สองวันที่ผ่านมาสำหรับมนัสวีราวกับเป็การทดสอบขีดจำกัดของร่างกายเธอใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการตระเวนทัวร์ท่ามกลางไอแดดที่แผดเผาของเมืองกลางทะเลทรายแห่งนี้ผิวเนียนละเอียดที่เคยได้รับการดูแลอย่างดีบัดนี้รู้สึกถึงความแห้งผากจากกระแสลมร้อนที่พัดพาทรายเม็ดละเอียดมาปะทะอยู่ทุกชั่วขณะภาพของโบราณสถานสีอิฐและตลาดพื้นเมืองที่คึกคักนั้นงดงามและน่าตื่นตาแต่อุณหภูมิที่พุ่งสูงเกือบสี่สิบองศาเซลเซียสก็รีดเอาเรี่ยวแรงของเธอไปจนเกือบหมดสิ้น
ดังนั้นเมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้าและทิ้งไว้เพียงสีสันของสนธยา มนัสวีจึงเลือกที่จะละทิ้งความร้อนระอุสลัดชุดเดินทางที่เปื้อนฝุ่นทรายไว้เื้ัเธออาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้าเปลี่ยนมาสวมชุดเดรสผ้าไหมซาตินสีน้ำเงินเข้มทิ้งตัวอย่างนุ่มนวลไปกับส่วนโค้งเว้าของร่างกายก่อนจะตัดสินใจลงมายังบาร์โอเพ่นแอร์ระดับห้าดาวของโรงแรมซึ่งเปรียบเสมือนโอเอซิสที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงหิน
วินาทีแรกที่เธอพ้นเขตประตูไม้แกะสลักความรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งก็เข้าจู่โจมแสงจันทร์นวลตาที่ฉาบไล้ไปทั่วผืนทรายภายนอกกำแพงดูสงบนิ่งและลึกลับแต่ภายในนี้กลับเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาที่หรูหราแสงไฟสีทองอ่อนที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกหินสลักสะท้อนกับขวดเครื่องดื่มหลากสีบนชั้นวางไม้โอ๊กจนเกิดเป็ประกายระยิบระยับราวกับอัญมณีล้ำค่าลมยามค่ำคืนที่พัดโชยมาแ่เบานั้นไม่ได้หอบเอาไอแดดมาเหมือนตอนกลางวันแต่มันกลับหอมกรุ่นด้วยกลิ่นดอกไม้ทะเลทรายยามราตรีที่บานรับน้ำค้าง
เธอเลือกนั่งลงบนเก้าอี้สตูลหน้าบาร์หินอ่อนสีดำขลับและเย็นเฉียบเมื่อััปลายนิ้วเรียวสวยของเธอกำลังเขี่ยก้านโรสแมรี่ในแก้วค็อกเทลสีสวยที่มีหยดน้ำเกาะพราวอย่างแ่เบาความเย็นเยียบของแก้วตัดกับความร้อนรุ่มที่ยังคงค้างอยู่ในความรู้สึกและรสััร้อนแรงจาง ๆของแอลกอฮอล์ที่ไหลผ่านลำคอก็กลายเป็สิ่งเดียวที่ช่วยปลอบประโลมเธอในขณะนี้
สายตาของเธอเหม่อมองออกไปนอกกำแพงโรงแรมเห็นยอดเนินทรายที่โค้งมนรับกับแสงจันทร์ ทะเลทรายที่เธอกลัวเมื่อตอนกลางวันบัดนี้กลับดูอ่อนโยนและน่าหลงใหลอย่างประหลาดภายใต้บรรยากาศที่ทุกอย่างดูเหมือนจะถูกหยุดเวลาเอาไว้ที่ความสุนทรีระดับห้าดาวแห่งนี้
