บทที่ 22 กล้ามหน้าท้องแปดลูก
เซวียนเหยียนฟู่คาดเข็มขัดจนเสร็จ สาวเท้ายาวไปเบื้องหน้าอวิ๋นอินอิน ทอดสายตาจากเบื้องบนลงมา
“มองอะไร?” น้ำเสียงเยียบเย็นเปล่งคำเตือนที่ชัดเจน
อวิ๋นอินอินกลืนน้ำลายครั้งหนึ่ง ในใจะโเสียงดัง เห็นแล้ว เห็นแล้ว ซิกซ์แพ็กแปดลูกเพิ่มด้วยวีไลน์เข้าไป สมบูรณ์แบบจนแทบจะเืกำเดาพุ่ง แต่ทว่าภายใต้แรงกดดันที่น่าขนลุกนี้ นางได้แต่ทำหัวตกเท่านั้น
อวิ๋นอินอินฝืนต่อความรู้สึกในใจและส่ายหัว “ไม่เพคะ ข้าไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น ตอนที่ข้ามาถึง เสด็จอาก็ทรงคาดเข็มขัดแล้ว”
สายตาของเซวียนเหยียนฟู่หยุดอยู่บนใบหน้าของอวิ๋นอินอินครู่หนึ่ง เก็บความตื่นเต้น กังวล ประหม่าจากความรู้สึกเข้าไปในก้นบึงของสายตา
อวิ๋นอินอินถูกเขามองจนไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง จนในตอนที่ใกล้จะขาดลมหายใจตายนั้น เซวียนเหยียนฟู่ก็ขยับเท้า
“เ้ามาทำอันใดที่นี่?”
อวิ๋นอินอินหายใจเข้าลึก ๆ ครั้งหนึ่ง ในยามที่หันกายกลับมา นางก็กลายเป็หมาน้อยขี้ประจบที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มหวานบนใบหน้า ประคองขนมสือปาขึ้นมา วิ่งอย่างกระตือรือร้นไปที่ข้างกายของเซวียนเหยียนฟู่
“เสด็จอาเพคะ ทรงลองเสวยดูสิเพคะ”
เซวียนเหยียนฟู่ก้มหน้าลงมองขนมที่มีทั้งลายกระต่าย ทั้งดอกไม้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
เขาเดินผ่านอวิ๋นอินอินตรงไปนั่งข้างโต๊ะหนังสือ ไม่มีท่าทีจะกินแม้แต่น้อย ทว่าอวิ๋นอินอินไม่ยอมแพ้ ประคองจานไปที่ข้างโต๊ะ เมื่อวางจานลงจนเรียบร้อย ก็หยิบขนมสือปาลายกระต่ายขึ้นมา และรวบรวมความกล้ายื่นไปเบื้องหน้าเซวียนเหยียนฟู่
เลียนแบบดอกไม้ขาวน้อย[1]*ในหนัง เบะปากพร้อมลู่คิ้ว
พูดออดอ้อนอย่างน้อยใจว่า “เสด็จอาเพคะ ทรงเสวยสักคำเถิด ข้าทำมันตลอดบ่ายเลยนะ อีกอย่าง ท่านดูสิ กระต่ายน้อยตัวนี้น่ารักเพียงใด…”
คิ้วของเซวียนเหยียนฟู่พลันขมวดเข้าหากัน เขาหันศีรษะมามอง ขณะกำลังจะกล่าวว่าไสหัวไป ในยามที่อ้าปาก กลับถูกยัดของสิ่งนั้นเข้ามา ทันใดนั้น รสชาติหอมหวานก็แผ่ซ่านเต็มโพรงปาก ชายหนุ่มเบิกตาโต ดวงเนตรที่ยามปกติสงบนิ่งไร้ไมตรี ยามนี้เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อและความหงุดหงิด
“เป็อย่างไร? อร่อยหรือไม่เพคะ?”
อวิ๋นอินอินกะพริบตาดวงโต สีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง มิได้รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึงแม้แต่น้อย
เพื่อจะกล่าววาจา เซวียนเหยียนฟู่จึงได้เคี้ยวมันสองสามครั้ง และกลืนขนมสือปาลงท้องไป
“เป็อย่างไรบ้างเพคะ? หอมหวาน เหนียวนุ่มมากหรือไม่” อวิ๋นอินอินเห็นเซวียนเหยียนฟู่กินขนมหวานที่ตนทำ ความตื่นเต้นยินดีก็แทบจะพวยพุ่งออกมาจากหางตา ราวกับเด็กน้อยที่ได้รับสิ่งที่้า
เมื่อมองแววตานี้ ความโมโหของเซวียนเหยียนฟู่ที่แทบปะทุก็ค่อย ๆ ดับลง
แต่เขายังคงตำหนินางด้วยสีหน้าเ็า “หากมีครั้งหน้า ข้าจะตัดมือของเ้าเสีย”
อวิ๋นอินอินราวกับแมวน้อยที่ตื่นใ รอยยิ้มบนใบหน้านางยังฉีกไม่สุด มือทั้งสองข้างก็ต้องหดกลับลงไปตามสัญชาตญาณเสียแล้ว เวลานี้ นางจึงรู้ตัวขึ้นมาว่า เมื่อครู่ตนได้ทำเื่เสี่ยงชีวิตเพียงใด
“ขออภัยด้วยเพคะ วันหน้าข้าไม่กล้าทำแล้ว…”
อวิ๋นอินอินก้มศีรษะลง ราวกับเด็กน้อยกระทำผิด
เซวียนเหยียนฟู่มองศีรษะนุ่มฟู ความไม่พอใจที่หลงเหลืออยู่ในดวงตาก็ค่อย ๆ จางหาย
“ตำรับยาก่อนหน้านี้ เ้าได้มาอย่างไร?”
