พ่อของลูกฉันเป็นประธานจอมเจ้าเล่ห์

    บทที่ 45 ใครกันที่แก้ไขแผนงานของเธอ!

    บทที่ 45 ใครกันที่แก้ไขแผนงานของเธอ!


    ภาพพักหน้าจอเป็นภาพเงาของคนสามคน มองเห็นเลือนรางว่าเป็นลูกชายลูกสาวของเธอกำลังหอมแก้มเธอพร้อมกัน ภาพดูอบอุ่น


    หน่วนหน่วน เขาเคยเจอแล้ว เพียงแต่เด็กผู้ชายคนนั้น...ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสได้เจอสักที


    จิ่งเป่ยเฉินเลื่อนนิ้วปัดภาพพักหน้าจอ โทรศัพท์ก็เด้งหน้าล็อกรหัสผ่านขึ้นมา เป็นรหัสผ่านสองชั้น เริ่มจากรูปภาพแล้วตามด้วยตัวเลข เขานิ่วหน้า รหัสผ่านที่ตั้งไว้นั้นซับซ้อนเกินไป เธอต้องการจะซ่อนอะไรกันแน่?


    โทรศัพท์เครื่องนี้ของเธอไม่ได้ปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ แต่การจะเดาให้ถูกก็ยากมาก จิ่งเป่ยเฉินลองวาดรูปภาพดู จนกระทั่งปลดล็อกไม่สำเร็จถึง 5 ครั้ง โทรศัพท์ก็แสดงข้อความว่าล็อกเป็นเวลาหนึ่งนาที ถึงจะสามารถใส่รหัสใหม่ได้


    “รหัสผ่านคืออะไร?” จิ่งเป่ยเฉินพิงหัวกับหัวเตียง หลับตาลง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน คิดในใจว่าด้วยนิสัยใจคอของอันอวี้หานแล้ว เธอจะตั้งรหัสผ่านแบบไหน


    เธอเป็นคนทำอะไรเด็ดขาด ตัดสินใจรวดเร็ว ทำอะไรไม่ยืดเยื้อ กล้าเสี่ยงแต่ไม่ถอยหนี


    คิดได้ดังนั้น เขาก็พลันนึกขึ้นมาได้ มุมปากยกยิ้ม เอื้อมมือวาดรูปง่าย ๆ เป็นรูปตัว ‘L’  ปรากฏว่าปลดล็อกได้


    เพียงแต่รหัสผ่านตัวเลขชั้นที่สองนั้นยากกว่ามาก ลองกี่ครั้งก็เปิดไม่ได้ จนกระทั่งลองผิดเป็นครั้งที่เก้า ระบบโทรศัพท์จึงแจ้งเตือนว่าเหลือโอกาสอีกหนึ่งครั้ง


    “บ้าจริง!” จิ่งเป่ยเฉินสบถออกมาอย่างหัวเสีย ลูบผมสั้น ๆ อย่างหงุดหงิด เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่ตู้ไวน์ในห้อง หยิบขวดบรั่นดีชั้นเลิศออกมา พร้อมกับแก้วไวน์ข้าง ๆ พอเปิดจุกขวด กลิ่นหอมของแอลกอฮอล์ก็ลอยฟุ้ง เขาค่อย ๆ เทบรั่นดีลงไป น้ำสีเหลืองทองไหลไปตามแก้วอย่างช้า ๆ จนเต็ม


    นิ้วเรียวสวยหยิบแก้วไวน์ขึ้นมา เขานั่งลงบนเตียง ยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปาก จิบเบา ๆ แล้ววางไว้ที่หัวเตียง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา สูดหายใจเข้าลึก ๆ เตรียมลองครั้งสุดท้าย


    “รหัสผ่านตัวเลขต้องเป็นตัวเลขที่มีความหมายอย่างแน่นอน อันอวี้หานจะใช้ตัวเลขอะไรเป็นรหัสผ่านล่ะ?”


    คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเขา เขานึกถึงอันโหรว จึงรีบกดตัวเลขลงไปเป็นวันที่โอวหยางลี่และเลี่ยวเวยหมั้นกัน


    โทรศัพท์ขึ้นว่าไม่ถูกต้อง แล้วล็อกตัวเอง หน้าจอดับสนิท


    จิ่งเป่ยเฉินหยิบแก้วไวน์ที่หัวเตียงขึ้นมาดื่มจนหมดอย่างหัวเสีย เขาวางโทรศัพท์ของอันอวี้หานไว้ที่หัวเตียง ไม่คิดจะหาทางเปิดมันอีกต่อไป แล้วเข้านอน


    ที่อพาร์ตเมนต์ของหลินจือเสี่ยว 


    อันโหรวนอนพลิกไปพลิกมาบนเตียง ยิ่งคิดก็ยิ่งใจคอไม่ดี รหัสผ่านของเธอมีสองชั้นก็จริง แต่รหัสผ่านรูปภาพนั้นง่ายมาก ส่วนรหัสผ่านตัวเลขยากกว่าหน่อย แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะเดา


    รหัสผ่านตัวเลขที่เธอตั้งคือวันที่เธอบินไปอังกฤษเมื่อห้าปีก่อน เพื่อเป็นการเตือนตัวเอง ไม่ให้หยุดอยู่กับที่


    ถ้าหากจิ่งเป่ยเฉินสงสัยขึ้นมา เขาต้องเดาได้แน่ ๆ ถ้าหากเขาเปิดได้ล่ะก็ เธอคง...


    อันโหรวนอนไม่หลับจนถึงเช้า ลุกขึ้นจากเตียงทั้ง ๆ ที่ใต้ตาคล้ำเป็นหมีแพนด้า สวมผ้ากันเปื้อนอย่างงัวเงีย แล้วเริ่มทำอาหารเช้า


    อันหน่วนสวมรองเท้าแตะรูปหัวกระต่ายสีชมพูออกมา ดวงตางัวเงีย ออดอ้อนอย่างน่ารัก “แม่คะ กอดหน่อย”


    อันโหรวอุ้มเธอขึ้นนั่งบนเก้าอี้ แล้วส่งอาหารเช้าให้ “หน่วนหน่วน  กินข้าวเช้าเร็วลูก”


    “แม่คะ เท้าแม่เป็นอะไรคะ?” อันหน่วนเพิ่งสังเกตเห็นบาดแผลที่เท้าของแม่ จึงรีบขยับแขนขาป้อม ๆ จะลงไปดู แต่อันโหรวดันตัวเธอไว้


    “แม่ไม่เป็นไร กินข้าวเช้าเสร็จ แม่ก็จะไปทำงานแล้ว”


    หลินจือเสี่ยวกำลังกินโจ๊กอยู่ พอได้ยินคำพูดของอันโหรวก็พ่นโจ๊กออกมาแทบไม่ทัน “โหรวโหรว เท้าของเธอเจ็บแบบนี้ก็อย่าเพิ่งไปทำงานเลย ฉันจะลาหยุดให้”


    อันหยางรีบพูดเห็นด้วย “แม่ครับ แม่ก็อย่าเพิ่งไปทำงานเลยครับ”


    “ฉันไม่เป็นไร แล้วเมื่อคืนก็บอกกับคุณจิ่งแล้วว่าจะไปทำงาน” อันโหรวพูดพลางหยิบกระเป๋า เดินไปหาหลินจือเสี่ยว “จือเสี่ยว กินเสร็จรึยัง กินเสร็จแล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ”


    หลินจือเสี่ยวกลืนโจ๊กในปากลงคอ เธอขมวดคิ้ว พลางชี้ไปที่อาหารเช้าของอันโหรว แล้วพูดว่า “แต่ว่า โหรวโหรว เธอยังไม่ได้กินข้าวเลย กินอะไรหน่อยค่อยไปทำงานก็ได้”


    อันโหรวจะกินลงได้ยังไง เรื่องโทรศัพท์มือถือทำเอาเธอคิดมากทั้งคืน ตอนนี้เธอจะไปที่บริษัทจิ่งเพื่อไปดูว่าจิ่งเป่ยเฉินเปิดรหัสผ่านโทรศัพท์ของเธอได้หรือยัง


