เมื่อยูคิมูระลืมตาขึ้น เขามาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ข้างๆเขามีเพียงตุ๊กตาหมีเท่านั้น เป็ห้องกว้างจริงๆ เขาเดินไปรอบๆมีตั้งหลายห้อง แต่ละห้องคงความเก่ามานาน แต่กลับดูสะอาดอย่างน่าประหลาดสิ่งของในห้องเหมือนเป็สิ่งที่ย้อนยุคมา ทั้งโต๊ะ ทั้งเก้าอี้ มองอะไรก็เหมือนของเก่าหมดที่นี่มันคือที่ไหนกัน ที่นี่คือห้องขังเหรอ? ทำไมดูดีอย่างนี้ล่ะ ดูดีเหรอ?ห้องขังก็คือห้องขัง ไม่สามสามารถเป็อื่นได้ น่ากลัวน่ากลัวที่จะต้องอยู่เพียงผู้เดียว
“นามิวันนี้เป็วันเกิดลูกนะเธอจะไม่ให้ของขวัญลูกเหรอ?” พ่อพูดเด็กน้อยยืนอยู่นอกประตูห้องแอบมองพ่อกับแม่ของตน
“แล้วทำไม?” นามิพูด
“นามิเธอน่าจะให้อะไรลูกบ้างลูกรักเธอมากนะ”
“รักเหรอ...ปีศาจอย่างพวกแกมีหัวใจด้วยเหรอ?”
“มีซิ... ฉันรักเธอนะ”
“รัก...แต่ฉันไม่รักปีศาจอย่างแกและไอ้เด็กปีศาจนั่นด้วย”น้ำตาเด็กน้อยไหลออกมา เด็กน้อยวิ่งไปที่ห้องของตัวเองทันที
พ่อเดินมาหาเด็กน้อยที่อยู่ในห้องยูคิมองพ่อพร้อมกับเช็ดน้ำตาแล้วยิ้ม
“ลูกร้องไห้ทำไม?” พ่อถาม
“ผมดีใจที่พ่อมาหาผม”
“วันนี้วันเกิดลูกครบ11ปี พ่อกับแม่มีของขวัญให้ลูกด้วยนะ”
“จริงเหรอครับ?” ยูคิมูระดีใจ พ่อเอาตุ๊กตาหมีสีขาวที่ซ่อนอยู่ข้างหลังมาให้เขารับตุ๊กตาหมีจากมือพ่อไปกอดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา
“ร้องไห้อีกแล้ว” พ่อเอื้อมมือมาลูบหัวเขาเบาๆ
“ผมดีใจที่ได้ของขวัญ” พ่อยิ้ม
“พ่อไปก่อนนะพ่อต้องเอาของขวัญไปให้พี่ชายของลูกด้วย” ยูคิมูระยิ้มส่งพ่อจนพ่อออกจากห้องไป สีหน้าของเขาเปลี่ยนทันทีจากรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้ากับเปลี่ยนเป็น้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเพราะเขารู้ทั้งรู้ว่าตุ๊กตาหมีสีขาวตัวนี้ เป็ของขวัญของพ่อคนดียวแม่ไม่เคยคิดจะให้ของขวัญเขาเลย แม้กระทั่งอ้อมกอดที่แม่ทุกคนต้องให้เขาเองก็ไม่เคยได้ัั
ยูคิมูระน้ำตาไหลไม่หยุดเขาไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากแม่เลย อิจฉาคนมีแม่จัง รักแม่ให้มากนะแต่ยูคิมูระคงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว
ภาพสุดท้ายที่เป็ภาพไม่อาจลืมไปชั่วชีวิตของเด็กน้อยนี้
“พ่อ.... พ่อ...”สายตาเด็กน้อยมองดูพ่อที่นอนจมกองเืสีน้ำเงินอยู่ตรงหน้าพ่อลืมตาจ้องมาที่ยูคิมูระ เขาค่อยๆเอื้อมมือจะมาจับมือยูคิมูระเด็กน้อยเอื้อมมือสุดกำลังเพื่อไปจับมือพ่อ พยายามเอื้อมเท่าไรก็ไม่ถึงพ่อจับได้เพียงตุ๊กตาหมีสีขาวที่ตอนนี้เปื้อนเืสีน้ำเงินของพ่อซะแล้ว
“ซัวะ!!!...” เสียงดาบที่เสียบลงที่ต้นคอของพ่อ
“พ่อ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เด็กน้อยะโสุดเสียงแล้วสลบไป
ยูคิมูระจับไปที่แขนตุ๊กตาหมีที่พ่อจับยิ่งทำให้เขาแค้นนัก ถึงพ่อจะบอกว่า
“อย่าแค้นใครพยายามระงับความแค้นเอาไว้ อย่าทำร้ายคนอื่น เพราะบทสรุปของมันจะออกมาไม่ดีเสมอ” ถึงคำพูดของพ่อจะตราตรึงอยู่ในสมองของเขา แต่เขาก็ทำไม่ได้ใครไม่เจอไม่รู้หรอก รสชาติของความแค้นอย่างแท้จริงเป็อย่างไร?
