บทที่ 22 ฮองเฮาโปรดช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ
งิ้วบนเวทีมาถึงฉากที่ทำให้คนต้องะเืใจ
ตู้อิงหล่างถูกคุณชายบ้านรวยอัดจนหน้าบวมปูดนอนแผ่หราบนเวที ร่ำร้องด้วยความโศกสลดว่า
“สายลมวสันต์ไม่อาจรำเพยพัดถึงวังใน ยามหลับฝันมิอาจพบยอดดวงใจ ท่านดูกำไลหยกขาวที่แหลกลาญ ดูยวนยางหงอยหลับอย่างโดดเดี่ยวเหนือน้ำหนาว กำไลของข้าเอย ซุ่ยเหนียงคนดีของข้า ใครเลยจะล่วงรู้ว่าหัวใจข้าแหลกสลาย กายผ่ายผอมเพราะความตรอมตรม”
ผู้ฟังปวดร้าว ผู้ชมหลั่งน้ำตา เสียงโห่ร้องชมเชยดังก้องไม่ขาดสาย
กู้อวี้โยนเงินไปบนเวทีตามคนหมู่มาก
เมื่ออุปรากรจบลง ผู้ชมก็แแยกย้าย
เซียวเหยาอ๋องเชื้อเชิญกู้อวี้ขึ้นรถม้าอาสาไปส่งที่จวน นางปฏิเสธโดยอ้างว่าอยู่คนละทาง
เขาไม่ได้รบเร้า เพียงขึ้นรถม้าจากไป
กู้อวี้มองตามหลัง ฉับพลันนั้นก็รู้สึกว่าลมหายใจติดขัด
หญิงสาวจะไม่เข้าใจงิ้วเื่นี้ได้อย่างไร? นางเป็คนเขียนเื่ราวนี้เองกับมือแล้วส่งไปให้คณะงิ้วหลีหยวนที่มีชื่อที่สุดในเมืองหลวงเพื่อทำการแสดง ทั้งยังแก้ไขบทร้องบางท่อนเพื่อให้ซาบซึ้งตรึงใจกว่าเดิม
‘ห้วงฝันยวนยาง’ เริ่มแสดงครั้งแรกก็โด่งดังไปทั่วเมืองหลวง ทำให้สตรีชั้นสูงทุก่วัยต้องเสียน้ำตามานับไม่ถ้วน
วันนี้เป็วันเกิดของเจียงไท่เฟยที่พำนักอยู่ในวังหลัง เจียงไท่เฟยโปรดปรานงิ้ว ฝ่าาทรงเคารพไท่เฟยที่ไม่เคยสร้างปัญหาให้ผู้นี้ จึงมีรับสั่งเรียกคณะงิ้วหลีหยวนเข้าวังเพื่อแสดงงิ้วให้เจียงไท่เฟยรับชม ทั้งยังตรัสว่า่เย็นจะเสด็จมาอวยพรวันเกิดให้เจียงไท่เฟยด้วยตนเอง
กู้อวี้จิตใจหนักอึ้ง งิ้วเื่นี้เป็ ‘ของขวัญ’ ที่นางตั้งใจส่งให้โจวเป่าหลินโดยเฉพาะ
กล่าวถึงที่สุดแล้ว นางก็เป็คนประเภทที่มีแค้นต้องชำระ พี่สาวอยู่ในวังหลวงก็เหมือนกับเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ นางไม่อาจปล่อยให้พี่สาวเสี่ยงอันตราย
นางไม่เอ่ยถึงเื่ยาพิษคราวนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าลืมไปแล้ว ยามนั้นสถานการณ์คับขันอันตรายอย่างแท้จริง หากเดินพลาดไปเพียงก้าวเดียว ทั้งจวนเจิ้นกั๋วกงคงต้องร่วงสู่หุบเหวลึกไม่อาจกอบกู้ได้อีกตลอดกาล
ตอนนี้นางยังไม่อาจแตะต้องคนที่อยู่เื้ัโจวเป่าหลิน แต่ในเมื่อโจวเป่าหลินกล้ารับบทนางนกต่อก็ต้องแบกรับผลที่ตามมาให้ได้
ั้แ่วางอุบายจนถึงขั้นตอนลงมือ นางเข้าใจว่าตนเองรอบคอบมากแล้ว คิดไม่ถึงว่าในนั้นยังมีช่องโหว่ให้เซียวเหยาอ๋องมองออกจนได้