“ทะเลทรายไม่ใช่ที่สำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว”
คำพูดทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจและความดุดันของผู้ชายคนนั้นวนเวียนอยู่ในหัวของเธอซ้ำไปซ้ำมาเหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่องใบหน้าคมเข้มที่มีั์ตาสีน้ำตาลเข้มจัดราวกับกาแฟชั้นดีของเขาดูเหมือนจะสลักลึกลงไปในมโนภาพของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้
“เวอร์ไปน่ะ...” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะยกแก้วขึ้นจิบรสััเปรี้ยวหวานที่แฝงด้วยความร้อนแผ่ซ่านช่วยให้เธอรู้สึกตัวมากขึ้นแต่ถึงปากจะบอกว่าเขาพูดเกินจริงทว่าปลายนิ้วที่กำก้านแก้วกลับสั่นระริกเล็กน้อยและกำแน่นเข้าโดยไม่รู้ตัว
มนัสวีไม่ใช่คนขี้กลัวเธอเป็หญิงสาวสมัยใหม่ที่ลุยเดี่ยวมาแล้วค่อนโลกั้แ่ป่าดิบชื้นในอเมซอนไปจนถึงยอดเขาหนาวเหน็บในยุโรปแต่ความรู้สึกประหลาดที่เริ่มก่อตัวขึ้นั้แ่ตอนเดินอยู่ในตลาดพื้นเมืองเมื่อ่บ่ายมันยังไม่จางหายไป
มันไม่ใช่แค่ความตื่นเต้นของนักท่องเที่ยวมันคือสัญชาตญาณของการถูกล่า เหมือนมีใครบางคนมองอยู่ตลอดเวลาสายตาที่ซ่อนเร้นอยู่ในมุมมืดสายตาที่เธอััได้แต่พอมองหาซ้ำกลับว่างเปล่าตลอดสองวันที่ผ่านมา
เธอนิ่งฟังเสียงเพลงแจ๊สแ่เบาที่คลอไปกับเสียงลมพยายามบอกตัวเองว่ามันคืออาการคิดไปเองของคนแปลกที่ เธอส่ายหน้าช้า ๆเพื่อสลัดความคิดฟุ้งซ่านก่อนจะวางแก้วเครื่องดื่มลงและหยิบผ้าคลุมไหล่ไหมพรมสีนวลขึ้นมาคลุมทับไหล่บางตั้งใจจะเช็กบิลแล้วกลับขึ้นห้องพักเพื่อยุติค่ำคืนที่แสนว้าวุ่นนี้
แต่ยังไม่ทันที่ฝ่าเท้าจะก้าวออกไปจากหน้าบาร์
“ยังไม่ไปนอนอีกเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูเหลือเกินดังขึ้นจากทางด้านหลังมันนิ่งสนิทและทรงพลังจนทำให้มนัสวีชะงักกึกราวกับถูกมนต์สะกด เธอค่อย ๆหันกลับไปมองช้า ๆ และพบว่าหัวใจเ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาเสียดื้อ ๆ และก็เป็เขาจริงๆ
ชีคอัมรันยืนพิงเสาหินอ่อนสลักลายวิจิตรอยู่ไม่ไกลจากบาร์นักเขาอยู่ในชุดพื้นเมืองสีขาวสะอาดตาแสงไฟจากโคมไฟระย้าที่ตกกระทบใบหน้าคมเข้มของเขาทำให้โครงหน้าที่ดูเหมือนประติมากรรมนั้นมีมิติยิ่งขึ้นสันจมูกโด่งคมรับกับริมฝีปากหยักลึก และดวงตาคู่นั้น มันดูอันตราย ลึกลับแต่ในขณะเดียวกันก็มีแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้เธอไม่อาจละสายตาไปทางอื่นได้
“คุณนี่ ชอบโผล่มาเงียบๆ แบบนี้ตลอดเลยเหรอคะ หรือว่าเป็งานอดิเรกของคนที่นี่ที่ชอบทำให้คนอื่นใ”มนัสวีขมวดคิ้วมุ่น พยายามปรับเสียงให้เป็ปกติที่สุดแม้ว่าข้างในจะสั่นไหวก็ตาม
อัมรันไม่ตอบในทันที เขาค่อย ๆยันตัวออกจากเสาหินและก้าวเดินเข้ามาหาเธอช้า ๆท่วงท่าของเขาเต็มไปด้วยความสง่างามแต่ก็ดูคุคามเหมือนเสือดำที่กำลังเยื้องกรายเข้าหาเหยื่อ
“ฉันก็คิดเหมือนกันว่าทำไมเราถึงเจอกันบ่อยขนาดนี้” เขาตอบเรียบ ๆแต่น้ำเสียงนั้นกลับมีร่องรอยของการพินิจพิจารณา แววตาของเขาจับจ้องเธอไม่วางตาราวกับ้าจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจ
มนัสวีถอนหายใจยาวพยายามกอดอกเพื่อให้ตัวเองดูมั่นใจขึ้น
“ถ้าจะบอกว่าทั้งหมดนี่คือเื่บังเอิญฉันคงต้องไปทำบุญล้างซวยครั้งใหญ่แล้วล่ะค่ะเพราะฉันเริ่มจะไม่เชื่อแล้วว่าพระเ้าจะใจดีจัดฉากให้เราเจอกันได้บ่อยขนาดนี้”
“ดีแล้วที่คิดแบบนั้น”อัมรันก้าวเข้ามาหยุดอยู่ในระยะที่ใกล้ขึ้นกลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้แฝงด้วยความอบอุ่นของเครื่องเทศชั้นสูงจากตัวเขาเริ่มลอยเข้ามากระทบประสาทััของเธอ
“เพราะมันไม่ใช่เื่บังเอิญอย่างน้อยก็ในตอนนี้”
หัวใจของมนัสวีกระตุกวูบ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างค้นหาและสงสัย
“หมายความว่าไงคะ?คุณกำลังจะบอกว่าคุณติดตามฉันงั้นเหรอ?”
อัมรันหยุดอยู่ตรงหน้าเธอใกล้เสียจนเธอต้องเงยหน้าขึ้นมองจนคอตั้งบ่าระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้เธอััได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขา
“ความหมายของผมคือั้แ่ที่คุณก้าวเท้าเข้ามาในเขตแดนของประเทศนี้หลังจากที่คุณไปเดินร่อนเร่อยู่ในตลาดนั่นเพียงลำพังคุณก็ไม่ได้ปลอดภัยเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว แคล”
น้ำเสียงของเขานั้นเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยฟังกวนประสาทหรือเฉยชามันกลับกลายเป็ความจริงจังและเย็นเยียบจนน่าขนลุก
มนัสวีนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งความเงียบรอบตัวดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นมาทันที
“คุณกำลัง ขู่ฉันเหรอคะ?หรือนี่เป็วิธีจีบสาวแบบฉบับทะเลทรายที่นี่?”
