หนึ่งเดือนต่อมา...
แสงแดดอ่อนรำไร ความอบอุ่นของบรรยากาศไม่หนาวไม่ร้อนเกินไปนักได้แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา
เปลือกตาของเฟยอวิ๋นเริ่มขยับเปิดอย่างแช่มช้า ทันใดนั้นเส้นประสาท และเส้นชีพจรในร่างกายทุกส่วนก็เริ่มตื่นตัวขึ้นอย่างฉับไว การสูบฉีดของโลหิตก็เช่นกันมันกระจายแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กายของเด็กหนุ่มจนทำให้ร่างกายของเขารู้สึกพลุ่งพล่านอบอุ่น และสดชื่นขึ้นอย่างแปลกประหลาด
เพียงชั่วไม่กี่อึดใจในที่สุดดวงตาอันแหลมคมคู่นั้นก็ได้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แต่ทว่าเด็กหนุ่มยังคงนอนแน่นิ่ง ยังไม่กล้าไหวติงขยับร่างกายดวงตาของเขายังคงกลอกกลิ้งไปมากวาดมองพินิจดูสถานที่อันน่าพิศวงแปลกประหลาดรอบด้าน
ห้องนี้ดูแคบเล็ก แถมยังดูอับชื้นไม่น้อย
“นี้ข้าตายแล้วถึงขั้นมาอยู่นรกเชียวเหรอ?”พึมพำเสร็จก็หยิกตัวเองไปทีหนึ่ง ก่อนสะดุ้งโหยงเพราะเจ็บจี๊ดของจริง
หลังจากนั้นเฟยอวิ๋นจึงค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับดวงตาดำขลับคู่งามกวาดมองไปทั่วทั้งโถงถ้ำ ทว่าเมื่อมองไปรอบด้าน ก็ดันมีแต่ผนังหินสีดำและเมื่อกวาดตามองข้าวของเครื่องใช้ภายใน ก็ยิ่งทำให้เขาตื่นตะลึงขึ้นไปอีก “แล้วของใช้พวกนี้มันอยู่ในยุคไหนกันว่ะเนี่ย?”
“แต่ว่า!...ละ...แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน?”ทันใดนั้นความเคลือบแคลงสงสัย ก็ได้ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเด็กหนุ่ม
ทว่าเมื่อครั้นพยายามนึกถึงเื่ราวต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตความทรงจำบางส่วนกลับเลือนหายไปราวกับหมอกควันมีเพียงชื่อของตัวเองที่ยังคงจดจำได้อย่างคับคลายคับคลาเท่านั้นและจำได้เพียงเื่ราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวันเล็กน้อย ส่วนเื่ราวอื่นๆ นอกจากนี้เขากลับลืมเลือนมันไปเสียสิ้น
ก่อนที่เฟยอวิ๋น จะพลางสำรวจร่างกาย แล้วลูบคลำไปตามเนื้อตัวของตนเอง พลางลูบไล้ไปที่แขนซ้ายของตัวเอง
“โทรศัพท์ข้าล่ะ!...”
เด็กหนุ่มใเป็อย่างมาก เพราะสิ่งที่สวมอยู่มันไม่ใช่โทรศัพท์ที่สวมไว้กับข้อมือแต่ทว่ามันเป็ปลอกแขนสีทองมาสวมแทน และยิ่งใมากขึ้นไปอีกเมื่อแขนที่ตัวเองมองเห็น มันกับขาวเล็กราวกับเด็กอายุสิบกว่าปีเท่านั้น
“นี่มัน...นี่มันไม่ใช่ร่างกายของข้า!...อ๊ากก!!!...แล้วร่างกายเด็กคนนี้เป็ของใครกัน?”เฟยอวิ๋นใบหน้าดูซีดเผือด แต่เมื่อเขาจะพยายามนึกคิดสักเท่าไหร่อีกครั้งเขาก็ยังไม่สามารถที่จะนึกถึงความทรงจำเก่าๆ ออกมาได้ ว่าอดีตที่ผ่านมาเขาเป็ใครและเคยอยู่ที่ไหน? จนต้องเอามือกุมศีรษะส่ายไปมาหลายครั้งเพราะรู้สึกปวดหนึบเป็อย่างมาก
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วแแ่อย่างสงสัยหลุบตาลงมองดูสิ่งแปลกปลอมที่สวมอยู่บนแขนซ้าย ซึ่งตอนนี้ลักษณะรูปร่างของมัน ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าทึ่ง“แล้วปลอกแขนนี่มัน!...”