    “ฉันไม่หิว ไปกันเถอะ” อันโหรวรีบร้อนมาก จึงเปิดประตูห้องแล้วเดินออกไป


    หลินจือเสี่ยวรีบลุกขึ้นหยิบกระเป๋าบนเก้าอี้แล้วเดินตามออกไปอย่างรวดเร็ว


    ห้องทำงานประธานบริษัทจิ่ง


    ทันทีที่อันโหรวมาถึง เธอก็มุ่งหน้าตรงไปยังชั้นสิบห้าของบริษัทจิ่ง ตอนนี้เธอยืนอยู่หน้าห้องทำงานประธานบริษัท เธอสูดหายใจลึก ๆ เพื่อระงับความกังวลในใจ พยายามอย่างมากที่จะตั้งสติและค่อย ๆ ยกมือขึ้นเคาะประตู “คุณจิ่ง คุณอยู่ข้างในไหมคะ ฉันอันอวี้หานค่ะ” 


    มือของจิ่งเป่ยเฉินที่วางอยู่บนแป้นพิมพ์หยุดชะงัก เขามองโทรศัพท์มือถือข้าง ๆ อย่างรู้ทันก่อนจะเอ่ยปากขึ้นว่า “เข้ามา”


    หลินจือเสี่ยวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยกมือขึ้นกำหมัดเพื่อให้กำลังใจเธอ “ไม่ต้องกังวล ผ่อนคลายไว้ บางทีคุณจิ่งอาจจะไม่ได้หยิบโทรศัพท์มือถือไปก็ได้”


    อันโหรวยิ้มแห้ง ๆ ตบบริเวณหน้าอกเบา ๆ ก่อนจะเปิดประตูเดินเข้าไป 


    เธอถือเอกสารไว้ในมือ เผื่อว่าเธอไม่เห็นโทรศัพท์มือถือ เธอก็จะแกล้งทำเป็นว่ามาคุยเรื่องงาน เพื่อไม่ให้ต้องอับอายขายหน้า 


    อันโหรวยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของจิ่งเป่ยเฉิน เธอมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นโทรศัพท์มือถือของตัวเองอยู่ข้าง ๆ มือของจิ่งเป่ยเฉิน 


    ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกหายใจติดขัด!


    อย่างที่คิด จิ่งเป่ยเฉินหยิบไปจริง ๆ ด้วย!


    “คุณจิ่ง คุณเห็นโทรศัพท์มือถือของฉันไหมคะ สีเงินค่ะ เคสโทรศัพท์มีลายดอกกุหลาบแบบด้าน ๆ” อันโหรวกำเอกสารในมือแน่น ถึงแม้จะเห็นแล้ว แต่เธอก็ทำได้เพียงถามอย่างอ้อม ๆ เท่านั้น


    จิ่งเป่ยเฉินเงยหน้าขึ้นจากคอมพิวเตอร์ นิ้วเรียวยาวทั้งสิบเลื่อนออกจากแป้นพิมพ์ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือข้าง ๆ ขึ้นมาด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ เสียงทุ้มต่ำเอ่ยว่า “นี่โทรศัพท์มือถือของคุณหรือเปล่า เมื่อวานผมลืมคืนให้”


    มือทั้งสองข้างของอันโหรวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เธอกระวีกระวาดรับโทรศัพท์มือถือมา แต่กลับพบว่าโทรศัพท์ปิดเครื่องอัตโนมัติไปแล้ว


    “คุณจิ่ง คุณเปิดโทรศัพท์มือถือของฉันหรือเปล่าคะ” คราวนี้อันโหรวถามตรง ๆ ดวงตากลมโตจ้องมองเขาอย่างไม่ลดละ


    ทันทีที่เธอพูดจบ อุณหภูมิในห้องทำงานก็ลดลงอย่างกะทันหัน สีหน้าของจิ่งเป่ยเฉินมืดครึ้ม ดวงตาคมกริบจ้องมองเธอราวกับเหยี่ยว “สงสัยผม? หรือว่าในโทรศัพท์มือถือของคุณมีอะไรปิดบังอยู่?”


