“เนม เดี๋ยวพ่อกับแม่ขอคุยด้วยหน่อย”
มนตรี พ่อของเนมเดินเข้ามาเรียกเนมที่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะให้เข้าไปคุยกับตนและภรรยาในห้องประชุมภายในออฟฟิศขนาดย่อมในโรงงานผลไม้ส่งออกของเขา
“พ่อจะคุยเื่ธุรกิจของเราใช่มั้ยคะ?” เนมชิงถามก่อนเมื่อเห็นสีหน้าของพ่อและแม่
“ใช่ลูก พ่อคิดว่าเราอาจไปต่อกันลำพังไม่ไหว”
“เนมผิดเองค่ะ ที่ช่วยอะไรพ่อกับแม่ไม่ได้มากไปกว่านี้”
“เนม อย่าโทษตัวเอง มันเป็เพราะอากาศบ้านเราที่มันเปลี่ยนไปไม่เหมือนก่อน ผลผลิตมันก็ไม่ได้คุณภาพเท่าเมื่อก่อน เื่นี้ไม่มีใครผิดเลยลูก”
เพียงเพ็ญปลอบลูกสาวคนเดียว เธอและสามีพยายามกันจนถึงที่สุดแล้วแต่ก็ดูท่าว่าจะไม่ดีขึ้น เพราะผลผลิตของชาวสวนมีคุณภาพไม่ดีเท่าเดิมทำให้ส่งออกไม่ค่อยได้ ขายในประเทศก็ไม่ได้ราคาดีเท่าที่เคย ลูกน้องในโรงงานเกือบร้อยชีวิตต้องกินต้องใช้ บางคนก็ลาออกกันไปหางานที่ใหม่ ซึ่งเธอและสามีก็เข้าใจ
“ใช่ มันไม่ใช่ความผิดลูกเลยแม้แต่น้อย พ่อกับแม่ก็ทำทุกวิธีกันแล้วมันก็ไม่ดีขึ้น แล้วไหนจะคนงานเราอีก พ่อเลยคิดว่าอาจจะหานายทุนหรือคนที่มองเห็นโอกาสมารับซื้อกิจการของเราต่อ พ่อกับแม่ก็ยังจะพอได้รักษาบ้านของเราเอาไว้ แล้วคนงานก็จะได้ทำงานต่อกับเ้าของคนใหม่ด้วย”
มนตรีอธิบายให้ลูกสาวเข้าใจ
“แล้วพ่อจะขายให้ใครเหรอคะ”
“ตอนนี้พ่อยังไม่รู้หรอกว่าเขาจะซื้อหรือเปล่า แต่ว่าพ่อจะหาโอกาสคุยกับเขาดูก่อน เพราะว่าคนที่พ่อจะคุย เขาเป็ผู้มีพระคุณกับพ่อมาก่อนแล้วเขาก็ยังทำธุรกิจแปรรูปอาหารส่งออกด้วย เขาอาจจะสนใจ”
“ถ้าผู้มีพระคุณของพ่อเขาตกลงซื้อต่อกิจการเรา เนมจะยังทำงานที่นี่ได้อีกมั้ยคะ?” เนมถามผู้เป็พ่อ เพราะเธอรักโรงงานนี้ โรงงานที่ทำให้เธอได้เรียนในที่ดีๆ มีชีวิตดีๆ และอนาคตหากเป็ไปได้เธออาจจะขอซื้อคืนจากเ้าของคนใหม่กลับมาก็เป็ได้
“เื่นั้น พ่อจะลองคุยกับเขาดูด้วยก็แล้วกัน”
“ค่ะพ่อ แล้วนี่พ่อจะไปคุยกับเขาเมื่อไหร่คะ”
“คงจะสัปดาห์หน้าน่ะ พ่อต้องขอนัดเจอเขาก่อน”
“เนมขอไปด้วยได้มั้ยคะ”
“ได้สิ พ่อก็จะชวนเนมไปด้วยเหมือนกัน”
สัปดาห์ต่อมา
“สวัสดีครับพี่ผานิต คุณเสกสรร ไม่ได้เจอกันนานยังดูสดใสเหมือนเดิมเลยนะครับ” มนตรีพ่อของเนมเอ่ยทักคุณผานิต ผู้มีพระคุณของเขาที่เคยช่วยเหลือเื่ธุรกิจั้แ่สมัยที่ยังเริ่มตั้งตัวใหม่ๆ
“สวัสดีจ้ะ ่นี้พี่ไม่ค่อยเครียดน่ะ ปล่อยงานให้ลูกชายดูแลเต็มตัว พี่กับคุณเสกสรรก็จะไปเที่ยวกันบ่อยหน่อยน่ะ กว่าจะว่างมาหามนตรีได้”
“ขอบคุณมากๆ เลยนะครับพี่ ที่อุตส่าห์ให้เวลาผมวันนี้”
“ไม่เป็ไรเลยครับคุณมนตรี ่นี้เราก็ไม่ได้มีงานรัดตัวกันอยู่แล้ว” เสกสรร เอ่ยขึ้นเพราะเขาและผานิต รู้จักและสนิทสนมกับมนตรีมาก่อน มีแค่หลังๆ ที่ต่างคนต่างยุ่งกับธุรกิจเลยไม่ได้พูดคุย พบปะกันมาหลายปี
“อ่อ นี่เนม ลูกสาวคนเดียวของผมครับพี่” มนตรีหันมาแนะนำเนมให้ผานิตและเสกสรรได้รู้จัก
“สวัสดีค่ะ คุณลุงคุณป้า”
“โห นี่ไม่ได้เจอกันหลายปี โตเป็สาวสวยเชียวหลานป้า” ผานิตโผเข้ากอดเนม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอกันมานานจนเนมก็เกือบจะจำไม่ได้เพราะยังเด็กมากๆ
“ขอบคุณค่ะ คุณป้าก็ยังสาวยังสวยมากๆ เลยค่ะ” เนมชมกลับเพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ อีกทั้งผานิตยังดูอบอุ่นเป็ผู้ใหญ่ที่ใจดีมากๆ ทีเดียว
“หืม ปากหวานเชียว เออแล้วนี่หนูเนมเรียนจบจากที่ไหนกันจ๊ะ”
“เนมจบ บริหารที่ มหาลัย...น่ะค่ะ”
“อ้าว...เรียนที่เดียวกับลูกชายป้าเลยนี่นา”
“จริงเหรอคะ แล้วลูกคุณป้า เรียนคณะไหนคะ เนมอาจจะไม่ทัน”
“ลูกป้าก็เรียนบริหารนะ จบมา 2 ปีแล้วล่ะ ชื่อ ทิว ทิวาน่ะ เป็เดือนคณะเหมือนกันนะ หนูเนมทันมั้ยลูก”
“......”
“หนูเนม...เป็อะไรไปจ๊ะ”
“เอ่อ..ปะ..เปล่าๆ ค่ะ แต่เมื่อกี้คุณป้าว่าลูกชายคุณป้าชื่อ ทิว เหรอคะ”
“ใช่จ้ะ หนูรู้จักใช่มั้ยลูก”
“เอ่อ...ค่ะ พี่ทิวเป็พี่รหัสเนมเองค่ะ” เนมเอ่ยตอบไปด้วยสีหน้าเจื่อนๆ เพราะไม่คิดว่าโลกมันจะกลมขนาดนี้ เธอรู้ว่าครอบครัวของเขาทำธุรกิจแปรรูป แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็คนที่รู้จักและใกล้ตัวกันขนาดนี้
“โอ้ อย่างนั้นก็รู้จักกันดีเลยสิจ๊ะเนี่ย” ผานิตดูตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าทั้งสองคนรู้จักกันแถมยังเป็พี่น้องรหัสกันอีก
“ค่ะ แต่ว่าหลังๆ มาเนมกับพี่ทิวก็ไม่ได้ติดต่อกันเลยค่ะ พี่เขาสบายดีใช่มั้ยคะ”
“สบายดีจ๊ะ ทำแต่งานงกๆ ตัวเป็เกลียวหัวเป็นอตเชียวล่ะ นี่ป้าพยายามหาแฟนให้แต่ตาทิวก็ไม่ยอมสานต่อเลย บอกแต่อยากทำงานยังไม่คิดเื่พวกนี้ เฮ่อ..”
