตาของทุกคนล้วนแสดงถึงความตกตะลึง เมื่อทักษะนี้เผยโฉมออกมาเพราะพวกเขาทราบกันดีว่าก้าวมโหระทึกนั้นเป็นทักษะระดับตำนานขั้นสูง

 

   มีเพียงฝ่านปิงเท่านั้นที่ขมวดคิ้วเพราะเธอรู้ได้ว่าก้าวมโหระทึกทั้งสามที่อีกฝ่ายแสดงออกมานั้นยังมีความรุนแรงไม่ถึงครึ่งเมื่อเทียบกับตอนที่อู๋เซี่ยนใช้ในเหลาอาหารนั้น

 

"ขออภัยข้าน้อยก็ใช้วิชานี้ได้เพียงสามก้าวเท่านั้น"อู๋เซี่ยนปาดเหงื่อจากใบหน้าที่ซีดขาว เดินโซเซไปพิงร่างใกล้ฝ่านปิง

 

พฤติกรรมนี้ของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวถึงกับหน้าแดง

 

"ทักษะการแสดงของคุณชายอู๋สูงส่งไม่ต่างจากฝีมือทางเชิงยุทธข้าน้อยรู้สึกนับถือ" หญิงสาวกระซิบอย่างขี้เล่น

 

"อย่าพึ่งวอกแวกเจี่ยหลิงจะแสดงฝ่ามือผลาญตะวันออกมาแล้ว" ชายหนุ่มยืดตัวตรงท่าทางของเขากลับมาเป็นปกติ เพราะฝ่ามือนี้คือสิ่งที่อู๋เซี่ยนรอคอย

 

ฝ่านปิงเองก็รู้สึกฉงนใจไม่น้อยว่าทำไมอีกฝ่ายจึงแลดูตื่นเต้นกับการแสดงทักษะพวกนั้นนัก

 

   แม้จะไม่มีกฎชัดเจนบอกไว้ว่าห้ามศิษย์สำนักอื่นฝึกฝนได้แต่ผู้ที่จะฝึกอย่างน้อยก็ต้องมีม้วนคัมภีร์ หรือหยกเก็บข้อมูลเนื้อหาของทักษะวิชานั้นๆไว้ หรือต่อให้มีทุกสิ่งพร้อมสรรพการที่จะมาเริ่มฝึกทักษะพวกนี้ใหม่กว่าจะบรรลุขั้นเริ่มต้นก็ต้องสิ้นเปลืองเวลาไปไม่น้อย ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มักจะทุ่มเทการฝึกฝนให้กับทักษะหลักที่ตนฝึกเพื่อให้บรรลุถึงแก่นแท้ของมันก่อนเป็นอันดับแรก

 

   แต่ก็มีอีกพวกเช่นกันที่นิยมเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมแบบจับฉ่ายแต่สุดท้ายคนเหล่านี้ก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเมื่อถึงคราวต่อสู้จริงก็ไม่สามารถเอาชนะคนจำพวกแรกที่ใส่ใจฝึกทักษะเดียวเป็นหลักได้

"หรือเขาจะเป็นพวกจับฉ่ายกัน"หญิงสาวมองไปยังอู๋เซี่ยนที่กำลังสายตาส่องประกาย

 

แต่เมื่อนึกถึงความโหดเหี้ยมของอีกฝ่ายในเหลาอาหารตนก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งไป

 

   ครั้งเจี่ยหลิงออกมาอีกฝ่ายก็ไม่รอช้าที่เบื้องหลังของเธอมีภาพเงาดวงตะวันที่มีเพลิงลุกโชติช่วงทำให้อุณหภูมิรอบข้างสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

   ตอนที่เจี่ยหลิงกำลังส่งฝ่ามือออกไปนั้นท่าทางของเธอดูแกร่งกร้าวและดุดัน ผลของฝ่ามือทำให้พื้นเบื้องหน้าหลายร้อยเมตรระเบิดออกเป็นทางยาวเกิดเพลิงสีฟ้าลุกไหม้ทำให้ต้นไม้ใบหญ้ารอบข้างสูญสลาย

 

   ผู้คนที่พบเห็นล้วนตาค้างปรบมือให้เป็นพัลวันมีเพียงอู๋เซี่ยนที่ยืนหลับตาสงบนิ่งทักษะฝ่ามือผลาญตะวันนี้ทำให้เขานึกถึงเพลงกระบี่กลืนตะวันของเทพกระบี่ตะวันเคอลี่เพราะทักษะทั้งสองล้วนมีกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกัน

 

"เหล่าปรมาจารย์ในสำนักต่างเป็นเสียงเดียวกันว่าฝ่ามือผลาญตะวันนี้หากถูกใช้ออกโดยจอมคาถาธาตุอัคคีจึงจะสามารถแสดงอานุภาพที่แท้จริงของมันออกมาได้"ขณะพูดเจี่ยหลิงก็เหลือบมองมาอู๋เซี่ยนเป็นระยะ

 

   ฝ่ายอู๋เซี่ยนที่ได้ยินก็พยักหน้าในที่สุดเขาก็เข้าใจสักทีว่าทำไมแต่แรกพบ หญิงสาวผู้นี้จึงแอบมองตนอยู่บ่อยครั้งที่แท้ก็เพราะทราบว่าเขาเป็นจอมคาถาธาตุอัคคีนี่เอง

 

"วันนี้ข้าน้อยได้เปิดหูเปิดตาจริงๆงั้นพวกเรากลับไปร่ำสุรากันต่อดีหรือไม่ คืนนี้ข้าเลี้ยงเองไม่เมาไม่เลิก"หมาป่าเจ้าสำราญฮั่นเกาจู่กล่าวขึ้น

 

ขณะที่ทุกคนกำลังจะจากไปนั้น อู๋เซี่ยนก็ยกมือขึ้นมาเป็นเชิงปลามทำให้ทุกคนต้องชะงัก

 

"คุณชายอู๋มีเรื่องใดจะกล่าว" เจี่ยหลิงเป็นคนแรกที่สงสัย

 

"ตามข้อตกลงทุกคนต้องแสดงทักษะออกมา...เหมือนจะยังขาดคุณหนูฝ่านปิง"อู๋เซี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม

คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน