พอฉินไห่เยว่บอกว่าฉินซู่ปวดขาต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รีบร้อนก้าวเท้าเข้าไปด้านใน เมื่อผลักประตูเข้าไปเธอก็เห็นฉินซู่นั่งพิงหัวเตียง อ่านหนังสืออยู่
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเขาแววตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่สามารถปิดบังได้หนวดเคราสีเขียวคล้ำก็เริ่มขึ้นให้เห็นชัด
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบเดินเข้าไปเธอคุกเข่าลงตรงหน้าเขา "สองสามวันที่ผ่านมาขานายเป็นยังไงบ้าง?"
เวลาผ่านไปเกือบสองสัปดาห์แล้วที่ฉินซู่ออกจากโรงพยาบาลทุกครั้งที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวแกะผ้าพันแผลออก เธอก็จะตรวจดูอย่างละเอียด
เช้าวันนี้เธอตั้งใจจะเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เขาแต่เพราะเธอยุ่งเกินไป เมื่อคืนก็อยู่ที่โรงพยาบาลไม่มีเวลากลับเข้ามาที่บ้านเลยสักนิด
"สองสามวันมานี้ ฉันรู้สึกคันๆตรงแผล น่าจะใกล้หายดีแล้ว" ฉินซู่ไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อคืน"เธอพักผ่อนก่อนดีไหม แล้วค่อยมาเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ฉัน?"
แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับแกะผ้าพันแผลที่ขาของเขาทันที
ร่องรอยจากการผ่าตัดในตอนนั้นยังคงอยู่ต่งเสี่ยวเสี่ยวใช้นิ้วแตะเบาๆ
ตรงหัวเข่ามีรอยนูนขึ้นมาเล็กน้อยต่งเสี่ยวเสี่ยวกดเบาๆ ก็รู้สึกว่ามีเลือดคั่งอยู่
ตอนนี้ต้องเอาเลือดคั่งออกมาก่อนไม่อย่างนั้นจะส่งผลเสียต่อการฟื้นตัว
"ตรงนี้มีเลือดคั่งอยู่ก้อนหนึ่งฉันต้องเอามันออกมาให้หมด นายอดทนหน่อยนะ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวคุกเข่าลงตรงนั้นเธอพูดแต่ละประโยคดูเป็นขั้นเป็นตอน
ฉินซู่ตอบรับในลำคอต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงออกไปข้างนอกเพื่อหาอุปกรณ์ที่สะอาด และเตรียมเข็มเงินไว้พร้อม
ชุดเข็มเงินที่ได้มาครั้งที่แล้วมีเข็มที่เล็กมากอยู่หนึ่งเล่ม
ต่งเสี่ยวเสี่ยวจับเข็มแล้วค่อยๆฝังเข้าไปข้างใน พอเห็นว่าเข้าไปลึกได้ที่แล้ว เธอใช้มีดเล็กๆ กรีดเบาๆ
เธอลงมือเร็วมาก เลือดคั่งไหลหยดติ๋งๆลงมาข้างๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวใช้มือกดเพื่อให้เลือดคั่งทั้งหมดไหลออกมาจากนั้นก็หยิบผงยาที่อยู่ข้างๆ มาโรยลงบนบาดแผล
เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าหน้าผากของฉินซู่เต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆเมื่อกี้เขารู้สึกเจ็บมาก แต่ก็อดทนไว้ ไม่ส่งเสียงออกมา
"นาย..." ต่งเสี่ยวเสี่ยวเม้มริมฝีปากพลางพันแผลให้เขา แล้วพูดว่า "ไม่จำเป็นต้องอดทนขนาดนั้นเลยถ้าเจ็บมาก นายก็บอกให้ฉันหยุดก่อนก็ได้นี่"
ฉินซู่รู้อยู่แล้วแต่ขอบตาดำคล้ำของต่งเสี่ยวเสี่ยวบอกว่าเธอดูเหนื่อยมากๆควรจะรีบให้เธอได้พักผ่อนสักหน่อย
"มานอนก่อนเถอะขาของฉันไม่เป็นอะไรแล้ว" แม้ว่าขาจะยังเจ็บอยู่บ้างฉินซู่ก็ฝืนทนเอา "เมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวส่ายหน้า"เมื่อคืนไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วก็จริงแต่ฉันก็ยังต้องไปเฝ้าที่โรงพยาบาลในตำบลอีกสองวันเผื่อจะมีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด"
"การผ่าตัดเมื่อคืนฉันเป็นคนลงมือเอง" ไม่รู้ทำไมต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกว่าการผ่าตัดครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากเธอจึงอดไม่ได้ที่จะโอ้อวดเล็กน้อย
ไม่คิดว่าฉินซู่จะยกนิ้วให้เธอด้วยความจริงใจ"ฉันรู้ว่าเธอทำได้ ยินดีด้วยนะที่เธอช่วยชีวิตคนได้อีกคน"
พอเห็นท่าทางแบบนี้ของฉินซู่ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็อดไม่ได้ที่จะอุทานในใจ!
