-12-
ตามหาองค์รัชทายาท
เพียงหนึ่งเค่ออาชา์ก็พาสองมนุษย์กับหนึ่งตัวมาถึงเรือนพสุธาอย่างปลอดภัย ยามที่เฝ้าทางเข้าสองคนยืนตะลึงลานอ้าปากค้าง เมื่อเห็นอาชาสีทองตัวใหญ่ตรงหน้าใกล้ๆ
“ตามหมอมาเร็วเข้า!” มู่หลิ่งเหวินะโลงมาอย่างนุ่มนวล ออกคำสั่งเสียงดังจนยามทั้งสองคนสะดุ้ง คนหนึ่งรีบวิ่งไปตามหมอประจำเรือน ส่วนอีกคนก็วิ่งเข้าไปรายงานชิงหยวน
มู่หลิ่งเหวินอุ้มคู่หมายที่หมดสติเข้ามาด้านใน ไม่สนใจอาชา์ที่ยืนมองนิ่ง ผิดกับเ้าฟานฟานน้อยที่ตะกุยห่อผ้าและร้องแง้วๆ จนชายหนุ่มต้องวางห่อผ้าลงบนพื้นให้มันออกมาจากห่อผ้าเอง เพราะสองแขนอุ้มคู่หมายอยู่
เมื่อฟานฟานน้อยออกมาจากห่อผ้าได้ก็เดินเข้าไปหาอาชา์ ส่งเสียงร้องชักชวนเชิญชวนให้อาชา์ตามมันไป “แง้วๆ”
“ฮี้ๆๆ” อาชา์ร้องตอบ มันก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่งแล้วถอยหลังเสียสองก้าวอย่างลังเล กว่าฟานฟานน้อยจะเกลี้ยกล่อมอาชา์ได้ก็ใช้เวลาเกือบสองเค่อ เล่นเอาฟานฟานน้อยเสียงแหบแห้งและเกือบคอเคล็ด
ยามคนหนึ่งถึงกับตะลึงงันกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า จ้องมองอาชา์เดินตามเ้าพยัคฆ์น้อยของคุณหนูดั่งสัตว์เลี้ยงแสนเชื่องไปยังเรือนด้านในอย่างโง่งม
ขณะเดียวกันภายในห้องที่มีชิงหยวน ชิงฮูหยิน และมู่หลิ่งเหวิน เฝ้ารอการฟื้นของชิงหลินภายหลังจากที่ผ่าเอาหัวลูกธนูและเย็บแผลเสร็จสิ้น
“หลินเอ๋อร์” ชิงฮูหยินนั่งอยู่ข้างเตียง พลางกุมมือเย็นๆ ของบุตรสาวไม่ยอมปล่อย
“เ้าอย่ากังวลไปนักเลย ท่านหมอก็ยืนยันแล้วว่าลูกไม่ได้าเ็ร้ายแรง เพียงแต่เสียเืมากไป อีกเดี๋ยวก็ฟื้นแล้ว” ชิงหยวนบีบมือฮูหยินของตนเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
“จริงสิ หลานชาย เฟิ่งอิงกับคนอื่นๆ เล่า” ชิงหยวนหันมาถามชายหนุ่มที่นั่งหน้าเครียด ผมเผ้าหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง อาภรณ์ด้านหน้าเต็มไปด้วยรอยฉีกขาดคล้ายถูกกิ่งไม้เกี่ยว แม้จะบอกให้ไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก็หาฟังไม่ ซ้ำยังยืนกรานจะรอจนกว่านางจะฟื้นเสียก่อน
“คาดว่าอีกสักพักคงตามมาขอรับ” แม่ทัพหนุ่มละสายตาจากร่างของคู่หมาย หันมาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“นะ...นายท่าน!” บ่าวชายคนหนึ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“มีเื่อันใด” ชิงหยวนเอ่ยถามเสียงเย็น ส่งสายตาตำหนิเมื่อเห็นความไร้มารยาทของบ่าวในเรือน
“อะ...อาชา...อาชาสีทองขอรับ” บ่าวผู้นั้นละล่ำละลักแจ้งข่าว เหตุเพราะตื่นเต้นมากเกินกว่าจะระงับไว้ได้
“อาชาสีทอง?” ชิงหยวนทวนคำ ก่อนจะหันมามองชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม
