กู้หยูม่านพาเด็กๆ เดินเข้าตำบลแล้วไปเช่าโรงเตี๊ยมเพื่อพักค้างคืน หลังทานมื้อเย็นเสร็จนางจึงพาเด็กๆ เข้านอน จากนั้นนางก็เข้าไปสำรวจในมิติ
พื้นที่ในมิติเป็ห้องขนาดสามสิบตารางเมตรที่ถูกแบ่งเป็ห้องนอนหนึ่งห้อง ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำหนึ่งห้อง ซึ่งเป็แปลนบ้านหลังเล็กที่นางสร้างไว้จากเงินชดเชยที่ถูกเลิกจ้าง
“บ้านหลังน้อยที่ฉันสร้างไว้ที่ชนบทนี่เอง ฉันนึกว่าฉันจะไม่มีโอกาสได้อยู่ในบ้านหลังใหม่ที่สร้างมาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองซะแล้ว” กู้หยูม่านถอนหายใจ “ถ้าเอาบ้านสวยๆ หลังนี้ออกไปข้างนอกได้ เ้าเด็กสามคนนั้นคงดีใจน่าดู”
‘สวัสดีค่ะโฮสต์ ไฉไฉเป็มิติวิเศษที่ทะลุมิติมากับโฮสต์ด้วย หากโฮสต์มีอะไรให้ไฉไฉรับใช้ เชิญโฮสต์บอกกับไฉไฉได้เลยนะคะ’
กู้หยูม่านเดินไปตามเสียงก็เห็นหน้าจอทีวีขนาดเจ็ดสิบห้านิ้วที่วางอยู่ในห้องรับแขกปรากฏตัวอักษรแสดงความยินดีและยังเป็ข้อความตามเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่
“เธอเป็มิติวิเศษของฉันจริงๆ เหรอ” กู้หยูม่านถามอย่างดีใจ นางคิดว่าแค่มีมิติวิเศษติดตัวมาก็ดีมากแล้ว แต่หลังจากที่เห็นข้อความ แสดงว่ามิติวิเศษคงมีของดีๆ อีกเพียบ
‘โฮสต์คะ หลังจากที่โฮสต์ยืนยันที่จะรับมิติวิเศษ ระบบจะทำการรีเซ็ทแล้วเชื่อมมิติเข้ากับความคิดของโฮสต์ หลังจากนี้โฮสต์สามารถสั่งงานไฉไฉผ่านความคิดได้เลยค่ะ อ้อ...และหลังจากนี้เราจะพูดภาษาเดิมของเราไม่ได้แล้วนะคะ เราต้องพูดภาษาปัจจุบัน’
“แล้วการรับมิติวิเศษต้องมีข้อแลกเปลี่ยนอะไรหรือเปล่า อย่างเช่นฉันต้องลดอายุขัยลงไปอีกสิบปีอะไรทำนองนี้” กู้หยูม่านเริ่มกังวล หากต้องลดอายุขัย ต่อให้มิติวิเศษจะดีเลิศเธอก็ไม่ขอรับไว้
‘มีเงื่อนไขเพียงหนึ่งข้อ นั่นก็คือโฮสต์ต้องใช้ชีวิตให้ดีและดูแลครอบครัวของโฮสต์ให้ดีเท่านั้นเองค่ะ’
“เงื่อนไขแค่นี้ก็เชื่อมมิติได้แล้วเหรอ ถ้างั้นก็ตกลง ฉันรับ”
‘โฮสต์ยืนยันการเชื่อมมิติ เริ่มนับถอยหลัง ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง เชื่อมระบบเรียบร้อย เริ่มต้นการใช้งานได้แล้วเ้าค่ะ’
กู้หยูม่านทดลองสั่งการระบบจากความคิด “ตอนนี้ฉันหิวมาก ขอข้าวกะเพราเผ็ดๆ แล้วก็ไข่ดาวกรอบสองฟอง”
‘ขออภัยเ้าค่ะ โฮสต์ต้องเปลี่ยนภาษาให้เป็ภาษาปัจจุบัน และระบบไม่มีการขอแบบให้เปล่า จะเป็การซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเท่านั้น หากโฮสต์้าข้าวกะเพราเผ็ดๆ กับไข่ดาวกรอบสองฟอง โฮสต์ต้องจ่ายเงินหนึ่งตำลึงหรือต้องหาสิ่งของที่มีมูลค่าหนึ่งตำลึงมาแลกเ้าค่ะ’