พูดได้แค่นั้นพนักงานก็นำอาหารมาเสิร์ฟทำให้ทุกคนบนโต๊ะหันมาให้ความสนใจอาหารตรงหน้า
“อ่อ ขอโทษที่ถามนะ หนูเนมมีแฟนรึยังจ๊ะ” ผานิตถามขึ้นเมื่อทานอาหารกันมาได้สักครู่ ทำให้เนมชะงักช้อนที่กำลังจะส่งอาหารเข้าปากไว้
“เอ่อ...มีแล้วค่ะ”
“เสียดายจังเลย นี่ถ้าหนูเนมยังไม่มีแฟน ป้าอยากให้หนูทำความรู้จักสนิทสนมกับพี่ทิวเค้าไว้ซะหน่อย”
“พี่ทิวเค้าคงไม่สนใจคนอย่างเนมหรอกค่ะ” เนมพูดแล้วก็หวนคิดถึงอดีตที่ยังชัดเจนระหว่างเธอและทิวไม่ได้
“หืม ผู้หญิงที่สวยและเพียบพร้อมแบบนี้แหละที่ป้าอยากได้เป็สะใภ้ ใช่มั้ยมนตรี” ผานิตหันไปขอความเห็นจากรุ่นน้องที่นั่งฟังอยู่
“เื่นี้ผมก็คงต้องแล้วแต่ลูกสาวน่ะครับ อีกอย่างสถานะครอบครัวของเราตอนนี้ก็ไม่ค่อยจะดี คงจะไม่เหมาะถ้าจะ...” มนตรีพูดได้แค่นั้นก็หยุดไป
“นี่ มนตรีเื่ที่เธอพูดมาพี่กับคุณเสกไม่ติดอะไรเลยนะ เหลือแค่ตาทิวแค่นั้นแหละเพราะพี่ยังไม่ได้บอกเขา แต่ก็คิดว่าเขาคงไม่ปฏิเสธแน่ๆ ดีด้วยซ้ำที่จะได้ช่วยเหลือคนกันเอง
“ขอบคุณพี่ไว้ล่วงหน้าเลยนะครับ ผมรักโรงงานนี้จริงๆ สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงผมไม่อยากให้มันพังลงหรือว่าหลุดไปอยู่ในมือคนอื่นที่ผมไม่ไว้ใจน่ะครับ”
“มนตรี ที่พี่ช่วยครั้งนี้อย่าคิดว่าเป็บุญคุณอะไรกันเลยนะ พี่ก็ได้ผลประโยชน์ด้วยและได้ช่วยเธอด้วย อนาคตหากว่าเธอหรือหนูเนมอยากจะได้มันคืน บอกพี่ได้เลยนะ เราคนกันเองช่วยเหลือกันได้อยู่แล้วนะ” ผานิตบอกอย่างจริงจัง
“เนมขอบพระคุณ คุณลุงคุณป้ามากๆ เลยค่ะ เนมอยากจะขออีกอย่างไม่ทราบว่ามันจะมากเกินไปหรือเปล่านะคะ คือเนมอยากจะทำงานในโรงงานนี่ด้วย จะในตำแหน่งอะไรก็ได้ตามที่คุณลุงคุณป้าเห็นสมควรเลยค่ะ เนมยังทำใจไม่ได้ที่จะทิ้งมันไปเลย”
“โธ่ หนูเนม เื่แค่นี้เอง ป้าจะบอกว่าทั้งมนตรี ทั้งเพียงเพ็ญและหนูเนม ป้าจะให้บริหารงานทุกอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่จะให้ทิวช่วยดูแลเื่เงินทุนและบริหารภาพรวมอยู่ห่างๆ เท่านั้น”
“แล้วพี่ทิวเขาจะยอมเหรอคะคุณป้า”
“ยอมสิจ๊ะ เดี๋ยวป้าจัดการเอง”
“ผมไม่รู้จะขอบคุณพี่ผานิตกับพี่เสกสรรยังไงแล้วครับ” มนตรี ไหว้ขอบคุณทั้งสองอย่างซึ้งใจ เนมเห็นดังนั้นก็รีบก้มไหว้ทั้งคู่ด้วย
“ไม่ต้องเกรงใจครับ ถือว่าเราร่วมธุรกิจก็แล้วกัน” เสกสรรเอ่ย
การเจรจาผ่านไปได้ด้วยดีและอบอุ่นจนเนมรู้สึกโล่งใจที่ยังรักษาโรงงานเอาไว้ได้ถึงแม้มันจะไม่ได้เป็ของครอบครัวเธอแล้วก็ตาม แต่ว่าตกไปอยูในมือของผานิตแล้วเธอก็ยังอุ่นใจ มีเพียงเื่เดียวที่กังวลมากนั่นก็คือ ทิว 3 ปีที่ผ่านมาที่ไม่เคยได้ติดต่อกันอีก ในวันที่เขาเรียนจบเธอส่งข้อความไปแสดงความยินดีกับเขา เขาเปิดอ่านแต่ไม่มีการตอบกลับมาเธอก็เลยไม่กล้าทักเขาไปอีกจนล่วงเลยมาปัจจุบัน และก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อยที่ป้าผานิตบอกว่าทิวยังไม่ได้คบหาใครเลย