“อือ...อึก...เจ็บ” เสียงร้องครางอย่างเ็ปของร่างบอบบางบนเตียงทำให้ชิงหยวนและมู่หลิ่งเหวินพุ่งพรวดมายืนชิดขอบเตียง ลืมเื่อาชา์ไปจนสิ้น
“หลินเอ๋อร์ เ้าฟื้นแล้ว เป็เช่นไรบ้าง” ชิงฮูหยินถามบุตรี
“ท่านแม่? ลูกกลับมาได้อย่างไรเ้าคะ จำได้ว่าลูกโดนธนูยิงแล้วหมดสติไป อาชา์ ฟานฟานล่ะเ้าคะ ฟานฟานอยู่ไหน ฟานฟานของลูก โอ๊ย! เจ็บ” หญิงสาวร้องครางเสียงดังด้วยความเ็ป
“หลินเอ๋อร์!” ชายหนุ่มตรงเข้าประคองคู่หมายไว้แนบอกแกร่งอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความใของทุกคน โดยเฉพาะชิงฮูหยินที่รีบลุกขึ้นหลีกทางให้อย่างงงงัน ผิดกับชิงหยวนที่เลิกคิ้วมองเพียงเท่านั้น ไม่ได้แปลกใจหรือไม่พอใจแต่อย่างใด
ส่วนบรรดาบ่าวรับใช้ต่างก็นิ่งอึ้ง ไม่กล้ามองเพราะกลัวว่าความอยากรู้อยากเห็นจะนำพาภัยพิบัติมาสู่ตนเองและครอบครัวได้
“อะ...เอ่อ...พี่เหวิน ปล่อยข้าก่อนเ้าค่ะ” ชิงหลินบอกเขาด้วยเสียงแหบเบาหวิวจนแทบจะเป็เสียงกระซิบ ใบหน้าจิ้มลิ้มที่แต่เดิมขาวซีดเริ่มแดงระเรื่อ สายตาเหลือบเห็นมารดาหน้าตึงขึ้นหนึ่งส่วน ทั้งยังส่งส่งสายตาไม่ค่อยพอใจมาให้ ต่างกับบิดาที่มีท่าทีขบขันลิบลับ แถมยังส่ายหน้าคล้ายระอาอีกต่างหาก
มู่หลิ่งเหวินชะงักวูบ ครั้นพอเงยหน้าก็สบเข้ากับดวงตาคมสองคู่ที่จ้องอยู่ แม่ทัพหนุ่มจึงรีบประคองคู่หมายให้นอนลง แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้มศีรษะให้าุโทั้งสองแล้วรีบจ้ำอ้าวจากไปทันที ทำเอาชิงหยวนนึกขันกับทีท่าขัดเขินของแม่ทัพหนุ่มที่น้อยครั้งจะได้เห็นจนเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ จึงถูกคนงามส่งค้อนวงเบ้อเริ่มให้ ส่วนตัวต้นเื่ได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาบิดามารดาด้วยใบหน้าแดงก่ำ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“ท่านแม่ ท่านยังไม่ได้ตอบลูกเลย ฟานฟานของลูก...” นางยังพูดไม่ทันจบคำดี เ้าฟานฟานน้อยก็เดินอาดๆ หลังตรงหัวเชิดเข้ามาหา ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากสาวใช้ให้อุ้มมันขึ้นไปบนเตียง เพราะน้ำหนักค่อนข้างเยอะทำให้มันะโขึ้นเองไม่ไหว
“บะ...บายดี? บายดี...แผล่บๆ ฮื่อออ” พยัคฆ์น้อยส่งเสียงถามอย่างห่วงใย เลียหน้าสลับกับร้องถามมิหยุดหย่อน
“คิกๆๆ ขอบใจนะ ขอบใจมาก” ชิงหลินจั๊กจี้ที่ถูกเลียหน้าจึงหลุดขำออกมา ท่ามกลางรอยยิ้มยินดีระคนโล่งใจของทุกคน
ชิงหยวนดึงตัวชิงฮูหยินมาซบกับไหล่กว้าง มองดูภาพน่าเอ็นดูอย่างมีความสุข ดวงตาคมเป็ประกายเมื่อตระหนักถึงความสามารถพิเศษเหนือผู้ใดของบุตรี
“ไปไป...อาชา...ข้างนอก...อาชา” ฟานฟานน้อยร้องบอกหลินหลินของมัน