เด็กชายถูกขังมาเป็เวลาหนึ่งอาทิตย์แล้วเขาคงเบื่อน่าดู ยูคิมูระเดินออกไปข้างนอก ที่นี่เหมือนเป็บ้านมากกว่าที่สำหรับที่ขังนักโทษอย่างเขากองอาหารที่มาส่งให้เขาทุกวัน นับวันมันจะมากขึ้น สักพักประตูถูกเปิดขึ้นยูคิมูระมองไปที่ประตูแล้วเขาก็ยิ้มที่มุมปาก
“เป็ยังไงบ้าง?คงเบื่อซินะ ไม่ได้เห็นทั้งเดือนทั้งตะวัน” ทาเคชิถาม
“นิดหน่อย” คำตอบสั้นๆ ทาเคชิเดินมานั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามยูคิมูระ
“นายฆ่าโยริฮิสะจริงๆเหรอ?” ทาเคชิถาม เขาพยักหน้า
“ฉันจะไม่ถามหรอกนะว่าทำไมถึงฆ่าแต่เด็กอย่างนายไม่น่าฆ่าคนเลย” ยูคิมูระมองหน้าทาเคชิ
“แล้วนายไม่กลัวฉันฆ่านายเหรอ?”
“เอาซิ... ถ้านายทำได้” ทาเคชิท้า ยูคิมูระยิ้มในท่าทางของทาเคชิ
ทาเคชินั่งคุยเป็เพื่อนยูคิมูระเป็เวลานานทาคาฮิสะรู้สึกเป็ห่วงพี่ของตน เลยเข้าไปในห้องน้ำแข็งด้วยเขาเห็นพี่ชายของเขานั่งคุยอยู่กับยูคิมูระด้วยความสนุกสนานทำให้รู้สึกอิจฉาอยู่ในใจ เพราะเขายังไม่เคยได้นั่งคุยอย่างนี้กับพี่ชายเขาเลย
“พี่....” ทาคาฮิสะเรียก ทาเคชิกับยูคิมูระหันมามองพร้อมกัน
“อ้าว... ทาคาฮิสะมานี่ซิ” ทาเคชิกวักมือเรียกให้ทาคาฮิสะเดินเข้ามาเขาเดินเข้าไปมองหน้ายูคิมูระ
“นายเป็ยังไงบ้าง?” ทาคาฮิสะถาม
“ก็ดี” เขาตอบสั้นๆ
“แม่เรียกให้กลับได้แล้วเดี๋ยวถูกด่าหรอก” ทาคาฮิสะรู้สึกกลัวยูคิมูระสายตาของเขาบ่งบอกอย่างชัดเจน
“นี่นายมองยูคิมูระแบบนี้ได้ไง”
“ช่างเหอะ กลับเถอะพี่” ทาคาฮิสะพยายามดึงตัวทาเคชิ
“เออ..เออ...งั้นฉันไปก่อนนะ แล้วฉันจะมาหาใหม่”ทาเคชิพูดแล้วเดินออกไปพร้อมกับทาคาฮิสะ
ทาคาฮิสะมองหน้าทาเคชิที่ยิ้มระรื่น
“นี่...พี่ไม่กลัวเหรอ? ลุงโยริฮิสะไม่ได้ทำอะไรให้ มันยังฆ่าเลย”ทาคาฮิสะพูด ทาเคชิหยุดเดินแล้วหันมามองน้องชายที่มีใบหน้าเหมือนตัวเองแต่นิสัยต่างกัน
“ไม่กลัวตอนนั้นนายยังบอกว่าเขาน่ารักเลย” ทาเคชิพูดเสร็จก็เดินต่อ
“ใช่... ตอนนั้นฉันชอบฉันไม่อยากเชื่อเลย ความน่ากลัวที่แฝงอยู่ในความน่ารักนั้นจะเกิดกับยูคิมูระ”
ทั้งสองคนเดินไปถึงที่วังเพลิงแดงทาเคชิเข้ามา คนรับใช้ก็วิ่งออกมาหาทันที
“ท่านหญิงเรียกค่ะคุณชายทาเคชิ” ทาเคชิทำหน้าเบื่อทันที
“เห็นไหมล่ะพี่...โดนด่าแน่เลย” ทาคาฮิสะพูด
“โดนด่าไม่เป็ไรหรอก” เขาเดินเข้าไปหาแม่เขาทันที
ทาเคชิเดินเข้าไปในห้องแล้วตรงไปที่เก้าอี้เพื่อนั่งคุย
“แม่เรียก มีอะไรครับ?” ทาเคชิถาม
“ทำไมไปนานจัง?” แม่ถาม
“คุยสนุกก็เลยคุยเพลิน”
“มีอะไรต้องคุยกับเด็กปี...เด็กคนนั้นด้วย”
“หลายๆเื่ยูคิมูระอยู่ในนั้นตั้งเป็อาทิตย์ เขาคงไม่รู้เื่อะไร ผมก็จะเล่าให้ฟัง”
“ไม่ต้องไปอีก”
“อ้าว... ทำไมล่ะครับ?”
“นี่เป็คำสั่งจากแม่”
“แต่...”
