- 6 -
ผมถูกทิ้งไว้คนเดียว ในห้องอาหาร ของเรือนขุนนางในโลกที่ไม่รู้จัก
เอาล่ะ เอายังไงต่อดี?
อาศัยจังหวะนี้ฉวยสมบัติที่ดูจะมีราคาสักชิ้น แล้วหนีไปเลยดีมั้ย? ขโมยโจโคโบะขี่ออกไปท่องโลกกว้าง การได้มีชีวิตครั้งที่สองแล้วออกผจญภัยในโลกแฟนตาซีมันก็ดีอยู่หรอก
ผมคิดจะหนีอยู่เหมือนกัน แต่ทันทีที่เดินออกมาจากประตู เขาก็เห็นว่าด้านนอกมีลูกน้องของโชที่แต่งตัวคล้ายๆจอมเวทย์ประมาณสิบคนตั้งแถวอยู่ก็เลยเปลี่ยนใจ ผมถามทางไปห้องอาบน้ำจากพวกนั้นแทน
ระหว่างเดิน ผมคิดเื่โชด้วยความรู้สึกผิด
จะว่าไป เธออายุเท่าไหร่กัน ถ้าให้เดาน่าจะแค่ 16-17
ผมเคยมีคุณหนูอยู่คนหนึ่ง ตอนที่พบกันทีแรกเธอเรียนอยู่ ม.ปลาย ก็อายุประมาณโช แต่ผมไม่เคยแกล้งคุณหนูแบบนี้
โชมีบางสิ่งคล้ายกับคุณหนู พวกเธอเป็คนที่มีส่วนผสมระหว่างความเป็เด็ก กับความพยายามวางท่าเป็ผู้ที่มีวัยวุฒิแล้ว เธอยังอายุน้อยแต่ต้องมารับตำแหน่งราชครูซึ่งคอยสั่งสอนผู้คน โลกนี้มันยังไงกันนะถึงให้ตำแหน่งนี้กับเด็กสาว
เอาเถอะ อย่างน้อยก็พอรู้แล้วว่าจะรับมือยัยจิ้งจอกนี่ได้ยังไง
ผมคิดแบบนั้น
แต่เมื่อไปถึงห้องอาบน้ำ ผมก็พึ่งเข้าใจว่าโชไม่ได้ล้อเล่น
เพราะห้องอาบน้ำเป็ห้องที่ดูเหมือนซาวหน้ามากกว่า
คือเป็ห้องไม้ ที่มีอุปกรณ์ทุกอย่างครบ มีถังไม้ใหญ่ๆใช้แทนอ่างสำหรับแช่น้ำด้วย
ปัญหาคือไม่มีน้ำ
ผมมองดูทุกซอกทุกมุม แต่ไม่มีน้ำ จริงจัง
ความรู้สึกประมาณลิงที่ใช้ก็อกน้ำไม่เป็จริงๆ
ในโลกของเรา ในยุคกลาง คงจะต้องสั่งให้คนรับใช้ไปตักน้ำมาให้ แต่ถ้าเป็อย่างนั้น พวกคนรับใช้ของโช น่าจะเตรียมไว้ให้ไปแล้ว
เมื่อคิดว่าชนชั้นสูงทุกคนใช้เวทมนตร์ได้ ผมเดาออกอย่างเดียวคือ โชไม่ได้ล้อเล่น เพราะไพร่ใช้ห้องน้ำของเธอไม่ได้จริงๆ!
อารยธรรมเวทมนตร์นี่มัน...