“ฉันกำลังเตือน”เขาเน้นคำชัดเจน สายตาของเขาแน่นิ่งและคมปลาบไม่มีแววของการล้อเล่นแม้แต่นิดเดียว
“คุณไม่รู้หรอกว่าใต้ผืนทรายที่ดูสงบนิ่งนี้มีกระแสน้ำวนที่พร้อมจะคร่าชีวิตคนไม่ระวังอยู่มากแค่ไหน”
ความเงียบแผ่กระจายอยู่ระหว่างคนทั้งสองมีเพียงเสียงเพลงคลอเบา ๆ มนัสวีพยายามทำใจดีสู้เสือ เธอหัวเราะเบา ๆในลำคอเพื่อกลบความรู้สึกหวั่นไหวที่กำลังตีรวนอยู่ในอก
“ฉันมาเที่ยวค่ะชีคอัมรันฉันมาดูสถาปัตยกรรม มาศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ได้มาแทรกแซงการเมืองหรือก่อาที่ไหนสักหน่อย คุณคิดมากไปหรือเปล่า”
“แต่บางครั้งาก็ไม่ได้รอให้คุณไปหาหรอก แคล มันต่างหากที่จะเป็ฝ่ายเดินเข้ามาหาคุณเองโดยที่คุณยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ”
คำพูดนั้นทำให้คำโต้เถียงที่เตรียมไว้ในใจของเธอมลายหายไปสิ้นลมทะเลทรายที่พัดแรงขึ้นชั่วขณะพัดลอดเข้ามาในส่วนของบาร์ทำให้ร่างกายของเธอสั่นสะท้านขึ้นมาจริง ๆ ไม่ใช่เพราะความหนาวแต่เพราะความหมายที่แฝงอยู่ในคำเตือนนั้น
ลมแรงหอบใหญ่พัดผ่านทำให้ผ้าคลุมไหล่ไหมพรมของเธอปลิวไหวและเกือบจะหลุดจากบ่าบางและก่อนที่มนัสวีจะทันได้ตั้งตัวมือใหญ่ที่ดูแข็งแรงแต่กลับนุ่มนวลของอัมรันก็เอื้อมมาคว้าปลายผ้าคลุมไว้ได้ทันท่วงที
เขามิได้เพียงแค่จับผ้าคลุมแต่เขายังถือวิสาสะขยับเข้ามาใกล้เพื่อคล้องผ้าคลุมไหล่โอบกอดเธอจากอีกด้านไปอีกด้านและจัดวางผ้าคลุมนั้นลงบนไหล่ของเธอ
ัันั้นแ่เบาราวกับขนนกแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่แล่นพล่านไปทั่วร่างของหญิงสาว
“ระวังหน่อยลมที่นี่มันแรง และมันมักจะพัดพาเอาสิ่งที่คุณไม่อยากเสียไปให้หายไปตลอดกาล”เขาพูดด้วยเสียงต่ำพร่า
มนัสวีเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาในระยะประชิดใกล้เกินไป ใกล้เสียจนเธอเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในั์ตาคมกริบของเขากลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่ผสมผสานกับกลิ่นอายดินและลมหายใจอุ่น ๆของเขาที่รินรดอยู่เหนือหน้าผาก ทำให้บรรยากาศรอบตัวเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ
“คุณ” เธอเริ่มจะอ้าปากพูด แต่อยู่ดี ๆเสียงที่เคยฉะฉานกลับหายเข้าไปในลำคอจนแ่เบาอย่างเหลือเชื่อ
ชีคอัมรันไม่ได้ถอยห่างออกไปเขายังคงมองเธออยู่อย่างนั้นนานจนความประหม่าเริ่มเปลี่ยนเป็ความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าเดิมดวงตาคู่นั้นไม่ได้เ็าเหมือนตอนเจอกันครั้งแรก แต่มันกลับลุ่มลึกมีประกายไฟบางอย่างที่เต้นเร่าอยู่ภายใน บางอย่างที่เธออ่านไม่ออก
“คุณไม่ควรออกมาดื่มคนเดียวแบบนี้ตอนกลางคืน”เขาพูดเบา ๆ คล้ายกระซิบ
“ทำไมล่ะคะ” เธอรวบรวมความกล้าสวนกลับทันที แม้ว่าเสียงจะยังไม่มั่นคงนัก
“ที่นี่มีกฎห้ามไม่ให้ออกมาดื่มคนเดียวหรือคะหรือมีอะไรที่นี่ทำให้น่ากลัว”
มุมปากของอัมรันยกขึ้นเล็กน้อยเป็รอยยิ้มที่ดูเ้าเล่ห์และน่าดึงดูดใจในเวลาเดียวกัน
“สำหรับผมในดินแดนแห่งนี้ ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว”
“ใครจะไปรู้” เธอกระซิบตอบ แววตาท้าทายสบกับดวงตาคม
“บางทีคุณอาจจะเป็สิ่งที่น่ากลัวที่สุดยิ่งกว่าาหรือพายุทรายที่คุณว่ามาก็ได้”
ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้งแต่เป็ความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยแรงดึงดูดมหาศาลอัมรันขยับกายเข้ามาอีกเพียงนิดเดียว จนแทบไม่มีพื้นที่ว่างระหว่างเราหน้าอกของเขาเกือบจะชิดกับไหล่ของเธอ
“แล้วคุณล่ะ แคลกลัวผมไหม?”
