“อิ่มแล้วหรือไม่เพคะ” ฟานอวี้ที่ถูกปล่อยให้มานั่งรอองค์ชายสามกินอาหารบ้าง เอ่ยถามก่อนที่จะต้องปิดปากหาว
“อย่าเพิ่งง่วง กินอิ่มไปไม่นาน นอนทันทีจะไม่ดี”
“คืนเดียวไม่เป็กรดไหลย้อนหรอกหน่า ง่วงจะตายอยู่แล้วเพคะ” ฟานอวี้บ่นอุบ ที่จริงหากไม่ถูกสั่งให้นั่งอยู่เฉยๆ นางก็คงยังไม่ง่วง แต่เมื่อต้องนั่งมองคนกินข้าวก็คล้ายว่ามันจะเป็ยานอนหลับชั้นดี
“ไม่อย่างนั้นองค์ชายก็กินเร็วๆ ไม่ได้หรือเพคะ ยามไปรบกินช้าถึงเพียงนี้ข้าศึกจะรอให้อิ่มก่อนหรือ”
ปึก!
โจวหลงเฉิงวางตะเกียบลงเสียงดัง สายตาเ็าตวัดขึ้นมองมายังฟานอวี้ที่หลับตาเท้าคางไม่รู้เื่ราวว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตรายเสียแล้ว
“ยามนี้ข้ามิได้อยู่ในสนามรบจะดื่มด่ำผ่อนคลายไปกับรสชาติอาหารบ้างไม่ได้เลยหรือ” องค์ชายสามพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบจบ เขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปทันที
จางฟานอวี้ลืมตาขึ้นมาคิดจะเอ่ยคำขอโทษ คนก็เดินทิ้งห่างออกไปไกลเสียแล้ว ฟานอวี้ที่สังเกตเห็นว่าหลงเฉิงยังไม่ทันได้ดื่มชาล้างปากก็ลุกหนีไปเพราะโกรธเคืองเสียก่อน รีบหยิบกาน้ำชาและจอกใบหนึ่งวิ่งตามไป
“ท่านพี่เจาหลง! รอข้าด้วยเ้าค่ะ” เสียงะโของฟานอวี้ไม่ได้ช่วยทำให้องค์ชายหยุดฝีเท้าลง เขายังคงก้าวสับๆ ลึกเข้าไปในสวนของจวนหอการค้าถัง
“ดื่มชาก่อนหรือไม่ กินข้าวไม่กินน้ำ ติดคอมาจะว่าอย่างไรเ้าคะ”
“ทีหลังฟานอวี้ไม่ว่าท่านพี่อีกแล้ว จะกินมื้อละสามชั่วยามก็ไม่ทักเ้าค่ะ”
“ถังเจาหลง! หยุดนะ!” เมื่อง้อไม่สำเร็จ นางจึงเปลี่ยนมาเป็การออกคำสั่งอย่างอวดดี จงใจยั่วโมโหให้อย่างน้อยเขาก็หันมาทะเลาะด้วย ไม่ใช่เดินวนหนีอยู่ในสวนเช่นนี้
“อ๊ะ โอ๊ย!”