ผมรู้สีกเหมือนตัวเองเป็คนยุคหินที่ใช้แก๊สไม่เป็
แต่ก่อนจะยอมแพ้นั่นเอง
ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
“ก๊อก ก๊อก”
ตอนแรกผมคิดว่าจะเป็โชที่มาเยาะเย้ยเขา
แต่ผู้ที่ปรากฏตัวคือเด็กสาวอีกหนึ่ง
ผมดำ ตาสีดำ ผิวสีน้ำผึ้ง สูงพอๆกับตัวผมในตอนนี้ น่าจะอายุน้อยกว่าโชสองสามปี เป็คนสวย สวมผ้าพันอก กางเกงขาสามส่วน และผ้าคลุมแบบมีฮูด ท้องแบนราบ เห็นสะดือ เรียกว่าหุ่นแบบนักกีฬาล่ะมั้ง ดูผอมๆแห้งๆ แต่เป็คนสวย
เธอโค้งให้ผม
ผมจำได้แล้วว่าเธอคือหนึ่งในหมู่ลูกน้องของโชที่ผมเห็นในเรือนตอนที่ตื่นขึ้นมานั่นเอง
ตอนที่ผมตื่นขึ้นมาเธอเป็คนเช็ดหน้าให้ผม
“ท่านคือท่านวินใช่มั้ยคะ” หญิงสาวถาม
เธอมองดูเขาอย่างพินิจ
“อ่า... ครับ” ผมตอบ
พอได้ยินแบบนั้นหญิงสาวคุกเข้าลง และหมอบแนบหัวลงกับพื้น
“ข้าคือคีย์ค่ะ เป็เครื่องเรือนของท่าน”
ผมไม่รู้ว่าระบบแปลภาษามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่มันทำงานคล้าย กูเกิลทรานสเลทที่ทำงานดีกว่าหน่อย
แต่บางครั้ง ถ้าคำไหนบริบทไม่เหมือนภาษาไทย มันจะแปลเป็คำไทยตรงๆ
ส่วนชื่อเฉพาะแบบ โช หรือ คีย์ จะแทนเสียงไปเลย
เครืองเรือน น่าจะเป็คำที่ไม่มีในภาษาไทย เลยแปลเป็เครื่องเรือนตรงๆ
“เครื่องเรือน?”
“ค่ะ ข้าเป็สมบัติของตระกูลจิ้งจอกสีทอง และท่านโชผู้เคยเป็เ้าของของข้า ได้มอบข้าให้ท่านผมแล้ว
เธอหมอบลงและแนบหัวลงกับพื้นห้องอาบน้ำ
“เดี๋ยวเงยหน้าขึ้นก่อน”
“น้อมรับคำสั่งคะ”
“เปล่าไม่ได้สั่ง... แต่อะไรนะเธอเป็คนรับใช้เหรอ?”
“มิได้ ข้ามิได้เป็คน เป็แค่เครื่องเรือนค่ะ”
“หมายความว่ายังไง ประมาณว่าถูกสร้างโดยเวทมนตร์ อย่างนั้นเหรอ”
“เปล่าค่ะ ไม่ได้มีชาติกำเนิดที่พิเศษดังนั้น เป็แค่เครื่องเรือนธรรมดา”
“หมายความว่าเธอมีพ่อแม่เป็คน?”
“ใช่ค่ะ ครั้งหนึ่งก็เคยมีพ่อแม่เป็คน แต่ชีวิตในฐานะมนุษย์จบลงแล้ว ตอนนี้ข้าเป็เครื่องเรือนของท่าน ไม่ต่างจากร้องเท้าของท่านค่ะ”
“เดี๋ยวนะ... ช่วยขยายได้มั้ยว่าชีวิตในฐานะมนุษย์มันจบลงตอนไหน”
“ตอนที่แพ้าล่ะมังคะ”
“นี่มันทาสเชลยนี่!”
ผมเกาหัวแกร่ก ๆ ด้วยความเหนื่อยใจ ขณะที่หญิงสาวที่ชื่อคีย์เอียงคอมองผมโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิดเดียว
“ไม่ใช่ทาสหรอกค่ะ ทาสนั้นฐานะสูงกว่าเครื่องเรือนขึ้นไป เพราะทาสนั้นจะไถ่ถอนตนเองเป็ไพร่ได้ แต่ข้าเป็เพียงแค่สิ่งของเท่านั้น ทาสถูกตรวนไว้ด้วยโซ่และพันธะของกฎหมาย แต่เครื่องเรือนจะสิ้นสภาพมนุษย์และถูกตรวนไว้ด้วยมนตรา”
เดี๋ยว! นี่มันระบบอะไร
หมายความว่าทาสเป็มนุษย์ ที่ต่ำกว่าไพร่ ส่วนทาสเชลยเป็ “เครื่องเรือน” ที่ต่ำกว่าทาสอีกที?
“ไม่ๆๆๆๆ ไม่มีทาง นี่มันเกินไปแล้วไม่มีทางยอมรับเื่แบบนี้เด็ดขนาด”
“หมายความว่าท่านไม่รับข้าเป็เครื่องเรือนเหรอคะ”
“ใช่”
เธอพยักหน้า “เข้าใจแล้วค่ะ ข้าคงไม่คู่ควรพอที่จะเป็สมบัติของท่าน”
“ไม่ใช่แบบนั้น”
“แล้ว?”