ทว่าเขามองออกแต่กลับไม่เปิดโปง ปล่อยให้นางดำเนินการตามแผน
คนผู้นี้คิดอะไรอยู่กันแน่…
…
ตะวันลับฟ้าทิศประจิม ตำหนักโซ่วอันของเจียงไท่เฟยค่อยเริ่มครึกครื้นขึ้นมา
เจียงไท่เฟยนั่งอยู่บนตำแหน่งประธานประดุจเทพแห่งอายุวัฒนะ รับการประจบเอาใจจากบรรดาสนมรุ่นเยาว์ทั้งหลาย สนมของอดีตฮ่องเต้มีจำนวนไม่น้อย แต่นอกจากนางแล้วก็ไม่มีใครพบจุดจบที่ดี
กระทั่งพระมารดาเลี้ยงของฮ่องเต้ ซึ่งเป็ไทเฮาองค์ปัจจุบันก็ยังถูกฝ่าาส่งไปบำเพ็ญภาวนาเพื่ออดีตฮ่องเต้ที่เขาอู่ไถซานเพราะการตของฮองเฮาเสี้ยวิ่
นางสามารถรอดพ้นจากสตรีที่โเี้เ่าั้มาได้ นอกจากโชคดีแล้ว ก็ย่อมเป็เพราะสติปัญญาของนางเองด้วย
วังหลังของอดีตฮ่องเต้เหลือเจียงไท่เฟยเพียงคนเดียว ฝ่าาทรงยินดียกย่องเทิดทูนนางเพื่อแสดงออกถึงความกตัญญู
“งิ้วพวกนี้ดูไปดูมาก็อีหรอบเดิม คณะงิ้วหลีหยวนตกต่ำลงทุกวัน ไม่มีอะไรใหม่ ๆ บ้างเลย”
เจียงไท่เฟยพลิกแผ่นพับรายการงิ้วในมือ “ ‘ซุนหงอคงบุกตำหนัก์’ ‘เทพธิดาหมัวกูประทานพร’ ‘แปดเซียนข้ามสมุทร’ ‘หงส์คืนรัง’ พวกนี้ก็เหมือนเดิมทุกปี น่าเบื่อยิ่ง”
กู้กุ้ยเฟยนั่งขนาบข้างเจียงไท่เฟยคู่กับฮองเฮา เป็ฝ่ายพูดขึ้นมาว่า “่นี้งิ้วเื่ใหม่ ‘ห้วงฝันยวนยาง’ กำลังได้รับความนิยมในเมืองหลวง ไท่เฟยลองชมเื่นี้ก็ดีนะเพคะ”
เจียงไท่เฟยมีท่าทีสนอกสนใจ “งิ้วเื่ใหม่? เป็เื่ราวอย่างไรหรือ?”
ผู้ฟังเอียงคอยิ้มตอบ “ถ้าเล่าออกมาก็ไม่น่าสนใจแล้วน่ะสิเพคะ แต่เป็เื่ที่สนุกมากเื่หนึ่งแน่นอน”
เมื่อ ‘เทพธิดาหมัวกูประทานพร’ บนเวทีแสดงจบ ฮ่องเต้ก็เสด็จมาถึง หลังมอบของขวัญอวยพรแล้วก็ทรงนั่งประจำที่
“โชคดีที่เรามาทันมอบของขวัญอวยพรวันเกิดให้เจียงไท่เฟย”
“ฝ่าามีราชกิจมากมาย ให้ฝูไห่มาส่งแทนก็พอแล้ว” เจียงไท่เฟยยิ้มกว้างจนแลดูคล้ายพระสังกัจจายน์โพธิสัตว์*[1]
บรรดาสนมจึงทยอยมอบของขวัญอวยพรตามมา เมื่อมาถึงรอบโจวเป่าหลิน นางมอบภาพเขียนอักษรอายุยืนพลางกล่าวว่า “หม่อมฉันเลียนแบบลายพระหัตถ์ของฝ่าา เขียนตัวอักษรโซ่ว(อายุยืน) ลงไปทีละตัวเพคะ อาจไม่ล้ำค่าหายากเท่าของขวัญอวยพรของพี่สาวทั้งหลาย หวังว่าไท่เฟยจะไม่รังเกียจ”
เจียงไท่เฟยมองออกว่านางใช้ประโยชน์จากวันเกิดของตนเองเพื่อประจบฮ่องเต้ ลูกไม้เหล่านี้นางเห็นมานักต่อนักแล้วจึงไม่รู้สึกโกรธ เพียงชมเชยนางว่า “เ้ามีน้ำใจแล้ว”
ไท่เฟยอายุมากแล้ว สายตาไม่ใคร่จะดีนัก เหลือบเห็นแสงวิบวับบนศีรษะโจวเป่าหลินภายใต้แสงจากเปลวเทียน จึงถามขึ้นมาว่า “บนศีรษะของเป่าหลินนั่นคือสิ่งใดรึ?”
