ภายใต้แสงสีทองของดวงอาทิตย์อันอบอุ่นเขาซุกไซ้ปลายจมูกอยู่กับซอกคอ สูดความหอมหวานจากกลิ่นกายปลายลิ้นเลียได้จาก่ลําคอลงไปจนถึงเนินทรวงที่เปล่าเปลือยเนื้อตัวเธอสั่นระริกขึ้นด้วยความคาดหมาย
ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะเลื่อนลอยไปไกลแสนไกลไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่นอกจากสถานที่และ่เวลาเช่นนี้ความเป็จริงมีอยู่เพียงสิ่งเดียว นั่นคือปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อสามีความปราโมทย์แผ่รังสีออกมาจากภายในและเธอก็ยอมให้ตัวเองเคลื่อนคล้อยไปตามคัลลองของมันไม่อาจต่อสู้หรืออําพรางกับความปรารถนาของตนเองไว้ได้เช่นกัน
ไม่ว่าแรนด์จะแตะต้องลงตรงไหน ความร้อนรุ่มในเรือนกายของแม็กกี้ก็จะพลุ่งขึ้นเธอปรือตาขึ้นมองหน้าเขาอยู่ มองเห็นแผงอกที่ราวทองสําริดด้วยแสงแดดไรขนที่ปกคลุมลงมาถึงหน้าท้องความแข็งขันของความเป็ชายบ่งบอกความปรารถนาอันเรืองโรจน์
ขณะที่เธอลูบไล้ฝ่ามือไปทั่วร่างนั้นแรนด์เองก็ััพลังในกายตน และกับความลุ่มหลงที่เธอแสดงออกอย่างไม่คิดจะปิดบัง
ผู้หญิงที่เป็ภรรยาของเขาคนนี้ช่างสวยนักเรียวปากคู่นั้นแดงก่ำด้วยจูบที่เขาประทับรอยไว้เปลือกตาที่หรี่ปรือหนักหน่วงด้วยแรงฤทธิ์พิศวาสสร้างความตื่นเต้นให้เกิดขึ้นอย่างเหลือประมาณได้
เขากระหายหิวในตัวเธอ อยากจะตรึงร่างลงกับพื้นทรายและใช้ความเป็สามีกับเธออย่างรุนแรง้าจะให้ตัวเองได้เข้าไปเป็ส่วนหนึ่งในร่างกายเธอด้วยทุกสัดส่วนบนเรือนร่างนี้ยังเต่งตึง เอิบอิ่มด้วยส่วนโค้งส่วนเว้า
แต่เขาก็ยังบังคับใจไว้ บอกกับตัวเองว่าควรจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างดําเนินอย่างค่อยเป็ค่อยไป ดื่มลิ้มชิมความหวานช้า ๆให้เต็มที่ทุกหยาดหยด เพื่อสร้างความเกษมสุขให้เกิดขึ้นด้วยกันทั้งสองฝ่าย
เธอกลิ้งร่างขึ้นนอนตะแคง ลูบไล้แผงอกอยู่ด้วยปลายนิ้วก่อนจะเลื่อนฝ่ามือช้า ๆ ลงไปตามหน้าท้องเขาได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองที่สะดุดลง ขณะเดียวกันก็อยากจะปรบมือให้กับความกล้าหาญของเธอด้วยแต่ก็เกือบจะหัวเราะออกมาด้วยความขบขันกับแววตาบริสุทธิ์ราวไร้เดียงสาคู่นั้น
ดูเหมือนเธอจะจับตามองปฏิกิริยาที่เกิดอยู่กับเขาอยู่และในที่สุดมันก็มาถึงจุดที่เขาไม่อาจทานทนต่อไปได้รู้แต่เพียงว่าถ้าเขาได้เข้าไปเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเธอมันจะเป็ความสุขที่สุดในชีวิต
ขณะเดียวกันความปรารถนาอันรานร้าวก็แผ่ซ่านไปทั่วเนื้อตัวแม็กกี้เธอเรียกร้องที่จะให้ตนเองได้บรรลุจุดแห่งความเกษมสุขนั้นและ้าจะให้เขาได้มีส่วนร่วมอยู่ในความสุขนั้นด้วยไฟพิศวาสที่โหมกระพืออยู่รอบตัวเขาและเธอในยามนี้มันกําลังพาขึ้นไปสู่แสงตะวันเรืองรุ่ง...