“หือ? เ้าหมายถึงอาชา์ตัวนั้น? ” ชิงหลินถามอย่างแปลกใจ เห็นมันผงกหัวตอบ รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏบนใบหน้าจิ้มลิ้มทันที
“ท่านพ่อ ท่านแม่ อาชา์อยู่ที่นี่หรือเ้าคะ” นางเงยหน้าถามบิดา
“ใช่ มันรอเ้าอยู่” แต่กลับเป็คู่หมายที่เดินกลับเข้ามาอีกครั้งเป็คนตอบ แม่ทัพหนุ่มออกไปก็พบอาชา์ตัวนี้ยืนอยู่หน้าเรือนด้วยท่าทางสงบนิ่ง ไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ พอเดินเข้าไปสองก้าว มันก็ถอยหลังสองก้าว...เป็เช่นนี้ร่ำไป
“นั่นเ้าจะทำอันใดหลินเอ๋อร์” ชิงฮูหยินรีบเข้ามาหาบุตรีทันที เมื่อเห็นนางทำท่าจะลงจากเตียง
“เ้าไม่ควรขยับสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวแผลจะฉีกเอาได้”
“ท่านแม่ ลูกไม่เป็ไรเ้าค่ะ เพียงแต่อยากจะไปดูอาชาตัวนั้นเสียหน่อยเ้าค่ะ”
“เอาไว้ให้เ้าหายดีแล้วค่อยไปดูมันดีหรือไม่” ชิงฮูหยินพยายามเกลี้ยกล่อม
ชิงหลินจึงหันไปขอความเห็นใจจากชิงหยวน เห็นบิดาส่ายศีรษะไม่อนุญาต นางจึงเงยหน้าส่งสายตาออดอ้อนคู่หมายที่ยืนกอดอกอยู่ข้างหัวเตียงแทน แม่ทัพหนุ่มตะลึงด้วยเป็ครั้งแรกที่นางมองตนเช่นนี้ ใจแม่ทัพหนุ่มจึงอ่อนยวบราวกับขี้ผึ้งถูกไฟลน
“ขออภัยขอรับ ข้าขออาสาพาน้องไปเอง” กล่าวจบเขาก็ช้อนร่างบอบบางของนางขึ้นมา โดยมีฟานฟานน้อยอยู่ในอ้อมแขนของนางอีกที
“ฮึๆ ดูท่าวันนี้หลานชายคงกินยาผิดสำแดงมาเป็แน่ ถึงได้ทำสิ่งที่ชวนให้คนแก่หัวใจวายเสียหลายรอบ” ชิงหยวนอมยิ้มก่อนจะกล่าวติดตลกกับชิงฮูหยิน
“ท่านพี่! ไม่ใช่เื่ตลกนะเ้าคะ อาเหวินทำเช่นนี้จะเป็ที่ครหาได้นะเ้าคะ อีกอย่าง ข้าสงสารลูกเ้าค่ะ” ใช่ นางสงสารบุตรี แม้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่ทัพหนุ่ม แต่ทุกสิ่งก็ยังคลุมเครือ เช่นนี้จะวางใจได้อย่างไร
“ข้ารู้ ดูต่อไปอีกหน่อยเถิด” ชิงหยวนยิ้มบางๆ พร้อมกับจับมือชิงฮูหยินให้เดินตามไป
ที่หน้าเรือนมีอาชา์สีทองร่างสูงใหญ่กำยำ สง่างามและน่าเกรงขามยืนอยู่ รอบข้างมีบ่าวชายหญิงหลายคนยืนดูและเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ นับสิบคนด้วยอาการตาโต อ้าปากค้าง บางรายหน้าซีดคล้ายพบเจอภูตผีปีศาจ
มู่หลิ่งเหวินอุ้มคู่หมายเข้าไปใกล้ๆ อาชา์ช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นมันยืนนิ่งไม่ขยับหนีเช่นก่อนหน้านี้
“พูด...พูด...อยู่...อยู่” ฟานฟานน้อยร้องอวด ตั้งใจจะบอกว่ามันมีความสามารถเพียงใด ที่กล่อมให้อาชา์อยู่พบหลินหลินของมันได้
“คิกๆ เก่งจ้า ฟานฟานน้อยเก่งที่สุดเลย” ชิงหลินชมมันเสียงเบา มือซ้ายเกาคางให้อย่างเอาใจจนมันร้องครางด้วยความชอบอกชอบใจ
“แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว” ชิงหยวนเห็นท่าไม่ดีจึงสั่งการบ่าวไพร่เสียงดัง สิ้นเสียงสั่งของชิงหยวน เหล่าบ่าวไพร่ก็หายไปจากหน้าเรือนแทบจะทันที
“์! ช่างเป็อาชาที่งดงามยิ่งนัก” เมื่อเห็นว่าไม่มีใครแล้ว ชิงหยวนจึงหันกลับมาก่อนจะอุทานเสียงค่อนข้างดัง
“ท่านพี่กล่าวถูกต้อง ข้าเองไม่เคยพบเห็นอาชาที่สง่างามเช่นนี้มาก่อน ช่างเป็บุญตานักเ้าค่ะ” ชิงฮูหยินกล่าวเสริม
“ท่านพ่อ ท่านแม่ทราบเื่นั้นหรือยังเ้าคะ”
“ยังหรอก พ่ออยากให้เ้าบอกท่านแม่ของเ้าเอง” ชิงหยวนตอบยิ้มๆ
“เื่อันใดกันหรือ” ชิงฮูหยินถามอย่างอยากรู้ ชิงหลินไม่ได้ตอบ แต่หันหน้ากลับมามองอาชา์ตรงหน้าแล้วกล่าวกับมันด้วยภาษาม้า
“ขอบคุณท่านมากที่พาข้ามาส่ง”
“เ้าพูดภาษาข้าได้” อาชา์อึ้งไปครู่หนึ่งจึงร้องตอบโต้นาง
“ก็ใช่ ข้าดีใจที่ท่านปลอดภัย แล้วท่านจะกลับเมื่อไรหรือ”
อาชา์พอได้ฟังที่นางถามก็พลันรู้สึกแปลกใจ นาง้าตัวมันมิใช่หรือ ถึงขนาดส่งเ้าพยัคฆ์น้อยมาเกลี้ยกล่อมมันเป็นานสองนาน แล้วเหตุใด...
“โฮ่! เ้าไล่ข้า? ” อาชา์เชิดหัวเรียวแหลมขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งยโส
“ไม่ใช่ ท่านก็รู้ว่าข้า้าท่านมากเพียงใด จะให้ข้าใช้กำลังบังคับก็ย่อมได้ แต่ข้าจะไม่ใช้วิธีนี้เด็ดขาด”
“ในแคว้นนี้ อาชาสีทองมีเพียงข้าตัวเดียว ถ้าเ้าปล่อยข้าไป...”
“ข้าไม่สน ต่อให้ข้าต้องถูกลงอาญาหรือถูกปะาชีวิต ข้าก็ไม่กลัว”
“ตกลง ข้ายินดีที่จะอยู่ที่นี่” อาชา์ตอบตกลงในที่สุด หลังจากที่หยุดคิดอยู่นาน
“ขอบคุณท่านมาก ข้าจะดูแลท่านอย่างดี ข้าสัญญา” ชิงหลินยื่นมือออกไปหา อาชา์ก็ยื่นหัวเรียวยาวมาใกล้จนนางเอามือเรียวลูบหัวมันเบาๆ ก่อนจะก้มลงจูบตรงกลางหน้าผากของมันสองสามที
ไม่รู้เลยว่าการกระทำของนางทำให้แม่ทัพหนุ่มและฟานฟานน้อยไม่ชอบใจเท่าใดนัก
ผิดกับชิงฮูหยินที่ยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างโง่งม นี่หรือคือสิ่งที่บุตรี้าจะบอกนาง นางส่งสายตาถามสามี ก็เห็นเขาพยักหน้าเป็เชิงว่าที่นางคิดอยู่นั้นถูกต้องแล้ว ์! นี่นางควรยินดีหรือเศร้าเสียใจกันแน่
“นายท่าน หัวหน้าเฟิ่งอิงและหน่วยพยัคฆ์ดำกลับมาถึงแล้วขอรับ” บ่าวคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน
“งั้นหรือ ดี ให้เฟิ่งอิงไปพบข้าที่ห้องหนังสือ” กล่าวจบชิงหยวนก็หันมาพูดคุยกับบุตรสาวอีกสองสามประโยค แล้วสะบัดชายเสื้อเดินจากไป
“อาเหวิน พาน้องไปพักผ่อนก่อนเถิด” ชิงฮูหยินกล่าวกับแม่ทัพหนุ่มที่ยังคงอุ้มบุตรีของนางอย่างทะนุถนอม
“ขอรับ” แม่ทัพหนุ่มอุ้มคู่หมายมาวางลงบนเตียงอย่างเสียดาย ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาคมทรงเสน่ห์จับจ้องใบหน้างามนิ่ง จนคนถูกจ้องต้องหลบตาด้วยความขัดเขิน