จางฟานอวี้สะดุดท่อนไม้ล้มลงกับพื้น กาน้ำชาที่หิ้วมาจึงหกรดแขน โชคยังดีที่มิได้ร้อนมากแล้วจึงไม่เป็อันตรายอันใด นางขยับกายขึ้นมานั่งพักกุมหัวเข่าที่ไม่ทันต้องเปิดดูก็รู้ว่าได้เืแล้วแน่นอน ไม่นานนักเสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้ก็ดังออกมาเป็เสียงร้องไห้จ้าเพราะทนเจ็บไม่ไหวอีก
“ฟานอวี้!” โจวหลงเฉิงไม่ได้หันมามองแต่แรกเพราะคิดว่าอาจเป็ลูกไม้ล่อให้เขาพูดคุยด้วย แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ขึ้นมาก็หันไปดูทันที
“เจ็บ เจ็บ ฮือ” ฟานอวี้ยื่นนิ้วชี้อีกข้างที่ซ้นให้หลงเฉิงดู
“น้ำชาลวกหรือไม่” องค์ชายถามยามที่ย่อตัวลงมาดูสตรีที่ติดสอยห้อยตามมาจากป่า
ฟานอวี้ส่ายหน้า ก่อนจะยิ้มกว้างออกมาทั้งน้ำตา “องค์ชายหายโกรธหม่อมฉันแล้วหรือไม่เพคะ ฮึก” นางเปลี่ยนมาพูดคุยตามปกติเมื่ออยู่ใกล้กันมากพอที่จะไม่ต้องใช้เสียงดัง
“มันคนละเื่กัน” โจวหลงเฉิงมองหน้าคู่กรณีไว้นิ่งๆ “ซุ่มซ่ามจริงๆ เ้าเป็สตรีประเภทใดกัน”
“ไม่ว่ามิได้หรือ ยังเจ็บอยู่เลยเพคะ” พูดจบก็สะอื้นอีกสองสามครั้ง
“ก็เ้าซุ่มซ่ามจะให้เปิ่นหวางโกหกหรือ” หลงเฉิงเลียนแบบประโยคที่ฟานอวี้เคยพูดไว้มาใช้บ้าง “ยิ่งโกรธอย่างนี้ยิ่งต้องว่า”
“ต้องทำแบบใดองค์ชายจึงจะหายโกรธ หากไม่มีองค์ชายหม่อมฉันก็ไม่มีที่ใดให้ไปอีกแล้ว” น้ำตาหยดน้อยไหลลงมาต่อเนื่อง ไหล่ที่ลู่ลงยิ่งขับให้ดูน่าสงสาร
จางฟานอวี้เงยหน้ามองคนที่คุกเข่าอยู่ข้างกายด้วยแววตาอ้อนวอน ครั้งนี้นางผิดที่พูดจาไม่คิดออกไป แต่หากจะต้องถูกโกรธเคืองจนไม่พูดจากัน ฟานอวี้ก็คงทนไม่ได้จริงๆ เมื่อตัดเื่วาจาออกไปแล้ว เกือบสิบปีในชาติก่อนเขาคือคนผู้เดียวที่ดีกับนางเสมอมา หากชาตินี้จะต้องเสียเขาไปเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำนางคงยอมรับไม่ได้
“ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใดรู้แต่เพียงว่าไม่อยากให้องค์ชายโกรธเพคะ” พูดจบแล้วปากน้อยๆ ก็เบะออกมาพร้อมน้ำตาอีกระลอก
โจวหลงเฉิงยกฝ่ามือที่ปกติจับดาบหอกไว้ฆ่าฟันผู้คนมาลูบเบาๆ ลงบนเรือนผมที่เขาเป็ผู้ผูกเอาไว้ให้เอง น้ำตาสตรีที่เขาเคยมีให้แต่ความรู้สึกรำคาญ ยามนี้กลับทำให้รู้สึกเห็นใจปะปนมาผสมอยู่นิดหน่อยแล้ว
“เ้าต้องเป็ฝ่ายเริ่มจูบเปิ่นหวางก่อน แล้วความผิดครั้งนี้จะทำเสมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้น” คำสั่งเอาแต่ได้ถูกเปล่งออกไป เพราะดวงตาคมดันเผลอไผลไปมองที่ริมฝีปากฉ่ำน้ำของฟานอวี้ จนรู้สึกอยากจะลิ้มลองขึ้นมาอีก เพียงแต่เขา้าให้นางเป็ฝ่ายเข้าหาก่อนบ้าง
“เพคะ?”
