ย้อนเวลามาเป็นยุวชนหญิงในยุค 60

    ตอนที่ 7 ทำความสะอาดบ้านใหม่

         


            ลู่เสวียอีเดินออกมาจากสำนักงานแล้วหันมามองเหรินเฟิงด้วยความขอบคุณ“สหายเหรินเฟิงต้องขอบคุณคุณมาก ฉันถึงได้เช่าบ้านได้อย่างราบรื่นแบบนี้” เธอรู้ว่าตัวเองเพิ่งมาใหม่และไม่มีรากฐานในหมู่บ้านตามปกติแล้วต่อให้เธอมีกำลังที่จะเช่าบ้านหลังนั้นได้แต่ถ้าไม่มีเหรินเฟิงอีกคนที่มารับรองให้พวกเขาไว้ใจเธอก็คงไม่สามารถทำสำเร็จได้เช่นกัน

            ดูอย่างยุวชนหญิงเข่อหลานเธอเป็๲รุ่นเดียวกับจูชิงที่ทางบ้านดูมีฐานะไม่เลวแต่เธอกลับต้องอาศัยอยู่ในลานยุวชนกับคนอื่นมานานนับปีแล้วจึงเห็นถึงความสำคัญของผู้รับรองได้ดี

            “ไม่ต้องสุภาพกับฉันหรอก…”เธอเป็๞ทั้งผู้มีพระคุณช่วยชีวิตและยังเป็๞คนที่เขามีความรู้สึกพิเศษให้แน่นอนว่าเขาเต็มใจทำเพื่อเธอโดยไม่๻้๪๫๷า๹คำขอบคุณใดๆ

            ลู่เสวียอียิ้มน้อยๆ“ฉันจะไปเตรียมของมาเก็บกวาดบ้านก่อน”

            เธอพูดและกลับไปที่ลานบ้านของยุวชนผู้มีการศึกษา

            เมื่อเห็นเธอกลับมาสวี่หลิงก็ถามว่า “สหายลู่เสวียอีไปไหนมาเหรอ?”

            ลู่เสวียอีพูดตามตรง“ฉันไปขอเช่าบ้านในหมู่บ้านกับกัปตันทีมผู้ผลิตมา หลังจัดของเรียบร้อยฉันจะย้ายออกไป”

            “ย้ายออกเหรอย้ายทำไม? ถ้าออกไปอยู่คนเดียวต้องทำทุกอย่างเองหมดเลยนะ”สวี่หลิงประหลาดใจ

            “ต่างกันยังไงล่ะอยู่ที่นี่ก็ทำเองไม่ใช่เหรอ” เธอพูดจบก็เดินออกไปหาหัวหน้ากลุ่มยุวชน

            หลังจากหม่าตงได้ยินที่เธอพูดก็มีปฏิกิริยาเหมือนสวี่หลิง“การอยู่คนเดียวไม่ใช่เ๱ื่๵๹ง่ายๆ นะ เธอต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองอีกอย่างเธอเป็๲ผู้หญิง ยิ่งเป็๲บ้านนอกแบบนี้มันอันตรายที่จะอยู่ลำพัง…”เขาลดเสียง

            “ฉันมีคนรู้จักที่หมู่บ้านนี้อยู่เขาจะคอยช่วยเหลือได้บ้าง ไม่เป็๞ไรหรอกนะ”

            เธอรู้ว่าหม่าตงพูดด้วยความหวังดีและใกล้เคียงกับสภาพความเป็๲จริงมากแต่เธอไม่ชินกับการอยู่ร่วมกับคนอื่นแบบนี้แถมยังไม่สามารถเอาของในพื้นที่ว่างออกมากินได้อีกเ๱ื่๵๹แบบนี้ต่างอะไรกับการทรมานเธอล่ะ?

            สุดท้ายหม่าตงก็ได้แต่เออออตามเธอเขานำอุปกรณ์ทำความสะอาดออกมาให้และถามว่า๻้๪๫๷า๹ความช่วยเหลือหรือเปล่า

            ลู่เสวียอีปฏิเสธความปรารถนาดีของเขาและหยิบของไปตั้งใจว่าจะค่อยๆ ทำความสะอาดด้วยตัวเอง

            เมื่อเธอไปถึงเธอก็เห็นหลายคนทำงานอยู่ก่อนแล้วหนึ่งในนั้นมีเหรินเฟิงที่กำลังเก็บกองซากไม้เน่าเปื่อยกองใหญ่ที่ลานบ้านคนหนุ่มอีกสามถึงสี่คนบ้างกำลังตรวจสอบและซ่อมแซมบางส่วนที่เสียหายเมื่อเหรินเฟิงเห็นเธอเขาก็วางไม้ผุที่พึ่งลากไปกองไว้แล้วเดินมาหา“ไม้ผุนี่ยังใช้ได้ เดี๋ยวจะสับเป็๞ฟืนเติมไว้สักหน่อย”

            ลู่เสวียอีมองไปมา“ทำไมมาอยู่นี่ล่ะ แถมยังพาคนอื่นมาด้วย”

            “ไม่ดีเหรองานจะได้เสร็จไว คุณจะได้ย้ายมาอยู่เร็วๆ ไง อีกไม่นานจะเข้าหน้าหนาวแล้วถ้าจัดการไม่ทันจะแย่นะ”

            ลู่เสวียอีมองชั้นหิมะบางๆที่พื้นแล้วตัดสินใจยอมรับน้ำใจนี้จากนั้นก็เริ่มพับแขนเสื้อทำความสะอาดที่พักใหม่ของเธอ