หลังจากนั้นความรู้สึกที่แสนแปลกประหลาดก็ได้เกิดขึ้นภายในร่างกายของเขาเสียงกระหึ่มกึกก้องพลันดังสะท้อนขึ้นในห้วงจิตราวกับว่ามีบางอย่างได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเขาเฟยอวิ๋นพลันหลับตาลงขบกรามแน่นอย่างช่วยไม่ได้ จิตใจของเขาพลันดำดิ่งมืดมนและรู้สึกเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาฉับพลัน
“มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกับข้า!”เด็กหนุ่มสูดหายใจยาวลึกะโก้องเสียงดัง
“แล้ว...สถานที่แปลกประหลาดเช่นนี้ มันอยู่ที่ไหนกัน?” เขาถามตัวเองย้ำๆอีกครั้ง สีหน้าดูตื่นใเป็อย่างมาก
....
ค่ำคืนหนึ่งหลังจากผ่านไปราวสามเดือน
ลึกลงไปในชั้นใต้ดิน
เสียงะโก้องแหกปากดังลั่นของผู้คนนับหมื่นมันดูเหมือนจะวุ่นวายสับสนเป็อย่างมากและแฝงไว้ด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านอันป่าเถื่อนบ้าคลั่งอย่างสุดๆแต่ทว่าถึงแม้พวกเขาจะส่งเสียงราวกับว่าจะทะเลาะเบาะแว้งกัน
สายตาทุกคู่ของผู้คนทั้งหมดกับกำลังจับจ้องไปยังสนามสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงกลางฝูงชนที่มันถูกรายล้อมไปด้วยลวดหนาม และของมีคมต่างๆ นับไม่ถ้วนแสงไฟที่สาดส่องก็ขลุกมัวสลัวจนเป็ภาพที่น่าอึดอัด แต่นั่นก็รู้สึกถึงบรรยากาศในการปลุกอารมณ์ได้ดียิ่งนักกลิ่นของเหล้าและควันบุหรี่ที่ถูกพ่นออกมาก็คละคลุ้งแตะจมูกส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วทั้งบริเวณโดมขนาดใหญ่
ในขณะที่พวกเขากำลังจ้องมองตาเขม็งไม่กะพริบและฟังเสียงของโลหะกระทบกันถี่รัวเป็บางครั้งและเสียงของกล้ามเนื้อที่เข้าปะทะกันอย่างหนักหน่วงที่มันฝ่าลอดแทรกดังเสียงะโเ่าั้ แต่ก็ทำให้มันพอที่จะได้ยินเต็มทั้งสองรูหูสำหรับผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ติดกับขอบสนามสี่เหลี่ยมยกสูง
“เฟยอวิ๋น ฆ่ามันซะ!!!”เสียงของคนผู้หนึ่งที่ใส่ชุดสีดำสนิทะโก้องอยู่ใกล้ๆข้างขอบสนามต่อสู้อันป่าเถื่อน
“อู๋ทง!!! แทงซ้ำไปที่แผลเดิมของมัน! อย่าให้มันรอดไปได้ สังหารมัน!ตัดคอมัน! ฮ่าฮ่าฮ่าๆ” ชายอีกคนั์ตาแดงก่ำอ้าปากกว้างะโออกคำสั่งไปยังบนสนามต่อสู้ที่อยู่้า ก่อนพลางปาดเหงื่อบนหน้าผากตัวเองไปมาสองมือกำหมัดแน่นยกชูขึ้นเป็บางครั้ง เพื่อเชียร์และกระตุ้นให้ชายคนนั้นฮึกเหิมสู้จนขาดใจ
นี้คือเกมการต่อสู้ที่ต้องเอาชีวิตเป็เดิมพันการกีฬาเช่นนี้ได้แพร่หลายอยู่ในโลกใต้ดินน้อยนักที่จะมีคนรอดชีวิตออกไปจากสนามต่อสู้ เปอร์เซ็นต์นั้นมันแสนจะริบหรี่หรืออาจพูดได้ว่าไม่มีเลยก็ได้ เพราะมันราวกับไร้ซึ่งหนทางเพื่อเดินต่อ หากว่าได้ยืนอยู่บนนั้น
สองคนที่อยู่บนเวทีต่อสู้ พวกเขาไร้การตอบโต้ด้วยเสียงพูดคุยเจรจาเพราะสิ่งที่จะใช้คุยแทนกันได้ มันมีเพียงอาวุธที่อยู่ในมือของพวกเขาเพียงเท่านั้น!