คำถามนั้นเบาหวิวแต่กลับหนักแน่นปานูเาหินมนัสวีมองสบตาเขาตรง ๆ เธอรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวแรงปานกลองศึกมันดังชัดเจนจนเธอเกรงว่าเขาจะได้ยินมันด้วย
“ไม่ค่ะ” เธอตอบออกไปโดยไม่เสียเวลาคิดแม้ว่าในใจส่วนลึกจะยังเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจก็ตาม
“ฉันไม่เคยกลัวในสิ่งที่ฉันมองเห็น”
อัมรันจ้องมองเธอนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ราวกับกำลังประเมินว่าคำพูดนั้นมาจากความสัตย์จริงหรือเพียงแค่ความอวดดีก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ยกมือขึ้นช้า ๆปลายนิ้วหยาบเล็กน้อยตามประสาชายชาติทหารแตะลงที่ข้างแก้มของเธอเบา ๆอย่างทะนุถนอมผิวเนียนละเอียดนั้น
มนัสวีตัวแข็งทื่อเธอไม่ได้ถอยหนีตามสัญชาตญาณระวังตัวแต่กลับไม่กล้าแม้จะขยับกายเพียงมิลลิเมตรเดียว
“ไม่กลัวจริง ๆ ด้วย”เขาพึมพำเสียงของเขาเบาลงจนกลายเป็เสียงทุ้มต่ำที่อยู่ใกล้ใบหูมากเสียจนเธอรู้สึกถึงลมหายใจที่นวดเฟ้นผิวแก้ม
เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่พยายามคุมสติที่กระเจิดกระเจิง
“คุณจะทำอะไรล่ะคะในเมื่อรู้แล้วว่าฉันไม่กลัว”
นั่นคือคำถามที่เหมือนการท้าทายและอัมรันไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่จะปฏิเสธคำท้า
เขาโน้มใบหน้าลงมาหาเธอช้า ๆช้าเสียจนเธอมีเวลามากพอที่จะถอยหนีแต่เธอกลับยืนนิ่งเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกดจมูกของเขาคลอเคลียอยู่กับจมูกของเธอ ลมหายใจของทั้งสองสอดประสานกันจนแยกไม่ออกมนัสวีหลับตาลงโดยสัญชาตญาณ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ความร้อนแรงจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านเข้ามาครอบคลุมเธอไว้ทั้งหมด
เธอรอ รอััที่คาดว่าจะเกิดขึ้น แต่แล้วเขากลับหยุด เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ริมฝีปากจะแตะกันอัมรันหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด
“ยังไม่ใช่ตอนนี้”
เขากระซิบชิดริมฝีปากของเธอน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ถูกสะกดกั้นไว้แต่มันแฝงไปด้วยสัญญาบางอย่างที่ทำให้เธอขนลุกชันไปทั้งตัว ก่อนที่เขาจะค่อย ๆหอมแก้มเธอและถอยห่างออกไปอย่างนุ่มนวล ทิ้งให้มนัสวียืนเคว้งคว้างอยู่ตรงนั้นเหมือนคนที่ถูกพัดเข้าไปกลางใจพายุพรีเมียมแล้วจู่ ๆ พายุนั้นก็สลายตัวไปทิ้งให้เธอต้องเผชิญกับความเงียบเหงาเพียงลำพัง