“หา! ข้าวจานละหนึ่งตำลึง ตอนเย็นข้าซื้อซาลาเปาให้เด็กๆ แค่ลูกละสองอีแปะ ข้าวของเ้าเป็ข้าวที่มีไว้ถวายเทพเซียนหรือไร ทำไมมันถึงได้แพงขนาดนี้” กู้หยูม่านโวยวายเมื่อได้ยินราคา
‘วัตถุดิบต่างๆ เป็ของที่ส่งมาจากศตวรรษที่ 21 และเป็เกรดพรีเมียมทั้งนั้น ราคาจึงต้องสูงเป็ธรรมดาเ้าค่ะ’
“ไฉไฉ แล้วมีวิธีไหนที่ข้าจะซื้ออาหารจากเ้าในราคาถูกได้บ้าง ตอนนี้ข้ามีเงินแค่หนึ่งร้อยตำลึง หากต้องกินข้าวมื้อละสี่ถึงห้าตำลึงแบบนี้ อีกไม่กี่วันข้ากับเด็กๆ คงกลับไปจนเหมือนเดิมแน่”
‘สั่งซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหารเองจะราคาถูกและคุ้มค่ากว่าเ้าค่ะ แต่โฮสต์เ้าคะ โฮสต์ลืมไปแล้วหรือเ้าคะว่านอกจากการซื้อขาย โฮสต์ยังนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนเป็สกุลเงินในปัจจุบันนี้ได้ด้วย’
“แล้วของแบบไหนที่เอามาแลกเปลี่ยนได้บ้าง”
‘ปิ่นเงินที่โฮสต์ใช้อยู่ก็นำมาแลกเปลี่ยนได้เ้าค่ะ หากโฮสต์้า ไฉไฉสามารถนำปิ่นเงินส่งเข้าระบบเพื่อประเมินราคา หากมีคนสนใจและซื้อปิ่นปักผมเล่มนี้ไว้ โฮสต์ก็จะได้รับเงินเ้าค่ะ’
กู้หยูม่านนึกขึ้นได้ว่าในห่อผ้าของนางมีปิ่นเงินเก่าๆ อยู่เล่มหนึ่ง นางรีบออกจากมิติแล้วไปเอาปิ่นเงินมาให้ระบบประเมินราคา
‘แคว้นต้าชิงเป็ดินแดนที่นักโบราณคดีเพิ่งค้นพบหลังจากที่โฮสต์ประสบอุบัติเหตุ เพราะฉะนั้นสิ่งของจากแคว้นต้าชิงย่อมมีราคาสูง จากที่ระบบประเมิน ปิ่นเงินเล่มนี้มีราคาอยู่ที่สองร้อยตำลึงเ้าค่ะ’
“สองร้อยตำลึง! ราคาสูงน่าดูเลย” กู้หยูม่านยิ้มอย่างดีใจ “ถ้าข้าจะเก็งกำไรด้วยการเอาเงินไปซื้อเครื่องประดับแล้วเอามาขายต่อในระบบ อย่างนี้ข้าก็รวยเละเลยสิ”
‘ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เ้าค่ะ สมบัติหรือเครื่องประดับทุกชิ้นที่จะนำมาแลกเปลี่ยนจะต้องเป็ของที่ผู้อื่นมอบให้โฮสต์ด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่ของที่โฮสต์ซื้อด้วยเงินของตัวเองเ้าค่ะ’
“อ้อ...เช่นนั้นปิ่นเงินเล่มนี้คงมีคนมอบมันให้กับกู้หยูม่านร่างเดิม แล้วนางก็คงซ่อนมันไว้จากมือของหลิ่วซานกั๋วอีกทีสินะ เอาเถอะ...ไม่ว่ามันจะเคยเป็ของใคร แต่ตอนนี้มันเป็ของข้าแล้ว”
‘สมบัติที่เหลืออยู่ของกู้หยูม่านร่างเดิมยังเหลืออีกหนึ่งชิ้นเ้าค่ะ เป็กำไลหยกมันแพะสีขาวที่เ้าของร่างเดิมนำไปจำนำไว้ที่โรงรับจำนำ แต่กำไลหยกวงนั้นไม่สามารถนำมาแลกเปลี่ยนได้เพราะมันเป็สิ่งที่จะใช้ยืนยันตัวตนของโฮสต์กับครอบครัวที่แท้จริงในวันหน้า ไฉไฉขอแนะนำว่าโฮสต์รีบไปไถ่ถอนแล้วนำกำไลหยกกลับมาเก็บไว้ในมิติจะดีกว่าเ้าค่ะ’