โจวเป่าหลินราวกับไก่ชนที่สู้ชนะก็ไม่ปาน อวดอ้างอย่างอดใจไม่ไหวว่า “นี่คือปิ่นหลิวหลีที่ฝ่าาตกรางวัลให้เพคะ”
กล่าวพลางเหลือบมองกู้กุ้ยเฟย เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าเฉยเมยก็รู้สึกได้ใจ
หลายวันก่อนกุ้ยเฟยกำนัลปิ่นหลิวหลีให้นางสนมตัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งได้ปรนนิบัติฮ่องเต้ สตรีที่สายตาตื้นแคบเ่าั้ก็เอาแต่ปักปิ่นทุกวันเพื่อแสดงออกว่าได้รับความโปรดปราน นางจึงร้องขอจากฝ่าาหลังได้ปรนนิบัติบนแท่นบรรทม
สิ่งของที่ฝ่าาพระราชทานให้ย่อมงดงามหรูหรากว่าของพวกนางมากมายนัก กอปรกับนางยังอ่อนเยาว์ เมื่อประดับปิ่นไว้บนศีรษะเช่นนี้ก็ยิ่งงดงามเฉิดฉาย
“โจวเป่าหลินอายุยังน้อย ปักปิ่นเช่นนี้แล้วงามนัก” เจียงไท่เฟยกล่าวชม
สวีฮองเฮาย่นคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงเหลือบมองกู้กุ้ยเฟยแวบหนึ่ง ข่มความไม่สบายใจลงไป แล้วกล่าวต่อโจวเป่าหลินว่า “รีบไปนั่งลงเถอะ งิ้วจะเริ่มแสดงแล้ว”
นักแสดงงิ้วของคณะหลีหยวนเริ่มการแสดง ตู้อิงหล่างบนเวทีกล่าวว่า “ข้าน้อยเป็ชาวเมืองเจ้อโจว มาตามหาคู่หมั้นที่เมืองหลวง”
กู้กุ้ยเฟยปรารภขึ้นเหมือนไม่ตั้งใจ “ข้าจำได้ว่าโจวเป่าหลินก็มาจากเจ้อโจวเหมือนกัน บังเอิญจริง ๆ”
เมื่องิ้วแสดงต่อไป เค้าโครงเื่ราวก็เปิดเผยออกมา
โจวเป่าหลินััได้ถึงความผิดปกติมากขึ้นตามลำดับ งิ้วเื่นี้มันอะไรกัน นางรีบมองไปทางฮ่องเต้ ฮ่องเต้มีสีพระพักตร์เ็า ทอดพระเนตรงิ้วบนเวทีอย่างจดจ่อ
ขณะนั้นเอง กู้กุ้ยเฟยทอดถอนใจออกมา “ช่างเป็คู่ยวนยางที่น่าเวทนานัก”
สวีฮองเฮาสังเกตเห็นโจวเป่าหลินหน้าซีดเผือด ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ความไม่สบายใจพลันแตะถึงจุดสูงสุด “วาระมงคลเช่นนี้ ไม่ควรเลือกงิ้วเื่นี้เลยจริง ๆ ทำให้ไท่เฟยต้องะเืใจแล้ว บอกให้หยุดแสดงเถอะ”
เจียงไท่เฟยใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหางตา กล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก นานแล้วที่ไม่ได้ดูงิ้วที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ตั้งใจดูต่อไปเถอะ”
สวีฮองเฮายิ้มอย่างฝืดฝืน จำต้องดูงิ้วต่อไป
โจวเป่าหลินหลั่งเหงื่อเย็นโซมกาย คนรอบข้างอาจไม่ทราบ แต่ฝ่าาทรงรู้ว่าชื่อสมัยเด็กของนางคือซุ่ยซุ่ย ตอนอยู่บนแท่นบรรทมก็เคยใช้เรียกหานางอย่างสนิทสนมมาก่อน