หลังจากนั้น เขาและเธอก็ยังทอดร่างอยู่เคียงข้างกันบนพื้นทรายพรอดพร่ำด้วยภาษารัก
“น้ำแกงถ้วยเก่ายังพอมีรสชาติอยู่บ้างใช่ไหมคะ”แม็กกี้เอ่ยถามออกไป
“ไม่เลวเลย” แรนด์สนองตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา
และแล้ว ด้วยเรือนร่างที่เปลือยเปล่าด้วยกันทั้งคู่แม็กกี้กับแรนด์ก็เดินโอบเอวกันกลับเข้าไปในบ้าน อาบน้ำด้วยกันอย่างมีความสุขแล้วจึงห่มด้วยผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่สีสันสดใส
“คุณจะไปมาอุยต่อหรือคะ” แม็กกี้เปิดกระป๋องชาดำเย็น
“ล้อเล่นหรือเปล่านี่ ตาแก่คนนี้กำลังจะนอนพักผ่อนสักครู่ต่างหากล่ะ”
“งั้นก็ดีสิคะ...” แม็กกี้ร้องร่าเริง“งั้นเราต่อกันเถอะ”
“จะรีบร้อนเป็แม่หม้ายไปถึงไหนกัน” แรนด์ถามยิ้ม ๆ แต่แม็กกี้มีสีหน้าเครียดขึ้นทันที
“อย่าพูดแบบนี้ให้ฉันได้ยินอีกนะฉันเกลียดไม่อยากได้ยินเลย ฉันไม่เคยรู้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไงถ้าไม่มีคุณจริงๆ นะคะแรนด์” เธอพูดด้วยน้ำเสียงบอกความร้อนใจ
เขาก็อยากจะตอบออกไปเหมือนกันว่าผมเองก็คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีคุณนะ แม็กกี้ สุดที่รัก...แต่ก็ยั้งใจไว้ที่พูดออกไปก็คือ
“ผมคงจะต้องไปมาอุย แล้วขากลับก็จะแวะรับซูซานจากสนามบินมาเลย”
“เป็ความคิดที่ดีมากทีเดียวค่ะ” แม็กกี้ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อแรนด์ออกจากบ้านไปแล้วแม็กกี้ก็เดินลงไปที่ชายหาดทรุดตัวลงนั่งอยู่กลางแสงแดด ไม่เข้าใจเลยว่าทําไมจึงได้รู้สึกหนาวสะท้านและวังเวงใจเช่นนี้
เธอเฝ้าทบทวนภาพของความรักความใคร่ที่มอบไว้ให้แก่กันอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าการร่วมรักระหว่างเธอกับสามีเป็ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมากแต่มันเป็ความคิดของเธอ ไม่ใช่ของแรนด์ และนี่เป็ความจริงที่เธอจะต้องยอมรับ
เธออดคิดไปถึงการหาข้ออ้างต่าง ๆนานาของเขาตลอดเวลาสามอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ได้ เขาช่างสรรหาเหตุผลต่าง ๆมาอ้างได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะปวดศีรษะ ปวดหลัง มีงานเอกสารที่จะต้องทําและเขาก็ยังหลับไปก่อนที่เธอจะออกจากห้องน้ำเสียด้วยซ้ำ
ถ้าเธอจะหาคํามาบรรยายสภาพของสามีเมื่อสามอาทิตย์ที่ผ่านมามันก็คงจํากัดลงเหลือเพียงแค่คําเดียว...คือเบื่อหน่าย...
แม้เขาจะยังบอกว่ารักเธอ ้าเธอ ปรารถนาในตัวเธอแต่แม็กกี้ไม่แน่ใจเลยว่าเธอจะยังเชื่อถือในคำพูดของเขาต่อไปได้หรือไม่
แต่บางที แรนด์อาจจะผ่านพ้นภาวะความยุ่งยากในวัยกลางคนแบบที่ผู้ชายทุกคนเป็กันมาแล้วก็ได้บางที...บางที...
แม็กกี้สูดลมหายใจลึก เธอรักกลิ่นไอน้ำเค็มที่สูดเข้าไปนักระลอกคลื่นก่ายเกลียวอยู่ปลายเท้า ทิ้งหยาดน้ำฟองเล็ก ๆไว้รายรอบข้อเท้าราวสร้อยเพชรสายเล็ก ๆ มันเป็วันที่อากาศสดใสซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็เช่นนี้อยู่แล้ว ไม่มีแม้แต่ปุยเมฆบนท้องฟ้า
เธอเหม่อมองไปยังขอบฟ้านั้น ใครเล่าจะบอกได้ว่าขอบฟ้าจรดกับผืนดินตรงไหน จะมีก็แต่ทัศนียภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจเท่านั้น
เธอรู้ว่าตนเองได้รับคําอวยพรจากพระเ้าผู้สถิตอยู่ในสรวง์มากมายหลายประการแต่ทําไมจนป่านนี้แล้วเธอจึงยอมรับในอะไรบางสิ่งไม่ได้อีกเล่า...