“แล้วข้าจะมาใหม่” เขานิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยออกมา
“เอ่อ...เ้าค่ะ” นางก้มหน้าตอบรับเบาๆ
“อ๊ะ เดี๋ยวเ้าค่ะ”
แม่ทัพหนุ่มชะงัก หมุนร่างสูงกลับมาเลิกคิ้วถาม
“โปรดให้อิสระแก่อาชา์เช่นที่เขาอยู่ในป่าด้วยนะเ้าคะ”
แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าตอบ “ข้ารู้แล้ว” ก่อนหมุนกายจากไป ทิ้งให้คู่หมายอยู่กับมารดาเพียงลำพัง
ยามอิ่ว ณ ห้องหนังสือภายในเรือนพสุธา
เฟิ่งอิงนั่งรอชิงหยวนผู้เป็นาย ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉยเหมือนไร้ความรู้สึก แต่ภายในกลับร้อนรนดั่งอยู่ท่ามกลางกองเพลิง ดวงตาเรียวดุมองไปยังทิศทางที่คนเจ็บพำนักอยู่ อยากจะไปดูให้เห็นกับตาว่านางปลอดภัยดีมากกว่าได้ยินจากปากผู้อื่น แต่กลับถูกเรียกตัวไว้เสียก่อน
“มาแล้วหรือ” ชิงหยวนเดินเข้ามาเพียงลำพัง ไร้บ่าวติดตาม
“ขอรับ” เฟิ่งอิงลุกขึ้นเต็มความสูง ประสานมือทำความเคารพ
“นั่งลงเถิด” ชิงหยวนพยักหน้าให้เฟิ่งอิงนั่งลง รินน้ำชาให้ผู้คุ้มกันคนสนิทที่รักประดุจญาติคนหนึ่ง ก่อนจะรินชาในถ้วยของตน มองบุรุษตรงหน้าแล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย
“คุณหนูเป็เช่นไรบ้างขอรับ” เฟิ่งอิงเป็ฝ่ายเริ่มต้นสนทนาก่อน
“นางปลอดภัยดี” ชิงหยวนวางถ้วยชาลง ยิ้มบางๆ ไร้ร่องรอยโทสะที่ควรมี จนเฟิ่งอิงคลายความกังวลได้ส่วนหนึ่ง
“เพราะข้าไร้ความสามารถ ทำให้คุณหนูได้รับาเ็ ขอนายท่านลงโทษด้วยขอรับ” เฟิ่งอิงคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นเสียงดังปึก
“เฮ้อ! เอาเถิดๆ ข้าจะตัดสินโทษเ้าภายหลัง แต่ที่ข้าเรียกเ้ามาพบ เ้าคงรู้ว่าเป็เื่ใด” ชิงหยวนโบกมือพลางกล่าวเสียงเข้มในท้ายประโยค
“ขอรับ เื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป้าหมายของคนร้ายคือคุณหนูขอรับ” เฟิ่งอิงกล่าวเสียงต่ำ ดวงตาเรียวดุมีแววกังวล
“หมายความว่าอย่างไร ที่ว่าเป้าหมายของคนร้ายคือหลินเอ๋อร์” เสียงทุ้มต่ำจากบุรุษที่เข้ามาใหม่ ทำให้บุรุษต่างวัยทั้งสองคนหันมองประตูทางเข้าแทบจะพร้อมกัน
เฟิ่งอิงลุกขึ้นประสานมือเคารพแม่ทัพหนุ่ม ดวงตาคมเรียวดุประหลาดใจกับสภาพที่คล้ายผ่านการต่อสู้มาอย่างหนักหน่วง
“หลานชายมาก็ดีแล้ว นั่งลงก่อนสิ” ชิงหยวนผายมือเชิญชวนให้แม่ทัพหนุ่มนั่งลงข้างตน
“ลุงต้องขอโทษหลานชายที่รบกวนเวลาพักผ่อน ทั้งๆ ที่เ้าเองก็เหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อย” ชิงหยวนกล่าวน้ำเสียงเรียบๆ