นี่ยังไม่ใช่จุดที่เลวร้ายที่สุด หนักที่สุดก็คือ หลายวันก่อนบิดาส่งข่าวมาบอกให้นางขอพระเมตตาจากฮ่องเต้แทนญาติผู้พี่ แม้นางจะไม่ชอบใจที่ญาติผู้พี่สร้างเื่เดือดร้อนให้ตนเอง แต่ก็ยังนำความไปฟ้องต่อฮ่องเต้โดยใส่สีตีไข่ลงไปด้วย
อาจคลาดเคลื่อนจากความจริงอยู่บ้าง แต่ก็สอดคล้องกับงิ้วบนเวทีอย่างน่าประหลาด
ทั้งซุ่ยเหนียง ตู้อิงหล่าง เห็นได้ชัดว่ากำลังสะท้อนภาพนางและจางเซี่ยงหรง
เวลานั้น ตู้อิงหล่างบนเวทีร้องถึงท่อนโศกที่โด่งดังท่อนนั้นพอดี “กำไลของข้าเอย ซุ่ยเหนียงคนดีของข้า…”
โจวเป่าหลินดึงปิ่นหลิวหลีบนศีรษะลงมาด้วยสองมือสั่นสะท้าน พลันแลเห็นแววตาที่ฝ่าามองมาทางนางเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง นางใเสียขวัญ สองขาอ่อนยวบ ปรารถนาจะคุกเข่าอธิบายต่อฮ่องเต้
ฮ่องเต้ชิงตรัสขึ้นมาว่า “เป็งิ้วที่ยอดเยี่ยมนัก โจวเป่าหลินตั้งใจนั่งดูดี ๆ เถอะ” น้ำเสียงเต็มไปด้วยแรงกดดัน
โจวเป่าหลินได้สติคืนมา คืนนี้เป็วันเกิดของเจียงไท่เฟย สนมทั้งหลายก็อยู่ที่นี่ หากนางโพล่งแก้ตัวขึ้นมาทั้งอย่างนี้ ไม่เพียงจะเป็การรบกวนงานวันเกิดของไท่เฟย แต่ก็ทำให้ใครต่อใครได้เห็นภาพที่น่าอับอายนี้ด้วยเช่นกัน
เนิ่นนานกว่างิ้วจะจบลง ฝ่าาตรัสขอตัวกับไท่เฟย “ลูกยังมีงานต้องไปจัดการต่อ คงต้องขอตัวก่อน”
กล่าวจบก็จากไปโดยไม่หันกลับมา
โจวเป่าหลินอยากตามไป แต่เจิ้งเหลียงเยวี่ยนกล่าวขึ้นมาว่า “โจวเป่าหลิน เ้าไม่ได้ยินหรือไรว่าฝ่าามีราชกิจต้องไปจัดการ ถึงจะอยาก่ชิงความโปรดปรานก็ควรดูกาลเทศะเสียบ้าง”
เท้าของโจวเป่าหลินชะงักอยู่กับที่ ฝืนกล่าวว่า “เหลียงเยวี่ยนเข้าใจผิดแล้ว ข้ายืนเพราะนั่งนานจนขาชาต่างหาก”
งิ้วที่เหลือนั้น โจวเป่าหลินชมดูอย่างไม่เข้าหูเลยสักนิด
จวบจนเจียงไท่เฟยง่วงงุน้ากลับตำหนักแล้ว บรรดาสนมถึงได้แยกย้าย
สวีฮองเฮาเห็นโจวเป่าหลินนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เสมือนิญญาหลุดลอยจากร่างจึงเดินเข้ามาหา
โจวเป่าหลินเห็นนางก็ราวกับคว้าฟางช่วยชีวิตเอาไว้ได้ กล่าวอย่างหวาดหวั่นลนลาน
“ฮองเฮาโปรดช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ”
[1] พระสังกัจจายน์โพธิสัตว์ (弥勒佛) เป็พระอรหันต์ในพุทธศาสนานิกายมหายาน มีลักษณะเด่นคือเป็พระรูปอ้วนพุงพลุ้ย หน้ายิ้มอิ่มเอิบ ดูใจดี