ช่วยด้วย!
ทุกเรื่องราวที่เธอพูดล้วนได้รับการตอบกลับอย่างจริงใจจากเขา การที่เขาทำแบบนี้มันดีต่อใจเธอมากจริงๆ
แถมฉินซู่ยังชมอย่างจริงจังถึงขนาดชูนิ้วโป้งให้ด้วย
"เธอวางใจได้เลย" ฉินซู่ยิ้มเล็กน้อย "ป้าหลิวจะมาช่วยดูแลพวกเราเองวันนี้เธอก็มาตั้งแต่เช้าแล้ว"
หืม?
พอได้ยินแบบนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งที่แล้วป้าหลิวบอกว่าจะไม่มาอีกแล้วไม่ใช่เหรอ
แต่เธอก็ไม่ได้คิดมากนัก“ฉันจะไปทำอาหารเพิ่มอีกหน่อย ถ้าไม่ไหวก็ให้ไห่หยางอุ่นเอานะแล้วพวกนายสี่คนก็กินกันได้เลย”
"เธอ..." คำพูดที่ฉินซู่จะพูดติดอยู่ที่ลำคอยังพูดไม่ทันจบ ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เปิดประตูออกไปแล้ว
เธอหยิบอาหารบางส่วนออกมาจากห้องใต้ดินแยกประเภทและจัดเก็บให้เรียบร้อย จากนั้นก็เริ่มก่อไฟทำอาหาร
เจ้าตัวเล็กทั้งสามเดินเข้ามาในครัวต่งเสี่ยวเสี่ยวก็กำชับพวกเขาเล็กน้อยแถมยังสอนฉินไห่หยางว่าต้องก่อไฟและอุ่นอาหารยังไง
ฉินไห่หยางทุบหน้าอกทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่"ผมจะดูแลน้องชาย น้องสาว และพ่อเองครับ"
พอเห็นท่าทางของฉินไห่หยางแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ยื่นมือไปลูบผมของเขา "หลังจากจัดการเรื่องนี้แล้วแม่ก็จะอยู่บ้านอยู่บ้านดูแลพ่อของลูกให้เต็มที่เลย"
"ไม่เป็นไรครับ"
ตอนนี้ฉินไห่หยางเริ่มคิดได้บ้างแล้ว"แม่ทำเพราะรักษาชีวิตคน มีแม่แบบแม่ ผมภูมิใจมากๆ เลยครับ"
ฉินไห่เยว่ก็ทุบหน้าอกตาม"ใช่ค่ะ หนูก็ภูมิใจ!"