เดิมทีเซวียนเหยียนฟู่แค่คิดจะลองดูเท่านั้น เพราะถึงอย่างไร มันก็เป็ใบสั่งยาของเด็กสาวผู้หนึ่ง จะคาดหวังได้มากเพียงใด แต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อหมอหลวงพวกนั้นเห็นกระดาษใบสั่งยา กลับตื่นเต้นเป็อย่างมาก เอ่ยปากชมติดต่อกันไม่หยุดว่าตำรับยานี้น่าอัศจรรย์ ยอดเยี่ยมเพียงใด
“เป็อย่างไรบ้างเพคะ? ตำรับยาได้ผลหรือไม่?”
เพียงพริบตาเดียว อวิ๋นอินอินก็ได้สติกลับมา นางมองเซวียนเหยียนฟู่ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เซวียนเหยียนฟู่ไม่เข้าใจ เหตุใดเด็กสาวที่ตัวผอมเล็กถึงเพียงนี้ มักมีดวงตาที่เจิดจ้าเช่นนั้น ราวกับมีดวงอาทิตย์ทั้งดวงอยู่ข้างใน ทำให้ไม่อาจละสายตาไปได้
“เสด็จอาเพคะ ตำรับยาใช้กับโรคระบาดได้ผลหรือไม่เพคะ?”
เซวียนเหยียนฟู่ซ่อนอาการเหม่อลอยของตนไว้อย่างรวดเร็ว กล่าวอย่างไม่เร็วไม่ช้าว่า “ลองใช้ยาแล้ว แต่จะได้ผลหรือไม่ ต้องรอถึงพรุ่งนี้จึงจะรู้”
“เพคะ” อวิ๋นอินอินผิดหวังเล็กน้อย “หวังว่า์จะประทานโอกาสให้พวกเขารอดชีวิต”
ยามนี้ ตัวนางเปรียบได้กับพระพุทธรูปดินข้ามแม่น้ำ ปกป้องตัวเองยังยาก ยังมาเป็ห่วงผู้อื่นอีก เหอะ ช่างโง่งมเหลือเกิน เซวียนเหยียนฟู่ยกมุมปากโค้งขึ้นบาง ๆ เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“เ้ายังไม่ได้บอกว่าตำรับยานั้นเ้านำมาจากที่ใดกัน?”
ทำไมเขายังตื๊อ ถามคำถามนี้ไม่ยอมปล่อยอีกนะ อวิ๋นอินอินหดหู่ ไม่มีทางเลือก นางได้แต่บอกเหตุผลไปแบบมั่ว ๆ “ข้าเห็นจากในตำราเล่มหนึ่งเพคะ เพียงแต่ก่อนหน้านี้สมองของข้าไม่ค่อยดี ลืมไปแล้วว่าไปอ่านตำราเล่มนั้นจากที่ใด มิเช่นนั้น ข้าจะต้องหาตำราเล่มนั้นให้พบ และสามารถช่วยผู้คนได้มากขึ้นเป็แน่”
ดวงตาที่ลึกล้ำของเซวียนเหยียนฟู่มีความสงสัย
“เช่นนั้นทักษะการทำอาหารของเ้าเล่า? อ่านจากในหนังสือเช่นกันหรือ?”
