วูบ!
ยามหลิงเทียนงอแขนวาดกระบี่ ปราณกระบี่อสนีบาตสายหนึ่งก็ปะทุออกจากโครงกระบี่อย่างฉับพลัน จากนั้นกลืนกินจระเข้ดำตัวนั้นในพริบตา
ฉัวะ!
หากเอ่ยว่าก่อนหน้านี้เมื่อเผชิญหน้ากับฝ่ามือห้าัปราบพยัคฆ์ สัตว์อสูรระดับสามตัวนี้ยังพอต้านทานได้บ้าง ทว่าภายใต้กระบี่นี้ของหลิงเทียน เกล็ดอันหนาหนักของจระเข้ดำหลังเหล็ก กลับถูกผ่าจนขาดสะบั้นในพริบตา!
ท่าที่สองของเพลงกระบี่สายฟ้าเก้าชั้น อสนีบาตทลายขุนเขา!
แม้เป็ผาหินขุนเขาแกร่งก็ยังทลายได้ นับประสาอะไรกับเกล็ดสัตว์อสูรเช่นนี้!?
โฮก...
ภายใต้ปราณกระบี่ สัตว์อสูรหลังเหล็กถูกซัดกระเด็นลอยออกไปอีกครั้ง อีกทั้งร่างกลางอากาศยังถูกฟันขาดเป็สองท่อนเรียกว่าตกตายอย่างไม่อาจฟื้นคืน
หลิงเทียนลดคมกระบี่ลง ก้าวไปด้านหน้าเก็บแก่นอสูรของสัตว์อสูรตนนั้นขึ้นมา
เมื่อสัตว์อสูรบรรลุถึงระดับสร้างรากฐาน ภายในร่างจะควบแน่นแก่นอสูรขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็การหลอมอาวุธหรือปรุงโอสถ ล้วนเป็วัตถุดิบชั้นเลิศที่มีมูลค่ามหาศาล
ย่อมแน่นอนว่าสิ่งที่เก็บเกี่ยวได้มากที่สุดในครั้งนี้ยังคงเป็ผลเพลิงชาดผลนั้น พลังงานที่ซุกซ่อนอยู่ข้างในถูกหลิงเทียนใช้เคล็ดวิชาเบญจปฐมหลอม์ดูดซับไปโดยตรง อีกไม่นานเขาก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมปราณระดับเจ็ดได้แล้ว
ขณะนี้หลิงเทียนมาถึงบนสันเขาแห่งหนึ่งอีกครั้ง และยังคงโคจรเนตรดาราพิเคราะห์ปราณต่อไป
"หืม!?"
ทว่าในวินาทีต่อมาสีหน้าของหลิงเทียนกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะตรงส่วนลึกของสันเขาโว่หลง มีเสาแสงขนาดั์พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สีของเสาแสงนี้ซับซ้อนยิ่งนัก สีแดงฉานปนแสงทอง คล้ายเปลวเพลิงม้วนตัวหลั่งไหล มองไม่ออกว่าเป็อสูรร้ายหรือสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดิน
กล่าวได้ว่าเป็แสงสว่างที่รุ่งโรจน์ที่สุดเท่าที่หลิงเทียนเคยพบเห็นมานับั้แ่มีความสามารถในการพิเคราะห์ปราณ ในบริเวณรอบนอกของสันเขาโว่หลง นับเป็หนึ่งเดียวไม่มีสองอย่างแท้จริง!
"หรือว่าซุกซ่อนโชคชะตาบางอย่างไว้?"