    หัวใจของอันโหรวเต้นแรง เธอรู้ตัวว่าทำอะไรโง่ ๆ ลงไป เธอตั้งสติได้อย่างรวดเร็วและยิ้มออกมา “คุณจิ่งเข้าใจผิดแล้วค่ะ ฉันแค่ไม่ชอบให้คนอื่นมาแตะต้องโทรศัพท์มือถือของฉัน ไม่มีอะไรจริง ๆ ค่ะ”


    หลังจากพูดจบ เธออยากจะลองใจจิ่งเป่ยเฉินอีกครั้ง ดวงตาแวววาวอย่างเจ้าเล่ห์ “พูดถึงเรื่องน่าอาย ก็คงจะมีแต่รูปส่วนตัวของฉันกับสามีในอัลบั้มรูปเท่านั้นแหละค่ะ นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว…”


    ดวงตาสีเข้มของจิ่งเป่ยเฉินยิ่งเย็นชาและเต็มไปด้วยความโกรธ เขามองเห็นเอกสารที่อันโหรวกำไว้ในมืออย่างไม่ได้ตั้งใจ แล้วขมวดคิ้วถาม “นั่นอะไร”


    ท่าทางแบบนี้ดูเหมือนจะยังไม่รู้ความจริง อันโหรวจึงวางใจลง แล้วส่งเอกสารในมือให้เขา 


    “นี่คือแผนดำเนินงานสำหรับพรีเซนเตอร์โฆษณาค่ะ รบกวนคุณจิ่งตรวจสอบและเซ็นชื่ออนุมัติด้วยค่ะ”


    จิ่งเป่ยเฉินรับเอกสารมา ก้มหน้าลงอ่านไปสองหน้า ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน โยนเอกสารลงบนพื้นอย่างแรง แล้วตะคอกเสียงดัง “นี่มันอะไรกัน! อันอวี้หาน ผลงานระดับต่ำ ๆ นี่เหรอที่ทำให้คุณได้เป็นหัวหน้าแผนกวางแผนของบริษัททีอี?”


    อันโหรวตกใจ ถึงแม้เอกสารฉบับนี้เธอจะไม่ได้ใช้เวลาทำนานนัก แต่เธอก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมาก ไม่น่าจะกลายเป็นขยะในสายตาเขาแบบนี้


    เธอก้มลงเก็บเอกสารที่ตกอยู่บนพื้น พลิกดูอย่างละเอียดสองหน้า สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างมาก นี่ไม่ใช่แผนงานที่เธอทำ!


    เอกสารฉบับนี้เธอเซฟไว้เป็นไฟล์สำรองหลังเลิกงานเมื่อคืนนี้ เช้านี้เธอยังไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำ แค่พรินต์ออกมาแล้วเอามาหาจิ่งเป่ยเฉินทันที โดยไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด


    ใครกันที่แก้ไขแผนงานของเธอ!


    “คุณจิ่ง มีคนแอบแก้ไขแผนงานของฉันค่ะ” ใบหน้าของอันโหรวซีดเผือด แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ในเวลาแบบนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือห้ามตื่นตระหนก


    จิ่งเป่ยเฉินนั่งไขว่ห้างลงบนเก้าอี้ทำงาน มองอันโหรวอย่างเย็นชา “เอกสารฉบับนี้คุณเป็นคนเอามาเอง ผมไม่สนว่าจะมีใครแก้ไขแผนงานของคุณหรือเปล่า บ่ายสองโมงพรุ่งนี้ บริษัทจิ่งจะจัดงานแถลงข่าวพรีเซนเตอร์โฆษณา การคัดเลือกพรีเซนเตอร์โฆษณา และรายละเอียดแผนดำเนินงานโฆษณา ต้องทำให้เสร็จก่อนงานแถลงข่าว”


    “จัดงานแถลงข่าวบ่ายพรุ่งนี้?” อันโหรวอุทานออกมาอย่างอดไม่ได้ ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องนี้?”





    คล้ายกับเรื่องพ่อของลูกฉันเป็นประธานจอมเจ้าเล่ห์ ที่คุณอ่าน