“หมายความว่าผมไม่ยอมรับระบบเครื่องเรือน”
“อาห์ ใช่แล้วค่ะ เครื่องเื่อย่างชั้นควรจะหายไปจากโลก แค่อยู่ต่อหน้าท่านก็ทำให้ท่านอึดอัดจนรับไม่ได้แล้ว”
โอย วันนี้ผมพึ่งโดนยิงตาย ตื่นมาในโลกที่ไม่รู้จัก สู้กับพวกคนใส่ผ้าคลุม นอกจากจะต้องเหนื่อยเถียงกับยัยจิ้งจอกขุนนาง แล้วยังต้องเถียงกับยัยแพะทาสนี่อีกเหรอ
“... เออ ก็ได้ จะทำอะไรก็ทำเถอะ”
“งั้นจะเริ่มทำพิธีเลยนะคะ” คีย์บอก
“พิธี?”
“เป็การสาบานว่าจากนี้ไปข้าคือเครื่องเรือนของท่านค่ะ”
“สาบานที่ว่าคงไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็เวทมนตร์เหรอ”
“ค่ะ”
“แปลว่าเธอใช้เวทมนตร์ได้?”
“ใช่ค่ะ”
“งั้นทำไมเธอถึงไม่ใช่ชนชั้นขุนนาง?”
“ข้าเคยมีสายเืของขุนนาง แต่สละสภาพนั้นไป และกลายมาเป็เครื่องเรือน”
“ผลของพิธีสาบานคืออะไรบ้าง?”
“ข้าต้องทำตามคำสั่งของท่านทุกอย่าง หากท่าน้าให้ข้าเ็ป ข้าจะเ็ปแสนสาหัส หากท่าน้าให้ข้าตาย ข้าจะตายทันที”
เท่ากับว่าเครื่องเรือนจะเป็หรือตาย อยู่ในมือของนาย
“แต่เดี๋ยว... ถ้ามีเวทมนตร์ที่สะดวกแบบนี้ เที่ยวไปไล่สาปชาวบ้านให้เป็เครื่องเรือนของตัวเอง แล้วจับมาเป็ทหาร ก็ครองโลกได้ไม่ใช่เหรอ”
เธอเอียงคอเหมือนไม่ค่อยเข้าใจที่ผมพูดนัก แต่ก็พยายามตอบ
“ไม่หรอกค่ะ นี่ไม่ใช่คำสาป เป็คำสาบาน จึงจะต้องทำโดยที่ทั้งสองฝ่ายตกลงเท่านั้น”
แบบนี้นี่เอง... ผมพอจะเข้าใจแล้ว
สังคมของโลกนี้มีสองชั้น
ชั้นแรกคือพวกขุนนาง ที่ใช้เวทมนตร์ได้ มีพลังอำนาจมากแต่เกิด
ชั้นที่สองคือไพร่ ที่ไม่มีเวทมนตร์ ไร้อำนาจ
พวกไพร่ยังไงก็หือกับขุนนางไม่ได้อยู่แล้ว พอตกเป็ทาสก็ใช้แค่โซ่ล่ามก็อยู่
แต่พวกขุนนางด้วยกัน ถ้าต้องตกเป็ทาส พวกนี้ที่มีเวทมนตร์ก็พร้อมจะพลังก่อฏได้ทุกเมื่อ จึงต้องล่ามไว้ด้วยคำสาปบางอย่างเพื่อไม่ให้เป็ภัยภายหลัง นั่นคือ “เครื่องเรือน”
ไร้สิทธิมนุษยชน ไม่มีการคุ้มครองตามกฎหมาย ต้องอยู่และตายตามที่นายสั่ง
นี่เป็พันธะที่บังคับสาปคนอื่นไม่ได้ แต่ต้องให้อีกฝ่ายสาปตนเอง ผมนึกสถานการณ์ที่จะสาปตัวเองแบบนี้ออก
สมมุติว่าประเทศศัตรูบุกยึดเมืองได้ ทุกคนถูกจับ แล้วถูกบังคับให้เลือกว่าจะถูกปะาล้างครัวไม่ให้เป็เสี้ยนหนาม หรือจะให้ทั้งตระกูลตกเป็เครื่องเรือน
จะตาย หรือจะเป็เครื่องเรือน?
ผมพยายามบอกตัวเองว่านี่เป็แค่การคัลเจอร์ช็อค เดี๋ยวอีกไม่นานก็จะหาทางไปให้พ้นๆจากสังคมนี้แล้ว