“ทำไมต้องรีบด้วย เก็บกำไลวงนั้นไว้ที่โรงจำนำก็ปลอดภัยดีแล้วไม่ใช่หรือ อีกอย่างข้ายังไม่อยากใช้เงินตอนนี้ ข้าอยากเก็บเงินไว้ซื้อที่ดินแล้วก็สร้างบ้านไว้อยู่กับลูกๆ ก่อน”
‘โฮสต์เชื่อไฉไฉเถิดเ้าค่ะ ส่วนเงินก็ไม่ต้องเป็ห่วง หากโฮสต์ไม่มีของมีค่ามาแลกเปลี่ยน สมุนไพรในป่าก็นำมาแลกเปลี่ยนได้เหมือนกัน ในยุคโบราณยังไม่มีมลภาวะ สมุนไพรที่เติบโตในยุคนี้จึงมีความบริสุทธิ์และคุณภาพดี โฮสต์สามารถหารายได้จากการเก็บสมุนไพรมาขายได้เ้าค่ะ’
“เ้านี่ก็โน้มน้าวเก่งไม่เบา ตกลง...พรุ่งนี้ข้าจะไปไถ่กำไลหยกวงนั้นคืน เอาล่ะ...นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้าไปนอนก่อนดีกว่า”
‘โฮสต์ยังอยากได้ข้าวกะเพราเผ็ดๆ กับไข่ดาวกรอบสองฟองอยู่หรือไม่เ้าคะ’
“ไม่เอาแล้ว ให้ข้าจัดการเื่บ้านกับที่ดินเสร็จก่อนแล้วข้าจะซื้อวัตถุดิบออกไปทำกินเอง เงินหนึ่งตำลึงข้าใช้ได้หลายวันเลยนะ” กู้หยูม่านรีบปฏิเสธเพราะเริ่มเสียดายเงิน ตอนนี้นางมีเงินแค่หนึ่งร้อยตำลึง พรุ่งนี้ยังต้องไปไถ่กำไลหยกวงนั้นและยังต้องไปติดต่อนายหน้าเื่ที่ดินอีก ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายเงินออกไปอีกเท่าไหร่
‘เช่นนั้นก็ราตรีสวัสดิ์ค่ะโฮสต์’
“เ้าหนู ท่านแม่ของพวกเ้ายังไม่ตื่นรึ” เสี่ยวเอ้อยังยืนรออยู่หน้าห้อง “ข้าเอาน้ำร้อนขึ้นมาส่ง หากท่านแม่ของพวกเ้ายังไม่ตื่น ข้าจะวางถังน้ำไว้หน้าห้องก่อน แต่หากนางตื่นแล้ว ข้าจะช่วยยกเข้าไปเทในห้องอาบน้ำให้”
“พี่เสี่ยวเอ้อร์ ท่านแม่ของข้ายังไม่ตื่นเลยขอรับ” กู้เฟิงอวี่ตอบ “เอ่อ...ท่านช่วยเอาหมั่นโถวสี่ลูกกับผักดองหนึ่งจานมาให้เราได้หรือไม่ขอรับ”
“อาหารเช้าที่โรงเตี๊ยมของเราราคาถูกมากนะ พวกเ้ายังจะกินหมั่นโถวกับผักดองอยู่รึ”
“พวกเราต้องประหยัดไว้ก่อนขอรับ” กู้เฟิงอวี่ตอบ
เสี่ยวเอ้อร์มองเด็กฝาแฝดทั้งสามก็นึกสงสาร ที่บ้านของเขาก็มีน้องสาวและน้องชายรูปร่างผอมแห้งเช่นนี้ “เดี๋ยวข้าจะไปขอให้เถ้าแก่แถมหมั่นโถวให้พวกเ้าอีกลูกหนึ่งก็แล้วกัน”
“ขอบใจเ้ามากนะ แต่ข้าไม่รบกวนเ้าหรอก” กู้หยูม่านจัดการตัวเองเรียบร้อยก็เดินออกมา “เปลี่ยนรายการอาหารที่เด็กๆ สั่งมาเป็โจ๊กข้าวฟ่างสี่ถ้วยแล้วก็ซาลาเปาไส้หมูอีกสี่ลูกก็แล้วกัน”
“ขอรับ เดี๋ยวข้าเทน้ำให้พวกท่านเสร็จแล้วข้าจะลงไปสั่งที่ห้องครัวให้เลย”
“เสี่ยวเอ้อร์ ข้าขอรบกวนเ้าอีกสักเื่ได้หรือไม่” กู้หยูม่านถามอย่างเกรงใจ
“แม่นางอยากให้ข้าทำอะไรหรือขอรับ”
“เ้าช่วยไปซื้อเสื้อผ้าให้เด็กๆ และซื้อเสื้อผ้าให้ข้าสักชุดเถิด เสื้อผ้าที่พวกเราใส่มันเก่าและขาดจนดูไม่ได้แล้ว กลัวว่าถ้าเราเดินออกไปจะทำให้แขกที่มาพักตำหนิโรงเตี๊ยมของพวกเ้าได้” กู้หยูม่านยื่นเงินห้าตำลึงให้เสี่ยวเอ้อร์ “เสื้อผ้าไม่ต้องราคาแพงมากก็ได้”