ดวงตาของหลิงเทียนหรี่ลง เขามาสันเขาโว่หลงในครั้งนี้ก็เพื่อตามหาโชคลาภ ยามนี้ได้เห็นรัศมีที่เจิดจ้าถึงเพียงนี้ก็ย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือไปแน่ หากที่นี่มีอสรพิษม่วงทองเขาเดียวอยู่ เช่นนั้นก็มีความเป็ไปได้สูงยิ่งว่าจะอยู่ในตำแหน่งที่เขาเพิ่งเห็นเมื่อครู่
นั่นคือความหวังสุดท้ายของหลิงเทียนเช่นกัน
ทว่าเมื่อนึกถึงการมาของชุยจ้านแห่งสำนักหวงจี๋และซ่งกวนอินแห่งหุบเขาเฟินเซียง ก็มีความเป็ไปได้สูงว่าจะเกี่ยวข้องกับโชคลาภตรงนั้นด้วยเช่นกัน
"หากเป็เช่นนั้นก็คงจะครึกครื้นไม่น้อย"
หลิงเทียนแค่นยิ้มเย็น แม้การแย่งชิงโชคลาภจากมือของชุยจ้านและซ่งกวนอินจะไม่ใช่เื่ง่าย แต่หลิงเทียนไม่มีวันถอยหนีเพราะเหตุนี้เด็ดขาด!
ทว่าสถานที่ที่มีรัศมีรุ่งโรจน์นั้นยังอยู่ห่างไกลจากตำแหน่งของหลิงเทียนพอสมควร ชุยจ้านและซ่งกวนอินหากคิดจะไปถึงก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน ดังนั้นหลิงเทียนจึงตั้งใจจะเก็บเกี่ยวสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินรอบข้างให้เกลี้ยงเสียก่อนแล้วค่อยรุดหน้าไป
หลังผ่านไปสามวัน ณ ส่วนลึกรอบนอกของสันเขาโว่หลง กระเรียนขาวเหยียบเมฆาตัวหนึ่งสยายปีกสีขาวบริสุทธิ์ ฝ่าชั้นหมอกหนาและร่อนลงสู่หุบเขาแห่งหนึ่ง
จากนั้นซ่งกวนอินะโลงมาจากหลังกระเรียนขาวอย่างแ่เบา ในมือเรียวถือเข็มทิศโบราณสีสัมฤทธิ์เรือนหนึ่งที่ยามนี้เข็มบนหน้าปัดกำลังสั่นไหวเล็กน้อย และชี้ไปทางทิศทางหนึ่งภายในหุบเขา
ซ่งกวนอินเห็นดังนั้นก็พลันรู้สึกยินดียิ่งนัก
"น่าจะเป็ที่นี่!"
ทันใดนั้นนางก็ทะยานกายมุ่งตรงไปทางส่วนลึกของหุบเขา และไม่นานนักก็พบกับปากถ้ำขนาดใหญ่อันมืดมิด ตรงมุมหน้าผาหินของหุบเขาตามคาด
ภายในปากถ้ำไอคาวเืโชยมาตามลม แม้กลิ่นจะทำให้นางต้องขมวดคิ้ว ยากจะจินตนาการว่าในสถานที่โสโครกเช่นนี้จะมีโชคลาภอันใดซุกซ่อนอยู่ทว่าซ่งกวนอินก็ยังคงกัดฟันก้าวเดินเข้าไป
ทว่าหลังจากซ่งกวนอินเข้าไปได้ไม่นาน ชุยจ้านแห่งสำนักหวงจี๋ก็เดินออกมาจากหมอกควันเช่นกัน โดยในมือเขากำม้วนคัมภีร์ครึ่งท่อนไว้ ซึ่งบนนั้นเป็แผนที่ชำรุดผืนหนึ่ง
"ช่างน่าแค้นนัก! ยังคงมาช้าไปก้าวหนึ่ง" ชุยจ้านสบถด่าคำหนึ่ง แต่ก็ยังคงไล่ตามเข้าไป
ขณะเดียวกันในป่าทึบห่างจากหุบเขาแห่งนี้ไม่ไกล หลิงเทียนกำลังทะยานร่างอย่างต่อเนื่อง ใน่เวลาสามวันนี้เขาได้สังหารสัตว์อสูรไปมากมาย ในนั้นมีระดับสามอยู่ไม่น้อย ระดับบำเพ็ญเพียรของเขาในยามนี้จึงใกล้เคียงขั้นหลอมปราณระดับแปดแล้ว
เมื่อกอบกุมโครงกระบี่ภายใต้เพลงกระบี่สายฟ้าเก้าชั้น ขอเพียงไม่เจอกับสัตว์อสูรที่มีพลังการต่อสู้เกินกว่าระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง เขาก็สามารถรับมือได้อย่างง่ายดาย ส่วนของที่เก็บเกี่ยวได้ ย่อมมีไม่น้อยเช่นกัน
เหลือเวลาอีกเพียงชั่วจิบชา เขาก็จะไปถึงสถานที่ประหลาดที่เห็นจากการพิเคราะห์ปราณก่อนหน้านี้แล้ว ในใจของหลิงเทียนจึงอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นขึ้นมาเบา ๆ
"หืม!?"