“ท่านลุง อย่าได้กล่าวเช่นนั้น เป็เื่ที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว ตอนนี้ข้าใคร่รู้เื่ราวเมื่อครู่มากกว่าขอรับ” มู่หลิ่งเหวินเอ่ยเสียงเครียด ดวงตาคมทรงเสน่ห์จับจ้องเฟิ่งอิงที่นั่งนิ่งอยู่ข้างผู้าุโ
“เรียนท่านแม่ทัพ ตอนที่พลัดหลงกัน ข้าจับหน่วยลอบสังหารได้คนหนึ่ง มันสารภาพว่าพวกมันได้รับการว่าจ้างจากขุนนางผู้มีอำนาจผู้หนึ่งให้มาสังหารคุณหนู ส่วนจะเป็เพราะสาเหตุใดยังไม่แน่ชัดขอรับ” เฟิ่งอิงรายงาน
“ดูไปแล้ว...จุดประสงค์ของคนร้ายคงไม่ใช่เพียงชีวิตของหลินเอ๋อร์” แม่ทัพหนุ่มตั้งข้อสังเกต
“สิ่งใดทำให้หลานชายคิดเห็นเช่นนั้น” ชิงหยวนเอ่ยถาม เฟิ่งอิงเองก็ใคร่รู้เช่นกัน
“หรือเ้าไม่สังเกต ตอนที่พวกมันเพลี่ยงพล้ำ กลับมีลูกธนูลึกลับพุ่งเข้าหาอาชา์ หมายทำให้มันได้รับาเ็ แต่หลินเอ๋อร์เอาตัวเข้ามาบังเสียก่อน” แม่ทัพหนุ่มมองเฟิ่งอิง
“หากอาชา์าเ็จนมีตำหนิ เมื่อนำไปถวาย อาจทำให้ฮ่องเต้กริ้ว...” เฟิ่งอิงมิได้กล่าวต่อ เหลือบมองผู้เป็นาย ก่อนจะหลุบตามองถ้วยชาของตนเอง
“หากเป็เช่นนั้น ข้าและคนสกุลชิงอาจต้องพบภัยพิบัติใช่หรือไม่” ชิงหยวนถามเสียงเรียบ ท่าทางสุขุมนุ่มลึกจนยากจะคาดเดา ทำให้บุรุษหนุ่มทั้งสองนึกชื่นชมอยู่ในใจ
“ท่านลุง / นายท่าน” บุรุษต่างสถานะเอ่ยเรียกแทบจะพร้อมกัน
“เอาเถอะ ยามนี้เราก็ได้อาชา์มาแล้ว ที่เหลือต้องรอดูฝีมือขององค์รัชทายาทล่ะนะ” ชิงหยวนโบกมือเปลี่ยนเื่สนทนา
“ขอรับนายท่าน” เฟิ่งอิงรับคำ
“แล้วผู้ใดคือผู้อยู่เื้ัเื่นี้ คงไม่ใช่...” แม่ทัพหนุ่มละไว้
ชิงหยวนทำท่าจะตอบ ทว่า...
“นายท่าน องครักษ์ขององค์รัชทายาทมาขอพบ บอกว่ามีเื่ด่วนขอรับ” พ่อบ้านประจำเรือนพสุธาเดินเร็วๆ เข้ามารายงาน บุรุษทั้งสามต่างมองหน้ากัน
“เชิญเข้ามาเร็วเข้า” ชิงหยวนลุกขึ้น ยกมือลูบเคราอย่างครุ่นคิด
เพียงครู่เดียวองครักษ์ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำเต็มยศก็ก้าวยาวๆ เข้ามาหยุดยืนตรงหน้าบุรุษทั้งสาม ใบหน้าเข้มดุดันเคร่งเครียด มีร่องรอยความอ่อนเพลีย ผมเผ้าหลุดลุ่ย อาภรณ์เปียกชุ่มจนเหงื่อหยดลงพื้นตลอดทางที่ก้าว
“คารวะท่านแม่ทัพ” ประสานมือเคารพแม่ทัพหนุ่ม
“เกิดอันใดขึ้น” แม่ทัพหนุ่มตรงเข้าประเด็น เพราะดูแล้วคงไม่ใช่เื่ดีแน่
“องค์รัชทายาทหายตัวไปขอรับ” รายงานเสียงต่ำและเบา เพราะจะให้คนภายนอกรู้เื่นี้ไม่ได้
“ไอ้หยา! มันเกิดขึ้นได้อย่างไร” ชิงหยวนร้องออกมาอย่างใ
“...!” คิ้วเข้มของแม่ทัพหนุ่มขมวดเข้าหากันแน่น
เฟิ่งอิงที่บัดนี้ยืนอยู่ด้านหลังชิงหยวนมององครักษ์คล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“หลังจากที่แยกย้ายกันไปตามเส้นทางในแผนที่ องค์รัชทายาทเลือกเดินทางโดยใช้วิชาตัวเบา เมื่อใกล้ถึงที่หมายราวหนึ่งลี้ค่อยเปลี่ยนมาเดินเท้าแทน เพราะกลัวว่าความเร็วของวิชาตัวเบาอาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้” องครักษ์หนุ่มหยุดจิบน้ำชาก่อนจะเล่าต่อ