พอเห็นเด็กทั้งสามคนนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง
ถึงแม้ว่าตอนนี้ชีวิตจะลำบากไปสักหน่อยแต่เด็กทั้งสามคนก็เชื่อฟัง ฉินซู่ก็ไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ดูเหมือนว่าชีวิตของพวกเขากำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ
แบบนี้ก็ดีแล้ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเพิ่งจะทำอาหารเสร็จและจัดการใส่กล่องให้เรียบร้อยเสียงร้องโหยหวนเหมือนผีก็ดังมาจากข้างนอก
เธอยังไม่ทันก้าวเท้าออกจากประตูหวังซิ่วฉินก็บุกเข้ามาในบ้าน
พอเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินออกมาจากห้องครัวเธอก็พุ่งเข้ามาหวังจะตบหน้าต่งเสี่ยวเสี่ยว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพอจะเดาสิ่งที่เธอตั้งใจจะทำได้จึงเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของเธอไว้ ผลักเธอออกไปด้านข้างทำให้หวังซิ่วฉินล้มลงกับพื้น
เมื่อคืนหลังจากที่หวังซิ่วฉินเป็นลมเธอตั้งใจจะส่งทั้งสองคนไปโรงพยาบาลด้วยกัน
แต่พอถึงหน้าหมู่บ้านหวังซิ่วฉินก็ฟื้นขึ้นมา พูดยังไงเธอก็ไม่ยอมไปโรงพยาบาล วิ่งกลับบ้านไปเองสุดท้ายก็มีแค่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกับเฉียนจือที่พาหลี่ซิงชางไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลในตำบล
แล้วนี่มันเรื่องอะไรกันอีกล่ะเนี่ย?
เมื่อกี้นี้หวังซิ่วฉินวิ่งมาพร้อมกับร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่งทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่กันมาดู
พอเธอถูกผลักล้มลงกับพื้นหวังซิ่วฉินร้องไห้ แล้วทุบพื้น "พวกเธอทำแบบนี้ได้ยังไงเธอตัดขาลูกชายฉันได้ยังไงกัน!"
"ถ้าลูกชายฉันถูกตัดขาเขาก็จะกลายเป็นคนพิการ แล้วเขาจะใช้ชีวิตยังไงต่อไป!"
"ต่งเสี่ยวเสี่ยว" หวังซิ่วฉินพูดพลางพลิกตัวลุกขึ้นจากพื้น ชี้หน้าเธอ แล้วด่าทอเสียงดัง"นางสารเลว เธอกำลังแก้แค้นพวกเราอยู่ใช่ไหม!"
"ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่เป็นเพราะพวกเราแย่งโสมที่เธออยากได้ไป ใช่ไหม?"
หวังซิ่วฉินพูดเรื่องโสมออกมาเลยทำให้ชาวบ้านเข้ามามุงดูเพิ่มขึ้นไปอีก
เธอชี้หน้าต่งเสี่ยวเสี่ยว"เมื่อวานนางสารเลวนี่ขึ้นเขา แล้วไปเจอโสมต้นหนึ่งลูกชายฉันก็ขึ้นเขาตามไปดู"
"เป็นโสมร้อยปีเลยนะแต่นางสารเลวนี่กลับไม่ขุดมันขึ้นมา ใครจะรู้ว่าตอนกลางคืนตอนที่ฉันกับลูกชายไปขุดกลับมีฟ้าผ่าและมีงู..."
หวังซิ่วฉินอธิบายเรื่องราวทั้งหมดผู้คนที่อยู่ข้างๆ ต่างเบิกตากว้าง
โสมร้อยปี!
คนที่รู้ต่างรู้ดีว่ามันมีค่ามากแค่ไหน
มันเป็นสมบัติล้ำค่าที่แท้จริงแค่โสมต้นเดียวก็สามารถแก้ปัญหาเรื่องปากท้องของพวกเขาได้แล้ว
"เธออยากจะแก้แค้นพวกเราใช่ไหม?"หวังซิ่วฉินกำหมัดแน่น ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำ
พอได้ยินแบบนั้น ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็กลอกตา"พวกคุณก็รู้ว่าโสมร้อยปีมีค่าแล้วไม่รู้หรือไงว่าการขุดโสมต้องทำอะไรบ้าง?"
"โสมร้อยปีมีจิตวิญญาณมีผู้พิทักษ์คอยดูแลอยู่!" เรื่องนี้แม้แต่คนในยุคหลังก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้
สิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ก็ต้องใช้ไสยศาสตร์มาอธิบาย
"ใช่ เรื่องนี้ฉันเคยได้ยิน"ชายชราคนหนึ่งที่หน้าประตูพูด "การขุดโสมจริงๆแล้วมีข้อควรระวังเยอะแยะไปหมด ถ้าทำไม่ได้สักข้อก็จะเกิดเรื่องแบบที่สหายต่งพูดจริงๆ"