ทว่าในเวลานั้นเอง จิตััของหลิงเทียนพลันสั่นสะท้าน เนตรดาราพลันสว่างวาบขึ้น และพบว่าที่ป่าทึบไม่ไกลออกไป มีประกายแสงสีครามกระพือม้วนตัวอยู่เหนือป่าทึบ นั่นคือประกายแสงแห่งสมบัติ!
มิเพียงเท่านั้น จิตััของหลิงเทียนยังััได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยสายหนึ่งในบริเวณรอบ ๆ
เหยาอี้แห่งสำนักเฉียนหยวน!?
หลิงเทียนที่กำลังทะยานกายอยู่ลังเลเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังเสาแสงนั้น
ไม่นานนัก หลิงเทียนก็ยืนอยู่บนยอดไม้โบราณ โดยอาศัยความมืดมิดยามราตรีก้มมองลงไปด้านล่าง ทว่าในวินาทีต่อมาหัวใจของเขากลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง
ในสายตาเขาเห็นแอ่งน้ำเย็นแห่งหนึ่งในป่าทึบกำลังเปล่งประกายสีครามดุจน้ำแข็ง บนผิวน้ำยังมีไอหมอกห้าสีลอยปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง นี่ถึงกับเป็น้ำพุปราณระดับต่ำ!
สิ่งที่เรียกว่าน้ำพุปราณ คือการที่ปราณฟ้าดินมารวมตัวกันจนกลายเป็ของเหลว โดยภายในซุกซ่อนพลังปราณในการบำเพ็ญเพียรไว้อย่างมหาศาล
เมื่อเทียบกับศิลาิญญาและโอสถ พลังปราณในน้ำพุปราณจะบริสุทธิ์และนุ่มนวลกว่ามาก ผู้ฝึกตนสามารถหลอมรวมได้ง่าย ทำให้ระดับบำเพ็ญเพียรพุ่งทะยานขึ้นจึงอาจกล่าวได้ว่าน้ำพุปราณคือสมบัติวิเศษที่เพียงพอจะทำให้ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานบ้าคลั่ง
แม้ของเบื้องหน้านี้จะยังไม่ก่อตัวสมบูรณ์ แต่หากประเมินมูลค่าอย่างระมัดระวังก็ยังคงอยู่เหนือห้าร้อยศิลาิญญา ซึ่งสำหรับศิษย์สายนอกแล้ว ต่อให้ตนเองไม่ได้ใช้ก็นำไปขายแลกเป็เงินทองก้อนโตได้
ทว่าหลิงเทียนมิใช่คนแรกที่พบน้ำพุปราณนี้ อีกฝั่งหนึ่งของน้ำพุปราณ เหยาอี้ ศิษย์สายนอกแห่งสำนักเฉียนหยวนกำขวานศึกไว้ในมือ แม้ทั่วร่างจะชุ่มไปด้วยเื แต่สายตาของเขากลับยังคงทรหด จ้องมองฝ่ายตรงข้ามตาไม่กระพริบ
ขณะนี้รอบกายของเหยาอี้ ศิษย์สายนอกสำนักหวงจี๋ห้าคนกำลังยิ้มเหี้ยมเกรียมก้าวเข้ามา ปิดล้อมเขาไว้กลาย ๆ
"คิดไม่ถึงเลยว่าศิษย์สำนักเฉียนหยวนอย่างเ้าจะสู้เก่งไม่เบา แต่สู้เก่งแล้วมีประโยชน์อันใด เ้าก็ยังต้องตายอยู่ดี!"