“เมื่อเดินทางมาได้หนึ่งชั่วยามกว่าๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก จนพวกเราตั้งตัวไม่ทัน ได้แต่หลบใต้ต้นไม้ใหญ่แถวนั้น หลังจากฝนหยุดตกพวกเราต่างเปียกปอน มีเพียงองค์รัชทายาทที่ปลายฉลองพระองค์และรองพระบาทเปียกเล็กน้อย จากนั้นก็เดินทางโดยวิชาตัวเบาต่อราวครึ่งชั่วยามก็ถึงจุดหมายตามแผนที่ซึ่งเป็ทุ่งราบกว้างๆ”
“เดี๋ยวนะ ใช่ทุ่งราบระหว่างูเาที่กลุ่มของข้าเข้าไปกับูเาลูกข้างๆ ทางทิศประจิม?” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถาม
“น่าจะเป็ที่เดียวกันขอรับ ทำไมหรือขอรับ”
“ไม่มีอันใด เล่าต่อเถิด” แม่ทัพหนุ่มกล่าว ถ้าเป็ทุ่งราบที่เดียวกัน เหตุใดจึงไม่ได้พบกันเล่า ความจริงเฟิ่งอิงก็สงสัยแต่ก็เลือกที่จะเงียบ
“พวกเราเห็นอาชา์สองตัวกำลังเล็มหญ้าอยู่ ตรงตามแผนที่ที่คุณหนูมอบให้องค์รัชทายาท แต่ปัญหาคือจะจับพวกมันอย่างไรโดยไร้รอยขีดข่วน ขณะที่กำลังขบคิดหาหนทาง จู่ๆ พวกมันก็วิ่งเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว องค์รัชทายาทจึงพุ่งทะยานตามไปไม่ฟังเสียงทัดทานของพวกข้า ครั้นพอตามเข้ามา ทั้งอาชาและองค์รัชทายาทก็หายตัวไปเสียแล้ว พวกข้ากระจายกำลังกันออกตามหาแต่ก็ไร้วี่แวว ข้าจึงรีบกลับมาขอกำลังเสริมจากท่านแม่ทัพขอรับ” องครักษ์เล่าอย่างละเอียด
“ข้ารู้แล้ว” แม่ทัพหนุ่มพยักหน้า ใบหน้างดงามเคร่งเครียด ด้วยภารกิจหนนี้ต้องเป็ไปอย่างลับๆ แต่การจะเคลื่อนกำลังทหารจำนวนมากไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ย่อมเป็ไปไม่ได้
“หลานชาย สกุลชิงเป็ผู้ที่ได้รับมอบภารกิจนี้ ฉะนั้นเ้าจงใช้คนของหน่วยพยัคฆ์ดำเถิด” ชิงหยวนเสนอแผนการเมื่อเห็นความหนักใจของแม่ทัพหนุ่ม
“รบกวนท่านลุงแล้ว” มู่หลิ่งเหวินประสานมือขอบคุณ
“เฟิ่งอิง เรียกหน่วยพยัคฆ์ดำทั้งสองร้อยคนในเมืองหลวงให้มารวมกันที่นี่ รุ่งสางออกเดินทางทันที” ชิงหยวนสั่งเฟิ่งอิงเสียงเข้ม ท่ามกลางความโล่งใจของแม่ทัพหนุ่มและองครักษ์
ยามเหม่า [1] วันต่อมา
เสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนจำนวนมากปลุกให้ชิงหลินตื่นขึ้น นางลุกขึ้นนั่งช้าๆ เพราะกลัวจะทำให้แผลปริได้ ความเจ็บระบมมากกว่าเมื่อวานเป็ทวีคูณจนต้องสูดปากเบาๆ แต่กระนั้นฟานฟานน้อยกลับรับรู้ มันเงยหัวกลมๆ เล็กๆ ขึ้นมองหลินหลินของมันอย่างห่วงใย พลางส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ
“บายดี? ...บายดี?”