“เพราะ...เพราะว่ามันมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นน่ะสิ...”เธอเอ่ยออกมาดัง ๆเธอไม่รู้เลยว่าความผิดปกตินั้นมันกําลังเกิดอยู่กับใครแรนด์...แม่...น้องสาวผู้กําลังเดินทางมาเยี่ยม หรือว่าตัวเธอเอง
กลิ่นหอมฉุนเฉียวของพลูเมเรียโชยผ่านจมูกเป็กลิ่นที่รุนแรงชวนให้เวียนหัวเธอหลับตาลงสูดกลิ่นที่ลอยล่องอยู่ในสายลมอ่อนนั้นนอกจากกลิ่นหอมทอดกับพริกไทยแล้วกลิ่นหอมของพลูเมเรียเป็อีกกลิ่นหนึ่งที่เธอชอบมาก
ระลอกคลื่นสาดกระทบอยู่กับข้อเท้า เธอก้มลงมอง พยายามนึกถึงภาพสร้อยเพชรที่ร้อยรัดอยู่กับข้อเท้ามันมีเสียงแปลก ๆ หลุดลอดลําคอออกมามันเป็ไปได้อย่างไรที่หยาดน้ำจะทําให้เธอนึกถึงสร้อยเพชรขณะที่กลิ่นหอมของดอกไม้กลับทําให้เธอนึกไปถึงหอมทอดกับพริกไทยและยังความรักความใคร่ที่สามีฝากฝังไว้ด้วยกลไกของทางร่างกาย
ชีวิตของเธอดูจะเป็ชีวิตที่ว่างเปล่าเสียเหลือเกินบางทีอาจจะสิ่งนี้กระมังที่มันรบกวนจิตใจของเธออยู่เธอไม่เคยคิดสร้างสรรค์อะไรทั้งสิ้น แต่กลับผลักดันให้สามีเป็ผู้ทําแทนการที่เธอใช้เวลาทั้งหมดคลอเคลียอยู่กับเขาก็เพื่อจะไม่ต้องอยู่กับคนอื่นเท่านั้นเอง
ถ้าเธอรับบริษัทบิลลี่ ลิมิเต็ดเข้ามาบริหารเองแรนด์ก็จะใช้ชีวิตตามแบบที่เขา้า สำหรับเธอนั้นคงจะต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลาต้องทำงานอย่างหนักเช่นที่แม่เคยทำมาแล้ว เมื่อตอนที่บริษัทรุ่งเรืองถึงขีดสุด
เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงตอนนี้สิ่งที่เธอจะต้องเลือกคือ บิลลี่ ลิมิเต็ดหรือแรนด์...
แต่ขณะเดียวกัน เธอก็บอกกับตัวเองอยู่ว่าฉันจะแสดงออกถึงความเป็ผู้หญิงได้อย่างไรถ้าไม่สามารถเอาสามีให้อยู่มือเมื่อตัวเองย่างเข้าสู่วัยห้าสิบวัยที่ผู้หญิงได้ใช้เวลามากว่าครึ่งชีวิตแล้ว
มันเป็ความจริงหรือที่ว่า เมื่อผู้หญิงแก่ตัวลงผู้ชายจะกลับหนุ่มขึ้น...
ถ้าเป็เช่นนั้นจริง ชีวิตก็ช่างไร้ความยุติธรรมโดยสิ้นเชิงในยามนี้เธออยากจะพูดคุยกับใครบ้าง เธอนึกไปถึงแม่บางทีบิลลี่อาจจะอยากจะลดภาระอันหนักหนาที่แบกมาโดยตลอด จึงยกบริษัทนั้นให้เธอเพราะแม่อาจจะมองเห็นว่าซูซานชอบใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศมากกว่า ซอว์เยอร์อาจจะรับภาระได้แต่กับงานและลูกแฝดสองคนนั่นก็เต็มมือแล้วบิลลี่อาจจะมองเห็นอยู่ว่าไม่มีเหตุผลที่จะให้หลานสาวต้องประสาทเสียมากกว่าที่เป็อยู่ก็ได้
“ช่างเถอะ...ไม่มีใครได้อะไรทั้งหมดหรอก”แม็กกี้จิกเท้าลงไปในพื้นทรายเมื่อพูดออกมาเบา ๆ “บางครั้งเธอก็เข้าไปใกล้ครามฝันแล้วละ แต่เป็เพราะว่าเธอไม่สมควรจะได้รับความสุขจากความฝันนั้นมันถึงถูกแย่งชิงไปไงล่ะ”
ก็แล้วความคิดเช่นนี้มันมาจากไหนกัน...คําถามที่เธอไม่อาจหาคําตอบจากหาดทรายขาวผ่องนี้ได้แม่ชอบพูดอยู่เสมอว่า คําตอบนั้นอยู่ในใจของคนเรา และดูเหมือนบิลลี่จะไม่เคยพูดอะไรผิดเลย...
เธอออกเดินกลับไปกลับมาอยู่บนหาดทรายนั้นพยายามจะมองให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็รูปร่างอย่างที่ควรเป็
“สิ่งที่ฉัน้าก็แค่ความสุขเพียง่สั้น ๆเท่านั้น” แม็กกี้บอกกับตัวเองขณะเดินเลาะอยู่ตรงชายน้ำ...