ร่างของทั้งสองคนในตอนนี้ เืสีแดงชโลมอาบไปทั่วทั้งร่างกายพื้นสังเวียนอันป่าเถื่อนก็ท่วมเจิ่งนองไปด้วยแอ่งเืขนาดใหญ่แต่พวกเขาหาได้สนใจมันไม่ ทั้งสองยังคงห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็เอาตายโดยไม่สนใจกระทั่งาแตามร่างกาย นั้นก็เพื่อตอบสนองอารมณ์อันเพลิดเพลินของกลุ่มคนที่กำลังเสพติดเกมกีฬาเช่นนี้อยู่ด้านล่างและบนอัฒจันทร์ที่สูงขึ้นไปหลายชั้น
‘นี่มันสังเวียนประเภทไหนกันที่จะต้องฆ่าสังหารอีกฝ่ายโดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย’
ทันใดนั้น เสียงผู้คนก็เงียบงันลงพร้อมกันราวกับว่าพวกเขาแทบจะหยุดกลั้นหายใจชั่วขณะ
เมื่อชายหนุ่มกำยำอีกคน โดนหมัดอันเปลือยเปล่าถูกชกเข้าที่ปลายคางจนทำให้เขานั่งคุกเข่าสองข้างอยู่บนพื้นเวทีอย่างมึนงง และในเสี้ยววินาทีนั้นเขายังไม่อาจตั้งสติได้อย่างมั่นคง สายตาคู่นั้นก็เริ่มพร่ามัวเลือนรางก่อนจะพลางสะบัดศีรษะตัวเองไปมาหลายครั้ง หวังเพื่อให้สติตนกลับมาเป็ดังเดิม
แต่ทว่ามีดสั้นที่ยาวแค่คืบมือของศัตรู มันก็ถูกจ้วงแทงเข้าที่หลอดลม จนกระทั่งจมมิดด้ามในทันทีแล้วถูกย้ำซ้ำเข้าไปอีกนับสิบครั้ง จนทำให้เืสีแดงฉีดพุ่งราวกับบ่อน้ำพุแตกไหลชโลมท่วมไปทั่วทั้งร่างกายของเขา
เสียงหายใจเริ่มรวยริน และแ่เบา
ก่อนที่ร่างกายอันใหญ่โตจะกระตุกเกร็งอยู่สองสามครั้งแล้วเสียงของหัวใจก็หยุดนิ่งลงอย่างเงียบงันทันทีที่เขาล้มลงจมอยู่บนกองเืของตัวเอง เสียงปรบมือและเสียงเชิดชูก็เปล่งดังสนั่นขึ้นในความเงียบอีกครั้ง
“เฟยอวิ๋น เฟยอวิ๋น เฟยอวิ๋น เฟยอวิ๋น!!!” เสียงะโเรียกชื่อดังก้องกังวานไปทั่วทั้งสังเวียนเืพร้อมกับที่พวกเขาเ่าั้ชูกำปั้นยกชูสูงขึ้นอย่างสะใจในอารมณ์บางคนก็ใช้แท่งเหล็กเคาะกระหน่ำแทนการปรบมือ
“เฟยอวิ๋น! เ้าเก่งมาก! ฮ่าฮ่าฮ่า วันนี้เ้าฆ่าไปแล้วห้าคนรวมทั้งหมดในเวลาที่ผ่านมา ในสังเวียนเถื่อนนี้ั้แ่ที่เ้าเริ่มขึ้นเวทีเ้าฆ่าพวกมันไปทั้งหมด ‘หนึ่งพันคน’ พอดี” ชายชุดสีดำสนิทที่เคยร้องะโก่อนหน้าเผยรอยยิ้มกว้างอย่างสุขอารมณ์หมาย และตบไปที่ไหล่ของเขาเสียงดังฟังชัด ก่อนจะหันหลังไปหยิบของบางอย่างที่อยู่บนถาด โดยมีสาวน้อยน่ารักหนึ่งคนยืนถือยกยื่นมาไว้ตรงหน้า “ฮ่าฮ่าฮ่า วันนี้ข้าทำเงินได้ถึงห้าร้อยล้านเหรียญมันช่างคุ้มค่ากับการลงทุนเสียจริง!”