“เพคะ ที่จริงแล้ว เมื่อก่อนในตอนที่ข้ายังสับสนไม่ได้สติอยู่นั้น ข้าก็ฝันอยู่ตลอด เป็ประเภทฝันกลางวันพวกนั้น ที่แม้แต่ลืมตาก็สามารถฝันได้ ตอนนั้นข้ามีชีวิตในความฝัน กระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าได้ตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน”
ไม่เลว ข้ออ้างนี้สมบูรณ์แบบเหลือเกิน ไม่เพียงอธิบายเื่ตำรับยากับทักษะการทำอาหาร ยังอธิบายไปในตัวว่าทำไมจู่ ๆ นางก็ฉลาดขึ้นมา แม้จะดูเพ้อฝัน แต่จะเชื่อหรือไม่ก็ไม่ใช่เื่ของนางแล้ว
เซวียนเหยียนฟู่ย่อมไม่เชื่ออย่างแน่นอน แต่ก็หาข้อบกพร่องมาหักล้างคำตอบนี้ไม่ได้ จึงตอบกลับเพียง ‘อืม’ เบา ๆ
อวิ๋นอินอินยิ้มตอบกลับไป
จากนั้นก้มลองมองขนมสือปารสนมที่ถูกกินไปเพียงชิ้นเดียว นางก็อดทอดถอนใจออกมาไม่ได้ “ในเมื่อเสด็จอาไม่ทรงชอบ เช่นนั้นข้าจะยกกลับไปแล้วกัน แล้วพบกันใหม่เพคะเสด็จอา”
เมื่อมองดูอวิ๋นอินอินที่อุ้มจาน คอตก ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง เซวียนเหยียนฟู่ก็เงียบงันไปครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงกล่าวออกมาเสียงเบาว่า “ครั้งหน้าเปลี่ยนเป็ของรสเค็ม”
ดวงแสงที่ดับไปในดวงตาของเด็กสาวพลันก็สว่างไสวขึ้นอีกครั้ง อวิ๋นอินอินเงยหน้าขึ้นมา ความสดใสเปล่งประกาย มอบรอยยิ้มกว้างแสนหวานให้เซวียนเหยียนฟู่ ส่งเสียงอื้มอย่างหนักแน่น จากนั้นก็กอดจาน ะโโลดเต้นออกไป
เซวียนเหยียนฟู่มองตามเงาหลังที่ราวกับกระต่ายนั้น ในที่สุดเขาก็อดไว้ไม่ไหว หัวเราะออกมาเบา ๆ
อวิ๋นอินอินนำสือปาที่ห่อเสร็จไปด้วย พลางชมแสงจันทร์ และฮัมเพลงมุ่งหน้าไปยังตำหนักเย็น รอจนนางกลับถึงตำหนักเย็นเรียบร้อยแล้ว เงาที่ซ่อนกายอยู่ก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวออกมา จากนั้นหมุนกาย มุ่งหน้าไปทางตำหนักบรรทมของสนมเหมยอย่างรวดเร็ว
ที่นั่น อวิ๋นพิ่นถิงสองพี่น้องยังไม่จากไป หลังจากที่ได้ยินการรายงานขององครักษ์ บนใบหน้าของนางก็ปรากฏรอยยิ้มเยาะหยันออกมา
“ใช้เวลาเป็ครึ่งวัน ที่แท้ก็เป็แค่คนดูแลสัตว์เลี้ยง”
“ใช่สิ” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวก็หัวเราะประชดขึ้นมาด้วย “ข้ายังคิดว่านางไปเกาะเกี่ยวเสด็จอาผู้สูงศักดิ์องค์นี้ได้ ที่แท้ก็ไปเป็นางกำนัลตัวเล็ก ๆ ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง แถมยังเป็คนปรนนิบัติสัตว์เดรัจฉานอีก ฮ่า ฮ่า”
ทว่าสนมเหมยกลับมิได้ยินดีเช่นพวกนาง ในยามเดียวกับที่ถอนใจอย่างโล่งอก นางก็อดกังวลไม่ได้ “อวิ๋นอินอินผู้นี้ ฉลาดขึ้นแล้วจริง ๆ เพียงคำโกหกเล็ก ๆ ก็ทำเอาพวกเราหัวปั่นได้ถึงเพียงนี้”
“หึ รอถึงพรุ่งนี้ ข้าจะให้นางได้เห็นดี!” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวแทบทนรอไม่ไหวที่จะเฆี่ยนตีอวิ๋นอินอินแล้ว
“ถึงกับเข้าไปในตำหนักเซ่อเจิ้งหวางได้ ก็แสดงว่านางยังพอมีความสามารถอยู่บ้าง พวกเ้าอย่าได้กระทำการบุ่มบ่าม ตีสุนัขยังต้องดูเ้าของ หากทำจนเกินไป ก็จะยังเป็การตบหน้าเสด็จอาของพวกเ้า”
ดวงตาของอวิ๋นพิ่นถิงกลอกกลิ้ง มุมปากเชิดขึ้น เผยรอยยิ้มที่ชวนพิศวงออกมา
“เสด็จแม่ทรงวางพระทัยเถิดเพคะ ข้ามีแผนการที่รัดกุมรอบด้าน ทั้งสามารถจัดการอวิ๋นอินอิน โดยไม่ต้องมือเปื้อนเองด้วยเพคะ”
[1] ดอกไม้ขาวน้อย ในที่นี้หมายถึง ผู้หญิงที่แสร้งทำเป็บริสุทธิ์บอบบาง