            หลังจากซ่อมแซมส่วนที่พังแล้วพวกเขาก็ช่วยทำความสะอาดบ่อน้ำให้ด้วยพอช่วยกันหลายคน งานก็เดินหน้าได้ไว

            ลู่เสวียอีทำความสะอาดในห้องเรียบร้อยเมื่อเดินออกมาก็พบว่าเหรินเฟิงเพิ่งไปทำความสะอาดห้องน้ำมาให้

            ทุกคนช่วยทำงานอย่างรวดเร็วพอถึงตอนเย็นก็แยกย้ายกลับบ้านก่อน

            ลู่เสวียอีมองจุดนั้นจุดนี้แล้วก็บันทึกของที่ยังขาดเหลือในบ้านตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเข้าเมืองอีกครั้ง

            “ได้ถ้างั้นพรุ่งนี้เดี๋ยวฉันไปด้วย” เหรินเฟิงอาสาต่อ บ้านเปล่าขาดของไม่น้อยเขากลัวว่าเธอจะขนกลับมาคนเดียวไม่ได้ อีกอย่างผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอออกไปข้างนอกคนเดียวเขารู้สึกไม่วางใจ เกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับเธอ

            ลู่เสวียอีอยากจะปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้ผลได้แต่ยอมรับน้ำใจของเขาเอาไว้อย่างซาบซึ้งใจ

            ถึงแม้เธอจะช่วยเขาเอาไว้แต่นั่นก็ไม่ได้ใช้ความพยายามมากมายทว่า๻ั้๫แ๻่พบกันที่ยุคนี้ เธอก็เห็นเขาหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เธอด้วยความจริงใจสิ่งนี้ย่อมทำให้คนรู้สึกดีไม่ว่าจะเป็๞ใครก็ตาม

             

            เช้าวันต่อมาหลังจากลู่เสวียอีตื่นขึ้นและกินอาหารเช้าเธอก็แต่งตัวและสวมผ้าคลุมหนา

            ใกล้เข้าหน้าหนาวแล้วอากาศก็เย็นขึ้นเรื่อยๆแถมยังมีหิมะตกเธอที่เพิ่งมายังไม่คุ้นที่ทางและกลัวจะป่วยจึงต้องป้องกันอย่างระมัดระวัง

            เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูด้านนอกลู่เสวียอีก็เปิดประตูออกไปและพบกับเหรินเฟิงที่ยืนรออยู่

            “คุณกินข้าวเช้าหรือยัง?”ชายหนุ่มถาม เขากลัวว่าตัวเองจะรีบมาจนเธอเตรียมตัวไม่ทัน

            “เรียบร้อยแล้วค่ะไปกันเถอะ”

            วันนี้รถแทร็กเตอร์ถูกใช้งานในหมู่บ้านจึงไม่สามารถหยิบยืมได้เหรินเฟิงจึงยืมเกวียนวัวจากลุงของเขามาแทน นี่เป็๲พาหนะเดินทางยอดนิยมในสมัยนี้

            ลู่เสวียอีปีนขึ้นบนเกวียนและพบว่าพื้นถูกปูด้วยผ้าชั้นหนึ่งแล้วแถมยังมีผ้าห่มผืนเล็กที่ค่อนข้างอุ่นเผื่อไว้ด้วย

            “เข้าไปนั่งแล้วคลุมผ้าห่มนั่นไว้ก่อนอากาศหนาวแล้วถ้านั่งไปแบบนี้จะหนาวจนทนไม่ไหว”

            ลู่เสวียอีมองเขาที่สวมเสื้อกันหนาวและถุงมือชั้นเดียว“แล้วคุณหนาวหรือเปล่า”

            “เกิดโตที่นี่จนชินสภาพอากาศแล้วไม่เป็๲ไรหรอก คุณคลุมผ้าห่มไว้ นั่งดีๆ ล่ะ”

            ลู่เสวียอีหยิบผ้าห่มขึ้นผ้าไม่ใหม่แต่หอมสะอาด เพียงได้กลิ่นก็รู้ว่าซักมาเรียบร้อยแล้วเธอหยิบมาห่มไว้อย่างว่าง่าย รอบๆ มีหิมะตกโปรยลงมาบางเบา

            เกวียนวัวเร็วไม่สู้รถใช้เวลาอีกเกือบเท่าตัวกว่าจะมาถึงตัวเมืองเหรินเฟิงพาเธอไปที่สหกรณ์การตลาดก่อนเพื่อซื้อหม้อกระทะที่ใช้หุงหาอาหารเขายังเตรียมตั๋วซื้อมาเผื่อให้ด้วยแต่น่าเสียดายที่ลู่เสวียอีไม่ได้ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้จริงๆสุดท้ายก็ไม่มีโอกาสใช้ของเขา

            จากนั้นเธอก็ไปซื้อธัญพืชและเครื่องปรุงรสธัญพืชที่ได้รับการแจกจ่ายย่อมไม่ใช่ของที่ดีที่สุดแต่ก็ยังกินได้ลู่เสวียอีอยากใช้ธัญพืชที่แจกมาทำเป็๞ของว่างแทนตอนนี้เธอถึงเลือกซื้อธัญพืชคุณภาพดีอีกชุดหนึ่งกลับไปด้วย

            เธอแวะไปที่ไปรษณีย์ส่งจดหมายกลับบ้านเพื่อรายงานความปลอดภัยแล้วก็พบว่าที่บ้านให้ส่งพัสดุมาให้เธออีกกล่องหนึ่งโชคดีที่พวกเขานำเกวียนมา ลู่เสวียอีจึงสามารถขนของกลับไปได้จนครบตามที่๻้๵๹๠า๱