แต่ทว่าชายหนุ่มนามเฟยอวิ๋นเพียงแค่ปรายตามองโดยที่เขาไม่ได้ยิ้มย่องออกมาเลยแม้แต่น้อย กับชัยชนะของตนที่อยู่เหนือผู้อื่นสีหน้านั้นยังคงสงบนิ่งเ็าอยู่เช่นเดิมถึงแม้จะพึ่งฆ่าคนไปเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา
“พี่ใหญ่” ชายหนุ่มร่างกำยำอีกคนเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างเพื่อยินดี
หนุ่มน้อยคนนี้คือน้องชายของเขา อายุห่างกันเพียงแค่สองปี เขามีนามว่า‘เฟยอี้’
พวกเขาสองพี่น้องกำพร้าพ่อแม่มาั้แ่ยังเด็กก่อนหน้านั้นพวกเขาพักอาศัยก็อยู่ในตรอกสลัมสกปรกคับแคบและมืดมัวซึ่งอยู่ท่ามกลางตึกสูงระฟ้าในเมืองใหญ่แห่งนี้ชีวิตวัยเยาว์ของพวกเขานั้นช่างยากลำบากยากเข็ญเหลือประมาณ แต่ถึงกระนั้นหากว่า้าจะมีชีวิตเพื่ออยู่รอดไปไห้ได้อย่างยาวนานอาชีพทุกอย่างที่พวกเขาสองพี่น้องรับจ้างทำมันพวกเขาจะลงมือทำโดยไม่เกี่ยงงอนแม้แต่น้อย ไม่ว่างานนั้น มันอาจหมายถึงขั้นเสี่ยงชีวิตของตัวเองก็ตาม
‘เฟยอี้’ น้องชายของ ‘เฟยอวิ๋น’ เขาก็ลงสังเวียนอันป่าเถื่อนนี้ด้วยเช่นกันและก็พึ่งลงจากเวทีก่อนพี่ชายของเขามาไม่นาน และเฟยอี้ก็ฆ่าคนมาแล้วทั้งหมด ‘แปดร้อยคน’ ั้แ่ที่เขาขึ้นสังเวียนเืแห่งนี้
แต่ทว่าเขาเป็คนประเภท เสือน้อย ‘ยิ้มสังหาร’ นั้นเพราะว่า เวลาที่เขาอยู่ในสังเวียนแล้วเริ่มที่จะลงมือฆ่าใครสักคนเขามักจะเผยรอยยิ้มเล็กๆ ออกมาเสมอ ดังนั้นฉายาเช่นนี้จึงมีผู้คนตั้งให้เขาหลังจากนั้น แต่ทว่าพี่ชายของเขาเป็ประเภทเสือใหญ่ยิ้มยากถ้าหากอยู่ต่อหน้าผู้คน ให้เขาดีใจหรือทุกข์ใจแค่ไหน เขาก็ไม่เคยยิ้มแย้มออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียวั้แ่เล็กจนโตแต่ถ้าหากอยู่ด้วยกันสองต่อสอง เขาจะกลายเป็พี่ชายที่อบอุ่นร่าเริง หัวเราะเสียงดังออกมาโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อยดูแล้วนั้นน่าจะเป็่ที่พี่ชายของตน ได้ผ่อนคลายอารมณ์ถึงที่สุด
สองพี่น้องรักแน่นแฟ้นต่อกันเป็อย่างยิ่งแทบจะอยู่ไม่ห่างกันเลยแม้แต่ก้าวเดียว ั้แ่เด็กจนเติบโตขึ้นเป็ผู้ใหญ่จนกระทั่งเริ่มเดินก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทาง ‘สีดำ’และมืดมน
เพราะนั้นก็หวังเพียงว่าในอนาคตวันข้างหน้า พวกเขาจะได้อยู่กันอย่างสุขสบายและมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น
“เฟยอี้! เฟยอี้! เฟยอี้!!!”
