ในสมัยเด็กทุกคน ๆ อาจจะได้รับการสั่งสอนจากครอบครัวว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน
แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น ก็จะรู้ได้อย่างชัดเจนว่านั้นมันโกหกทั้งเพ
ทุกคน ๆ ล้วนมีคุณค่าแตกต่างกัน ซึ่งมันก็ถูกวัดั้แ่ลืมตาดูโลก ทรัพย์สิน เงินทอง หน้าตา และ พร์ ซึ่งถือเป็สิ่งสำคัญที่สุด เพราะถ้ามีมันการจะดิ้นร้นจนสามารถยกระดับคุณค่าของตัวเองก็ไม่ได้ยากอะไรนัก
มายกตัวอย่างกันดูดีกว่า เกี่ยวกับความอยุติธรรมระหว่างผู้มีพร์กับผู้ที่ไม่มี
สมมุติว่าคุณเป็คนธรรมดาที่กำลังเดินขึ้นบนบันได คุณจะสามารถเดินขึ้นไปได้แค่ทีละขั้น และ มันก็ช้าเอามาก ๆ กว่าจะถึงชั้นต่อไป
หากแต่ถ้าคุณเป็ผู้มีพร์ คุณสามารถะโก้าวข้ามไปได้หลายขั้น ถึงจุดหมายได้เร็วกว่าพวก
ฝัน หรือ นาย พิศิษฐ์ แสงประดิษฐ์ เด็กหนุ่มอายุ 18 ... กำลังทำสีหน้าอมทุกข์ถือใบประกาศผลคะแนนสอบกลางภาคกลับบ้าน คอตกอย่างคนหมดอาลัยตายยาก อดสู่ต่อตัวเลขที่แสดงบนแผ่นกระดาษสีขาว ขณะเดินข้ามสะพานลอย
เขาเป็ผู้ไร้พร์
ชนชั้นล่างสุดของมนุษย์และหาได้มีคุณค่าใดอยู่ในตัว
ครั้งหนึ่งเขาเคยฝันอยากเป็อะไรมากมาย ประกอบอาชีพดีอย่างภาคภูมิใจ
อยากเป็ตำรวจ...อยากเป็ทหาร...นักว่ายน้ำ..นักร้อง...นักดนตรี...นักวาดการ์ตูน
กระนั้นไม่ใช่แค่ไม่มีพร์ โชคชะตาก็ไม่เข้าข้างสักนิด
ไม่ว่าจะทำอะไร... ก็ไม่ดีขึ้นสักนิด...พยายามแรมวันแรมคืน....สละหยาดเหงื่อ..และแรงกายทั้งหมดที่มี ฝืนตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน พร้อมกับความหวังที่จะมีทักษะอันภาคภูมิใจ
แต่ทุกอย่างก็ล้มเหลว...
เขาไม่อยากเป็ตำรวจกับทหาร...หลังจากได้เห็นความเป็จริงที่อาชีพของผู้ผดุงความยุติธรรมกับแปดเปื้อนด้วยความไม่ชอบธรรม สินบน...การโกงกิน.... ยัดข้อหา...การใช้ความรุนแรงกับประชาชนบริสุทธิ์
เขาเคยเรียนว่ายน้ำอย่างบ้าคลั่ง จน่ประถมก็คว้าอันดับหนึ่งของการแข่งกีฬาระหว่างโรงเรียนมาได้อย่างภาคภูมิใจ ทว่าไม่นานเขาก็มีอากาศแพ้คลอรีนอย่างรุนแรง ทำให้ต้องเลิกว่ายน้ำไปในที่สุด
เขาเคยอยากเป็นักร้อง...นักดนตรี แต่ไม่ว่าจะเรียนมากแค่ไหน ทักษะด้านดนตรีก็ไม่ก้าวหน้าขึ้นสักนิดอยู่หลายปีจนถอดใจ
สุดท้ายคือนักวาดการ์ตูน...เขาชื่นชอบหนังสือการ์ตูนของญี่ปุ่นทำให้เขา แต่ตลอดหลายปีที่ฝึกมา ฝีมือแทบไม่กระเดื้อง สอบเข้าโรงเรียนสายศิลป์ก็ไม่ติด วาดก็แย่ ลงสีก็หนักเข้าไปอีก
ยังไม่นับอีกหลายเื่ที่เขาทำแล้วล้มเหลว