“ไม่มีแต่พรุ่งนี้คนของแม่คงจะไม่เห็นลูกไปหามันอีก”
“ยูคิมูระ……”
“เลิกเรียกชื่อนี้ด้วยออกไปได้แล้ว” แม่ไล่ทาเคชิเดินออกมาด้วยอารมณ์ที่ดูหงุดหงิดมาก
ยูคิมูระเดินดูรอบบ้านที่เขาอยู่มันไม่กว้างเท่าไหร่นัก เขาเจ็บใจเลยชกไปที่กำแพง
“โป๊ก….”
“โอ๊ย... เจ็บชะมัด” เขาเตะอีกทีด้วยอาการของคนประชดความเจ็บ
“ป๋อง” เสียงนั้นทำให้ยูคิมูระแปลกใจ เขานั่งลงกับพื้นแล้วเอามือลองเคาะไปเรื่อยๆ
“โป๊กๆๆๆๆๆๆๆ ป๋องๆๆๆๆ”
“ตรงนี้เหรอ?” เขามองหาที่เปิด
“โคมไฟโคมไฟมันดูแปลกจริงๆ เหมือนมันกลับหัวอยู่เลย”ยูคิมูระเดินไปตรงโคมไฟแล้วดันหัวโคมไฟให้หงายขึ้น ประตูเปิดออกมันเป็ประตูที่อยู่ต่ำมาก แต่พอทีจะคลานเข้าไปได้ยูคิมูระมองเข้าไป
“ให้คลานเข้าไปเหรอ?” เขาค่อยๆคลานเข้าไปข้างใน ประตูก็ปิดลงทันที
ข้างในมืดมากแล้วก็เย็นมากด้วย เขาคลานไปเรื่อยๆ ถึงไม่เห็นก็คล้ำทางไปข้างหน้าจะเจอกับอะไรเขาก็คงไม่กลัว เท่าอย่างที่เขาเคยเจอมาเขาคิดว่ามันน่ากลัวที่สุดแล้ว
“ไปต่อไม่ได้แล้วข้างหน้าเหมือนเป็หลุมหรือช่องอะไรแน่ๆเลย คลานกลับดีกว่า”่ที่ยูคิมุระกลับตัวเพื่อคลานกลับ เกิดเสียหลัก ทำให้ขาทั้งสองหล่นลงไปในช่อง
“เฮ้ย...เราพลาดขนาดนี้เลยเหรอ?”ไม่ใช่เขาพลาดแต่แผ่นกระดานที่เขาคลานอยู่มันเก่ามาก เลยหักลงทำให้ตัวของยูคิมูระตกลงมา
“ตุ๊บ!”
“โอ๊ย... โคตรเจ็บเลย” เขามองไปรอบๆ นี่เป็ห้องนิ มีไฟเปิดอยู่ด้วย เขารู้ขึ้นแล้วเดินไปดูเหมือนเป็ที่เก็บตำราวิชาการต่อสู้ และวิธีการแพทย์ เขาเดินมาเรื่อยๆก็เห็นรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ
“พ่อ!!” เขาจะหยิบขึ้นมาดู แต่รูปนั้นไม่สามารถดึงได้ เขาก้มลงไปมอง พ่อกับใครต้องเป็ปู่แน่เลย เขาเลยหมุนดู กำแพงก็เปิดออก เข้าไปข้างในมีบันไดเขาเดินไปตามบันได ข้างหน้าไม่มีทางไปเป็เพียงทางตันเท่านั้น
“ทางตันแล้วจะสร้างบันไดทำไม?” ยูคิมูระลองผลักกำแพงดู กำแพงหมุนแล้วร่างของเขาก็ออกมาข้างนอก
“อ้าว...กลับเข้ามาในห้องนอนเหรอ?”
“ปู่เรานิเจ๋งจริงๆ”เขาตัดสินใจเข้าไปในห้องลับนั้นอีกครั้ง เขาเดินดูตำราพวกนั้นแต่ก็ต้องมาสะดุดกับหนังสือเล่มสีแดง เขาหยิบออกมา มันดูเก่ามากแต่แผ่นกระดาษไม่มีรอยขีดขาดเลย
“ตำราต้องห้ามย้ายิญญา” เขาสงสัย เลยเปิดอ่าน
“ผู้ใช้ตำรานี้จะต้องมีอายุ15 ปีเป็อย่างต่ำการย้ายิญญานั้นต้องหาอีกร่างที่ไม่มีชีวิตแล้วเราจึงจะสามารถย้ายร่างของใครก็ได้เข้าไปในร่างที่ว่างเปล่าแต่อีกร่างจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเช่นกันถึงแม้จะเป็ร่างที่ว่างเปล่าหากฝ่าฝืนกฎข้อใดข้อหนึ่งจะทำให้การย้ายร่างไม่สมบูรณ์”ข้อความในตำรา
“เราอายุยังไม่ถึงก็ไม่มีสิทธิ์น่ะซิ” ยูคิมูระคิด เขาเปิดไปอีกหน้า
“วิธีการฝึก”
“อ่านเล่นๆคงไม่เป็นไรหรอก” เขาคิดอย่างนั้น