“จูบให้เปิ่นหวางพอใจแล้วจะหายโกรธ”
“องค์ชาย…ทำเช่นนั้น” ฟานอวี้ส่ายหน้าเป็พัลวัน “หม่อมฉันไม่กล้าหรอกเพคะ”
“แต่กล้าเรียกนามของเปิ่นหวางออกมาเฉยๆ งั้นหรือ”
องค์ชายสามไม่ได้โกรธที่ฟานอวี้หลุดเรียกชื่อของเขาออกมาในยามที่ใกล้ชิดกันครั้งก่อน แท้ที่จริงเขาเองก็แอบรู้สึกว่าอยากจะได้ยินมันอีกสักครั้งเช่นกัน
“ยามนั้น ไม่ มะ…ไม่ยุติธรรมเลย” ฟานอวี้ยกมือขึ้นปิดหน้าเอาไว้
“เร็วเข้า หากช้ามีคนผ่านมาเห็นแน่ เ้า้าให้ผู้คนรับรู้เื่ระหว่างเราหรือ” โจวหลงเฉิงก้มหน้ากระซิบจงใจกลั่นแกล้งให้สตรีในกำมือเขินอายมากกว่าเก่า เขาตั้งใจไว้ว่าหากนางปฏิเสธอีกครั้งก็จะเลิกกลั่นแกล้งเสีย แล้วพาไปส่งเข้านอน
จางฟานอวี้ได้ยินว่าอาจมีคนมาเห็นก็ทำอันใดไม่ถูก ใช้มือข้างที่ไม่เจ็บดึงองค์ชายสามให้ลงมาใกล้ ก่อนจะนำปากนุ่มนิ่มประกบลงบนริมฝีปากของเขา แรกเริ่มนางทำเพียงแค่แตะค้างเอาไว้ กดริมฝีปากเข้าหาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะถอนออกมาอย่างรวดเร็ว
“เท่านี้หรือ” หลงเฉิงไม่รอคำตอบเขาบังคับหน้าฟานอวี้ขึ้นมารับจูบ ดูดดุนอย่างเอาแต่ใจ บีบคางให้ปากเล็กเผยออ้าออกรับเอาลิ้นร้อนของเขาเข้าไปสำรวจ
ภาพการแลกเปลี่ยนลมหายใจที่แนบชิดสองครั้งสองคราอยู่ในสายตาของบ่าวชายผู้หนึ่งแล้ว เขายืนขยี้ตาอยู่นานก็มั่นใจว่าครั้งแรกเป็คุณหนูญาติผู้น้องที่มากับนายท่านเป็ฝ่ายยื่นหน้าเข้าไปจูบก่อน เมื่อบ่าวชายผู้นี้ไม่ได้ยินว่าเป็คำสั่งของฝ่ายบุรุษก็ตีความไปเองว่าจางฟานอวี้เป็ผู้หญิงกล้าแลกไม่สนศักดิ์ศรี
เขาหยุดนิ่งแอบดูต่อจนเห็นว่าหลังการจูบอย่างดูดดื่มครั้งที่สอง นายท่านถังช้อนตัวแม่นางใจกล้าขึ้นมาไว้แนบอก พาเดินกลับเข้าไปยังที่ตั้งของห้องนอนรับรอง ทั้งยังมอบจุมพิตอีกครั้งหนึ่งที่แถวหน้าประตู ก่อนจะหายลับเข้าไปในห้องพัก
บ่าวชายยกยิ้มอย่างรู้ทัน และแทนที่จะแอบออกไปเล่นพนันภายนอก เขาตัดสินใจวิ่งกลับไปที่พักบ่าวเพื่อแฉความเหนือชั้นของญาติผู้น้องของนายท่านถังแทน คิดเอาเองว่าอาจจะได้ความสนใจจากบ่าวสาวๆ จนมีโชคเช่นนายท่านถังบ้าง เสียงนินทาเื่พฤติกรรมของจางฟานอวี้แพร่กระจายในหมู่บ่าวไพร่ก่อนจะรุ่งเช้าเสียอีก
“ตื่นเช้าไปรับใช้ผู้หญิงใจง่ายผู้นั้นหรือกงอี้”
“ผู้หญิงใจง่าย พวกเ้าหมายถึงผู้ใด” กงอี้ที่นำของกลับมาเก็บเล็กน้อยถูกบ่าวที่เพิ่งจะตื่นหาเื่ก็ต้องใ