“ห้าตำลึงเยอะเกินไปแล้วขอรับ หากเป็ผ้าธรรมดาสำหรับพวกท่านสี่คนแค่สามตำลึงก็พอแล้ว” เสี่ยวเอ้อร์ยื่นเงินสองตำลึงคืน
กู้หยูม่านรับเงินกลับมา แล้วนางก็วางเงินยี่สิบอีแปะบนมือของเด็กหนุ่ม “เช่นนั้นยี่สิบอีแปะนี้ถือเป็ค่าจ้างก็แล้วกัน เ้าอย่าปฏิเสธเลยนะ ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่กล้ารบกวนเ้าแล้ว”
เสี่ยวเอ้อร์หนุ่มรับเงินมาอย่างดีใจ ยี่สิบอีแปะนี้เขาจะเอาไปซื้อเนื้อหมูกลับไปทำให้คนในครอบครัวกิน “ขอบคุณแม่นางขอรับ ข้าจะรีบไปจัดการธุระให้ท่านตอนนี้เลย”
“ท่านแม่ ข้ากำลังจะได้ใส่เสื้อผ้าตัวใหม่จริงหรือขอรับ” กู้เฟิงเฉิงถามอย่างดีใจ
“แต่เราต้องจ่ายเงินไปตั้งสามตำลึง ท่านแม่ยังไม่ต้องซื้อให้ข้าก็ได้นะขอรับ ข้าใส่เสื้อผ้าตัวเก่าไปก่อนก็ได้” กู้เฟิงิบอก
“ท่านแม่ เราไม่ควรเก็บเงินจำนวนนั้นไว้ก่อนหรือขอรับ” กู้เฟิงอวี่พูดอย่างเสียดาย “หากเรานำเงินสามตำลึงสำหรับค่าเสื้อผ้ามาซื้ออาหาร เราจะมีข้าวกินไปหลายเดือนเลยนะขอรับ”
กู้หยูม่านยิ้มให้ลูกทั้งสามคน “แม่มีวิธีหาเงินอยู่หลายวิธี แม่จะไม่ยอมให้พวกเ้าอยู่อย่างอดๆ อยากๆ อีกต่อไป พวกเ้าเชื่อแม่หรือไม่”
กู้เฟิงเฉิงพยักหน้าเป็คนแรก “ข้าเชื่อท่านขอรับ”
กู้เฟิงอวี่กับกู้เฟิงิไม่ตอบ หากท่านแม่รู้วิธีหาเงินจริงๆ ทำไมตอนที่อยู่หมู่บ้านหลิ่วเจียท่านแม่ถึงไม่ตั้งใจหาเงิน แต่กลับยอมให้ท่านปู่กับท่านย่าทุบตี
“เฟิงอวี่ เฟิงิ พวกเ้าไม่เชื่อแม่หรือ” กู้หยูม่านถามลูกชาย จากนั้นนางก็ยิ้มแล้วเริ่มแต่งเื่ “ที่เมื่อก่อนแม่ไม่ทำอะไรเลยก็เพราะแม่ไม่อยากอยู่ที่บ้านหลังนั้นแล้ว แม่จึงทำทุกวิธีเพื่อให้พวกเขาเห็นว่าแม่เป็คนไร้ประโยชน์ เห็นไหมล่ะ แผนการของแม่ได้ผล พอพวกเขาเห็นว่าเราทำประโยชน์ไม่ได้ พวกเขาก็ไล่เราออกมาเลย”
แม้คำอธิบายของกู้หยูม่านดูเหมือนจะสมเหตุสมผล แต่เด็กชายทั้งสองก็ยังไม่ปักใจเชื่อ ‘เอาเถอะ ไหนๆ ก็ออกจากบ้านหลังนั้นมาได้แล้ว ต่อไปถ้าท่านแม่หาเงินไม่ได้จริงๆ พวกเราสามคนจะเป็คนหาเงินเข้าบ้านเอง’
กู้หยูม่านไม่รู้ความคิดของลูกชายคนโตกับลูกชายคนรอง นางคิดว่าพวกเขาคงเชื่อคำพูดของนางแล้ว ไม่นานเสี่ยวเอ้อร์ก็นำเสื้อผ้าชุดใหม่มาส่ง “ไป! แม่จะพาพวกเ้าไปอาบน้ำ วันนี้แม่จะพาพวกเ้าไปเดินเที่ยวตลาด แล้วแม่ยังต้องไปทำธุระอีกหลายที่ เพราะฉะนั้นเช้านี้พวกเ้าต้องทานข้าวให้มากๆ นะ พวกเ้าจะได้มีแรงเดิน”
เมื่อจะได้ออกไปเที่ยว เด็กชายทั้งสามก็ลืมเื่กังวลไปทันที