ฟรึ่บบบบ!……
“อ๊ะ!...นี่ข้าฝันเดิมๆ อีกแล้วเหรอเนี่ย!? อ่า...แม่งปวดหัวชะมัดยาด”
นี้เป็คืนที่สามแล้วที่มันเป็บทสรูปของชีวิตที่ผ่านมาในโลกก่อนของเฟยอวิ๋นความทรงจำเก่าของเขาได้ถักทอต่อกันมาเรื่อยๆ และได้ฉายภาพที่คมชัดราวกับว่าเขาอยู่ในเหตุการณ์เ่าั้มันฉายซ้ำให้เขาเห็นอย่างชัดเจนแทบทุกวัน
แต่ว่า...ความทรงจำของร่างเก่า กับเลือนหายไปหมดสิ้น
“เ้าฝันร้ายเช่นนั้นเหรอ!” เสียงหนึ่งพลันดังสะท้อนขึ้นจากความเงียบงันภายในถ้ำคำถามนั้นมาจากก้อนเมฆสีขาวที่มีรูปร่างเหมือนคน เอ่ยถามเขาออกไปในขณะที่ตัวเองกำลังนั่งเล่นหมากกระดานอยู่คนเดียว
“อืมม...” นั้นคือเสียงตอบกลับในลำคอสั้นๆ ของเด็กหนุ่มก่อนที่เขาจะลุกขึ้นแล้วเดินไปหยิบกาน้ำชา ยกดื่มรวดเดียวลงคอจนหมดเกลี้ยง
หลังจากที่ผ่านมาหลายเดือน
เฟยอวิ๋นก็เริ่มปรับสภาพตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ครั้งแรกที่เขาเจอตาเฒ่าประหลาดลี นับได้ว่าแทบเกือบจะฆ่ากันตายไปข้างส่วนเขาเองก็ใจนตัวสั่นหวาดกลัวไม่น้อยเช่นกัน กว่าที่จะคุยกันรู้เื่อธิบายเหตุผลเนิ่นนานทั้งสองก็ใช้เวลานานมากพอดู และทะเลาะกันมาหลายวัน กระทั่งกาลเวลาผ่านพ้นไปหลายเดือนความสนิทสนม และความอบอุ่นของจิตใจทั้งสองคนก็เริ่มปรับตัวเข้าหาอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย
เด็กหนุ่มหลังจากดื่มน้ำชาเกลี้ยงกา จนมันแทบไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่หยดเดียวหลังจากนั้นเขาก็เดินมานั่งอยู่ตรงข้ามตาเฒ่าเมฆหมอก กระแอมไอไปหนึ่งที
“วันนี้ท่านจะพนันอะไรกับข้า?” เฟยอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึกนั่งหลังตรงดูสง่าผ่าเผย พลางเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ สีหน้าสงบนิ่งดูเ็าราวกับว่าไม่มีอารมณ์มากนักในเวลานี้บุคลิกเช่นนี้ดูไปแล้วก็น่าเกรงขามไม่น้อยสำหรับผู้พบเห็น ถึงแม้ว่าอายุนั้นจะเพียงแค่สิบสี่ปีแต่ทว่าร่างกายของร่างใหม่นั้นกลับแข็งแรงเป็อย่างมากรูปร่างก็สูงใหญ่กว่ากลุ่มของเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกันโดยทั่วไป
ตาเฒ่าเมฆหมอก เงยหน้าหรี่ตาอันแหลมคมมองเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าดูท่าทางเหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดีนักเช่นกัน ก่อนจะขบฟันแน่นกล่าว“เ้าอย่าอวดดีมากนักเลย หมากกระดานพวกนี้ข้าก็เป็คนสอนให้เ้าเองเ้าคิดเหรอว่าเ้าจะชนะข้าได้ถึงสิบครั้งติดต่อกัน! หมากตานี้ข้าจะพนันแก่นผลึกอสูรระดับสอง”กล่าวเสร็จสีหน้าตาเฒ่าเมฆหมอกก็บิดเบี้ยวไปมา
“พนันกี่แก่นผลึก” เฟยอวิ๋นยักคิ้วขึ้นเอ่ยถาม พลางถือถ้วยกระเบื้องเก่าบิ่นขอบยกขึ้นมาจิบชาอึกหนึ่ง
.
.
.
.
.
………………………………