“เขารู้กันหมดทั้งจวนแล้วว่าคุณหนูผู้นั้น ก็แค่สตรีที่นายท่านนำติดตัวมาอุ่นเตียง”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณหนูใจง่าย หากว่าบุรุษเข้ามาหาเอง พามาด้วยเอง คุณหนูไม่ได้ทำอันใดไม่งามสักนิด ว่าได้หรือที่นางงดงามจนนายท่านถังทนรอให้ขึ้นเกี้ยวเรียบร้อยก่อนไม่ไหว” กงอี้ที่ไม่ได้ปากโป้งเริ่มเป็กังวลว่าคนล่วงรู้ได้อย่างไร นายท่านถังรุ่มร่ามเช่นนี้น่าสงสารคุณหนูฟานอวี้ยิ่งนักในความคิดของบ่าวตัวน้อย
“เหอะ ยื่นหน้าไปจูบบุรุษก่อนไม่ใจง่ายแล้วเรียกอะไร ขึ้นเกี้ยว เหอะ! น่าขัน สตรีเช่นนี้ผู้ใดจะโง่งมจับมาประดับจวน หลอกกินเช่นนี้ก็ได้ไม่ต่างกัน เมื่อคืนเข้าห้องไปพร้อมกันเช่นนั้น ข้าวคงสุกมาหลายวันจนจะเน่าเสียวันนี้พรุ่งนี้อยู่แล้ว”
“หากวันหน้าคุณหนูได้เป็นายหญิง ข้าจะฟ้องให้หมดว่าพวกเ้าพูดถึงนางว่าอย่างไร”
“ฝันเฟื่องไปเถอะ ที่หวังจะเกาะคุณหนูผู้นั้นสบายก็ล้มเลิกเสีย สูงที่สุดก็เพียงแค่บ่าวของอนุผู้หนึ่ง”
กงอี้ไม่อยู่เสวนาต่อแม้จะโดนดูถูกซึ่งหน้า นางรีบสับขาวิ่งไปหาคุณหนูที่ตนเองได้รับหน้าที่ดูแล นายท่านถังออกจะทะนุถนอมคุณหนูผู้นี้ หากได้เห็นอย่างที่นางเห็นย่อมไม่สงสัยอันใด นางเพียงอยากไปให้ถึงเร็วๆ เพื่อรายงานสถานการณ์ไว้ก่อน อย่างน้อยก็ควรได้ทำใจเสียเล็กน้อย ก่อนออกมาเจอคำพูดคน
“นายท่านถัง” กงอี้ก้มหัวทำความเคารพด้วยเสียงเหนื่อยหอบ เมื่อเห็นว่าเ้านายออกมาจากห้องของตนเองก็ลอบถอนหายใจ โล่งอกที่อยากน้อยก็ไม่ใช่ว่านอนห้องคุณหนูทั้งคืน
“ไม่ต้องวิตกไปป่านนี้คงยังไม่ตื่น คุณหนูของเ้านอนเยอะกว่าผู้ใดในใต้หล้า” องค์ชายสามแหย่บ่าวหญิงที่มีสีหน้าไม่สู้ดีอย่างเบิกบาน ด้วยเมื่อคืนเขาตักตวงความหวานจากปากเล็กนั้นยาวนาน กว่าพอใจก็ดึกดื่นมากแล้ว
“เ้าค่ะ ต่อไปบ่าวจะดูแลคุณหนูทั้งหมดเองเ้าค่ะ และย่อมรวมไปถึงการนอนเป็ต้นห้องด้วยเช่นกัน นายท่านถังไม่ควรเข้าห้องคุณหนูอีกนะเ้าคะ” กงอี้หลับตารอรับคำดุด่าที่ไปสอดเื่เ้านาย และเมื่อไม่มีอันใดเกิดขึ้นก็รีบลืมตาขึ้นมา นายท่านถังมิได้ยืนอยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว
“ฟู่!” กงอี้พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ รอฟังเสียงคุณหนูตื่นจึงจะก้าวเข้าไปรับใช้