ไม่ว่าจะอะไร สุดท้ายเขาก็ทำไม่สำเร็จ เพราะไร้พร์ ไม่งั้นฟ้าก็จะหาทางมาขัดขวางจนเขาไม่สามารถไปต่อได้ เคยสวดภาวนาต่อฟ้าดิน ได้โปรดช่วยมอบจุดหมายในชีวิตหรืออะไรสักอย่างที่เขาจะทำได้ดีให้ที จบลงทีเขาตัดสินใจเลิกเชื่อเื่ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติ เพราะไม่ว่าจะเฝ้าขออธิฐานจากใจจริงแค่ไหนก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แม้แต่ครอบครัวก็สิ้นหวังและถอดใจว่าตัวเขาจะประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างในชีวิต และ หันไปดูแลเอาใจใส่น้องชายที่อายุน้อยกว่าสองปี กับ น้องสาวที่ปัจจุบันมีอายุ 12 ปี หวังว่าลูกสองคนที่เหลือจะโตมาดูแลพวกเขายามแก่ได้แทนพี่ชายผู้ล้มเหลว
ฝันนั้นสมเพศตัวเอง และรู้สึกอยากตายไปให้พ้นกับชีวิตที่ดูไร้แสงแห่งความหวังนี้
ถ้าเทพหรือพระเ้ามีจริงเขานั้นอยากต่อย บรรดาตัวตนที่มีพลังพอกำหนดฟ้าดินและความเป็ไปสักหน โทษฐานที่สร้างเขาให้เป็แบบนี้
ตัวเลขเกรด 2 ปรากฏอยู่บนกระดาษ ไม่ว่าจะแหกขี้ตาโต้รุ่ง อ่านหนังสือพันเล่ม ไม่หลับไม่นอนแค่ไหน ผลการเรียนก็ไม่เคยดีขึ้นสักนิด
น่าสิ้นหวังเหลือเกิน.....
‘ ตาย ๆ ไปซะดีไหมเนี่ยเรานะ ? ‘
นัยต์ตาของเขาจับจ้องไปที่รถยนต์ที่วิ่งไปมาบนถนนใต้ล่างหากะโลงไปจากตรงนี้ต่อให้ไม่ตายจากตกจากที่สูงก็จะถูกพาหนะยอดนิยมของชาวโลกชนจนเสียชีวิตอยู่ดี บ้างทีอาจจะได้ไปเกิดใหม่มีชีวิตที่ดีกว่านี้
น่าเสียดายที่ เขาแค่คิดเล่น ๆ
ฝันถอนหายใจเฮือกใหญ่ กลับบ้านไปหลังจากนี้ ก็คงเจอสายตาของพ่อกับแม่ที่เ็าและเลิกคาดหวังในตัวเขาไปโดยสมบูรณ์ โยนกระดาษในมือทิ้งลงถังขยะ ไม่คิดจะชายตามอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาเป็ยังไง บ้างครั้งก็ไม่เห็นฝันอยู่ในสายตา หรือ ลืมว่ามีลูกคนนี้ไปด้วยซ้ำ หันไปทำสีหน้าดีใจ กล่าวชมน้อง ๆ ที่คงเอาใบเกรดเลขสวย ๆ มามอบให้ เมินลูกชายคนโตที่ไร้ประโยชน์ไปตามปกติ
คิดแล้วก็ไม่อยากกลับ
แต่ว่ายังหรอก
ฝันยังไม่ยอมแพ้
สักวัน... เขาจะหาสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี และ พิสูจน์ให้ครอบครัว...ไม่สิโลกนี้รู้ว่าคนอย่างเขาก็มีดีสักอย่างเหมือนกัน นั้นคือปนิธานในใจของผู้ไร้พร์คนหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะต่อให้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน เขาก็จะคว้านหา พร์ของตนให้จงได้
ฝันจมปรักอยู่กับห้วงแห่งความคิด จนกระทั้งมีเสียงหนึ่งร้องทักเขาขึ้น
“ นายนะ...... พิศิษฐ์ แสงประดิษฐ์สินะ“
เสียงหวานหนึ่งเรียกชื่อของเขามาจากด้านหน้า พอเงยหน้าขึ้นมามองสิ่งที่เห็นก็คือร่างบางของเด็กสาวสวมเสื้อนักเรียนสีขาวผูกเนคไทสีน้ำเงินเข้ม และใส่กระโปรงยาวสีกรมท่า ด้านหลังสะพายกระเป๋ากีตาร์ เป็สาวน้อยน่ารัก ผิวสีขาวอมชมพู ดวงหน้าได้รูป ริมฝีปากสีชมพูอ่อนตามธรรมชาติที่ดูจิ้มลิ้มน่ารัก ตัวบาง หุ่นทรงสามเหลี่ยม ไว้ผมหางม้าสีดำ กำลังใช้ั์ตาสีเขียวมรกตจ้องมาที่เขาอยู่
ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็เป็สาวน้อยน่ารักขนาดเป็ไอดอลมีชื่อได้สบาย
“ เธอคือ ? “
ฝนขมวดคิ้ว ในความทรงจำเขาจำไม่ได้เลยว่าเคยเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้มาก่อน อย่างน้อยเสื่อที่ใส่ก็ไม่ใช่โรงเรียนเดียวกันนั้นทำให้เขารู้สึกแปลกมาก ที่อีกฝ่ายรู้ชื่อจริงของพวกไร้ค่าเช่นเขา
“ อะแฮ่ม “
สาวปริศนายกมือขวาป้องปาก ไออะแฮ่มออกมา จึงกล่าวแนะนำตัว
“ สวัสดีค่ะ ชื่อ เดือนแก้ว ยามาซากิ เป็ลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นค่ะ ชื่อเล่นคือ สึกิ ที่แปลว่าพระจันทร์ในภาษาญี่ปุ่น “ ใบหน้าของเด็กหนุ่มเผยความสงสัย ต่อจุดมุ่งหมายการกระทำของสาวน้อยแปลกหน้า ว่ามาเขาเพื่ออะไรกัน หากแต่ประโยคต่อมาก็ทำให้เขาเบิกตาโต ทึ่งกับสิ่งที่ได้ยิน
“ คุณนะอยากมีพร์สินะคะ “
“ คุณ..... รู้ได้ยังไงครับ ? “
พอเห็นท่าทางของคู่สนทนา สึกิก็ยิ้มกว้างและกล่าวออกมาด้วยท่าทางมีความสุข
“ ยินดีด้วยค่ะ ฉันเป็คนของ บังลังแห่งวีรชน มาที่นี่เพื่อปลุกพร์ที่หลับใหลอยู่ในตัวคุณ “ คำพูดของเด็กสาวทำให้ ฝันหย่นคิ้วต่อ และ อดคิดไม่ได้ว่านี้มันเป็การกลั่นแกล้งอะไรสักอย่างรึเปล่า ?
“ ดูท่าแล้ว...คุณคงจะสงสัยสินะ.... ถ้าอย่างนั้น ฉันขอแค่คำตอบเดียวค่ะ “
“ คำตอบ ? “
“ คุณฝัน คุณอาจจะไม่เชื่อเท่าไหร่ แต่ฉัน...ไม่สิเราสามารถทำให้คุณกลายเป็ผู้มีพร์สมใจได้... ซึ่งนั้นต้องผ่านข้อแลกเปลี่ยนอย่างหนึ่ง “ เธอหรี่ตาลงจ้องมองมาที่ร่างสูง ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“ คุณจะต้องมารับใช้ าา แห่งเรา “
“ ….. “
“ เอาล่ะ ทีนี่ คุณยังอยากจะเป็ผู้มีพร์รึเปล่า ? “
ราวกับห้วงเวลารอบตัว ๆ เคลื่อนที่ช้า ลงสมองน้อยเร่งการทำงานคิดไตร่ตรองต่อข้อเสนอที่เย้ายวนใจ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็การอำกันเล่น ๆ เพราะยังไงเขาก็ไม่เชื่อในเื่เหนือธรรมชาติ หากแต่ความ้าที่ซ่อนอยู่ลึกในใจก็เขาควบคุมการกระทำของร่างกาย ฝันเลยเอ่ยประโยคสั้น ๆ ออกมา
“ ผมตกลงครับ “
“ ถ้านั้นก็ยินดีต้อนรับสู่ บังลังแห่งวีรชนค่ะ “
สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นคือรอยยิ้มดีใจของหญิงแปลกหน้าต่อการตอบรับคำเชิญชวนของนักเรียนมัธยมปลายปีที่ 6 และแสงสว่างสีขาวทองที่พุ่งมาจากตรงพื้นที่เขายืนอยู่เป็รูปวงกลม
ในวันนั้น ฝันไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เลือก จะทำให้ชีวิตธรรมดา ๆ ของเขาถูกพังเละจนไม่มีชิ้นดี