“พักผ่อนซะเถอะพรุ่งนี้คุณต้องใช้แรงอีกเยอะ และจำไว้ อย่าเปิดประตูให้ใคร” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนจะหันหลังเดินจากไปตามทางเดินหินอ่อน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจาง ๆและความสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้นในหัวใจของหญิงสาว
มนัสวีนิ่งอยู่นานนับนาทีมือข้างหนึ่งยกขึ้นแตะแก้มตัวเองตรงจุดที่เขาััเธอกลัวเขาไหม? คำถามนั้นยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด
*********************************
ห่างออกไปจากความหรูหราของโรงแรมเพียงไม่กี่กิโลเมตรบรรยากาศกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ในตรอกที่อับชื้นและไร้แสงไฟมีเพียงแสงจากกองไฟเล็ก ๆ ในถังเหล็กชายสามคนในชุดผ้าคลุมสกปรกยืนซ่อนตัวอยู่ในเงามืดสายตาของพวกมันเต็มไปด้วยความละโมบและมุ่งร้าย
“ยืนยันแล้วผู้หญิงต่างชาติคนนั้นพักที่โรงแรมห้าดาว ของชีคอัมริน” ชายคนแรกพูดขึ้นเสียงของเขาแหบแห้งราวกับเม็ดทราย
“ดี” อีกคนที่มีแผลเป็พาดกวาดใบหน้าตอบกลับ น้ำเสียงฟังดูสะใจ
“ผู้หญิงผิวขาวสะอาดสะอ้านแบบนั้น ขายให้พวกตลาดมืดในคาบสมุทรอื่นได้ราคางามนักล่ะ เรียกค่าไถ่ได้เป็กอบเป็กำ”
“แล้วพวกทหารของชีคล่ะ?”ชายคนที่สามถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“เห็นว่าไอ้อัมรันวนเวียนอยู่แถวนั้นบ่อยๆ”
“มันจะคุ้มครองยัยนั่นไปได้นานแค่ไหนกันเชียว?”ชายที่มีแผลเป็แค่นหัวเราะ
“เราก็แค่ต้องรอรอจังหวะที่พวกมันพลาด หรือจังหวะที่นกน้อยตัวนี้บินออกจากกรงทองเพียงลำพัง”
ดวงตาของพวกมันเป็ประกายวาววับในความมืดประดุจตาของหมาป่าที่กำลังจับจ้องฝูงแกะ
“แม่เสือดาวตัวนี้อีกไม่นานจะกลายเป็เหยื่อในกำมือเรา”
*********************************
มนัสวียืนเกาะขอบระเบียงหินอ่อนมองออกไปบนท้องฟ้าที่มืดมิด ทว่าดวงดาวกลับพร่างพรายเต็มท้องฟ้า สวยงามจนแทบจะลืมหายใจแต่น่าแปลกที่ความงามตรงหน้ากลับไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเธอได้เท่ากับภาพั์ตาคมกริบคู่หนึ่งที่ยังติดตาอยู่
“บ้าเอ๊ย” เธอพึมพำกับตัวเอง ปล่อยให้ลมทะเลทรายพัดผ่านเส้นผมยาวสลวยจนยุ่งเหยิง
“ฉันกำลังจะหลงเสน่ห์ผู้ชายอันตรายแบบนั้นจริงๆเหรอมนัสวี ตื่นได้แล้ว!”
เธอยกมือขึ้นนวดขมับ แต่ััอุ่น ๆที่แก้มยังคงชัดเจนราวกับเขายังยืนอยู่ตรงนั้นลมทะเลทรายวูบใหญ่พัดผ่านเข้าสู่ระเบียงหอบเอาลางสังหรณ์บางอย่างที่รุนแรงและเย็นเยียบเข้ามาหา
บางสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตที่แสนเรียบง่ายของเธอไปตลอดกาลกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืดนั้นอย่างเงียบเชียบและเธออาจจะไม่มีวันถอยหลังกลับไปเป็มนัสวีคนเดิมได้อีกเลย