"แม้เ้าจะเป็คนพบน้ำพุปราณนี้ก่อน แต่ในเมื่อพวกข้าเห็นแล้วก็ย่อมเป็ของพวกข้า"
"ยามนี้ก้มหัวคุกเข่าอ้อนวอนเสีย พวกข้าอาจจะปรานีเหลือศพสมบูรณ์ไว้ให้เ้า มิฉะนั้นจะทำให้เ้าอยากอยู่ไม่อาจอยู่ อยากตายไม่อาจตาย!"
ศิษย์สายนอกสำนักหวงจี๋หลายคนนี้ระดับบำเพ็ญเพียรล้วนอยู่เหนือขั้นหลอมปราณระดับเก้าขึ้นไปทั้งสิ้น
ทว่าหลังจากเข้าปะทะเข่นฆ่ากันรอบหนึ่งเมื่อครู่ พวกเขากลับพบว่าเหยาอี้ผู้นี้ราวกับไม่กลัวตาย ดุดันยิ่งนัก กระทั่งฝั่งตนยังมีคนได้รับาเ็
"เหอะ ๆ อ้อนวอนหรือ? พวกเศษเดนสำนักหวงจี๋อย่างพวกเ้าคู่ควรด้วยหรือ?"
เหยาอี้กลับแค่นยิ้มเย็น ค่อย ๆ ยกขวานศึกในมือขึ้น แม้ยามนี้เขาจะหมดแรงแล้ว แต่จิติญญาแห่งการต่อสู้ในใจกลับยังคงฮึกเหิม!
"ไม่ข้าตายก็พวกเ้าตาย!"
จิติญญาการต่อสู้พุ่งเสียดฟ้า ทำเอาเหล่าศิษย์สำนักหวงจี๋อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านในใจ คิดไม่ถึงเลยว่าสำนักเฉียนหยวนจะมีคนโเี้ถึงเพียงนี้
"ดื้อด้าน ไม่รู้ความ!"
"ในเมื่อเป็เช่นนี้พวกข้าก็จะส่งเ้าลงนรกไปเสีย!"
ทว่าน้ำพุปราณอยู่เบื้องหน้า เพียงพอให้พวกเขายอมแลกด้วยราคามหาศาลเพื่อแย่งชิงมา
วูบ! วูบ!
ชั่วครู่เดียวศาสตราวุธในมือของเหล่าศิษย์สำนักหวงจี๋พลันสั่นะเื เงาร่างิญญายุทธ์ทยอยกันลอยตระหง่านขึ้นด้านหลัง กลิ่นอายอันน่าพรั่นพรึงกดทับจนเหยาอี้จะหายใจยังกลายเป็เื่ยากลำบาก
สู้หนึ่งต่อห้า เขาไม่มีโอกาสชนะเลยสักนิด
นับประสาอะไรกับที่ยามนี้ภายในร่างของเหยาอี้ไม่มีพลังเหลืออยู่อีกแล้ว กระทั่งอัญเชิญิญญายุทธ์ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
"ข้าจะสู้ตายกับพวกเ้า!"
เหยาอี้กุมขวานด้วยสองมือ เตรียมตัวแลกชีวิตเป็ตาย
ทว่าในเวลานั้นเองมือใหญ่ข้างหนึ่งพลันตกลงบนไหล่ของเขา ฝ่ามือที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำเอาเหยาอี้เย็นวาบไปถึงแผ่นหลังทันใด หากนี่มิใช่ฝ่ามือแต่เป็คมอาวุธ เขายามนี้คงตายไปแล้ว
ทว่ามือใหญ่นั้นเพียงออกแรงกดเบา ๆ เพื่อกดขวานศึกในมือเขาลง
"ข้าจัดการเอง!"