ชิงหลินยิ้มบาง ยกมือข้างที่ไม่เจ็บขึ้นลูบหัวมันอย่างรักใคร่พลางตอบ “ข้าไม่เป็ไร เ้าอย่าห่วงไปเลย”
“คุณหนู ท่านตื่นแล้ว เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” เสี่ยวเอินเดินเข้ามาพร้อมอ่างล้างหน้าที่ทำด้วยทองเหลือง แล้ววางอ่างลงบนโต๊ะกลมภายในห้อง ก่อนจะเดินเข้ามาหานายสาวที่เตียง
“ปวดแผลนิดหน่อย ข้างนอกเสียงดังอะไรกันหรือ”
“องค์รัชทายาทหายตัวไปในป่าเ้าค่ะ” เสี่ยวเอินป้องปากกระซิบเบาๆ
“หือ? แล้วอย่างไรต่อ”
“นายท่านเรียกหน่วยพยัคฆ์ดำสองร้อยคนให้ออกตามหาองค์รัชทายาทเ้าค่ะ และนี่ก็ใกล้จะไปกันแล้ว” เสี่ยวเอินรายงานนายสาว
“ช่วยข้าแต่งตัวเร็วเข้า! ข้าจะไปพบท่านพ่อ โอ๊ย! เจ็บ...” นางร้องครางด้วยความเ็ป เหงื่อผุดออกมาเต็มใบหน้าจิ้มลิ้มที่ขาวซีด
“คุณหนู! ไม่ได้เ้าค่ะ ฮูหยินกำชับให้ข้าดูแลคุณหนูให้ดี ได้โปรดนอนลงเถิดนะเ้าคะ” เสี่ยวเอินพยายามพูดเกลี้ยกล่อม สองมือประคองร่างนายสาวไว้
“ไม่ได้! นี่เป็เื่คอขาดบาดตาย หากเ้าไม่ให้ข้าไปก็จงไปแจ้งแก่บิดาข้าว่า ข้ามีเื่สำคัญจะเรียนให้ทราบ เร็วเข้า!”
หน้าตาซีดเซียวแต่ท่าทางจริงจังทำเอาเสี่ยวเอินไม่กล้าขัดคำสั่ง รีบกระวีกระวาดออกไปทำตามอย่างรวดเร็ว
ราวครึ่งเค่อชิงหยวนในชุดสีเทาพร้อมด้วยแม่ทัพหนุ่มในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้ม ปิดท้ายด้วยเฟิ่งอิงในชุดสีดำเช่นเคย บุรุษสองคนแรกเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะกลมกลางห้อง ส่วนเฟิ่งอิงก็ยืนรออยู่ตรงประตูทางเข้า
“มีอันใดหรือหลินเอ๋อร์” ชิงหยวนเอ่ยถามบุตรีที่นั่งพิงหัวเตียงรอตนอยู่ โดยมีพยัคฆ์น้อยนั่งอยู่บนตัก
“ขออภัยท่านพ่อ ที่ทำให้ท่านต้องเสียเวลา” ชิงหลินค้อมศีรษะลงเล็กน้อย เหลือบตามองคู่หมายแวบหนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลงเมื่อเห็นว่าเขามองอยู่
“เ้ามีอันใด จงรีบว่ามาเถิด เราต้องรีบออกเดินทาง”
“การตามหาองค์รัชทายาทในครั้งนี้ ขอให้ลูกได้มีส่วนร่วมด้วยได้หรือไม่เ้าคะ”
ชิงหยวนกับแม่ทัพหนุ่มต่างมองหน้ากัน ก่อนจะหันมาทางนาง
“ส่วนร่วม?” ชิงหยวนทวนคำ
“อย่าบอกว่าเ้าจะขอไปด้วย?” แม่ทัพหนุ่มเลิกคิ้วถาม ใบหน้างดงามบึ้งตึงขึ้นสองส่วน เตรียมคัดค้านสุดกำลัง
“คล้ายๆ อย่างนั้นเ้าค่ะ” หญิงสาวพูดหยอกเขาเล่นยิ้มๆ ครั้นพอเห็นเขาไม่เล่นด้วยจึงพูดต่อ “ท่านพ่อ โปรดนำเ้าฟงกับเ้าอวิ๋นไปด้วยเถอะเ้าค่ะ จิ้งจอกสองตัวนี้จะช่วยท่านตามหาองค์รัชทายาทได้เร็วขึ้น”
“หือ? เ้าแน่ใจหรือ แม้พ่อจะรู้มาบ้างว่าสุนัขจิ้งจอกมีประสาทรับกลิ่นที่ดีเลิศ แต่ไม่เคยเอามาใช้ตามหาคนมาก่อน” ชิงหยวนถามเพื่อความแน่ใจ
“เ้ามีวิธี?” แม่ทัพหนุ่มถามถึงวิธีการของคู่หมาย ด้วยเชื่อมั่นในตัวนางเต็มหัวใจว่า หากทำตามวิธีของนางจะต้องประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน
“เ้าค่ะ ท่านพ่อช่วยให้ใครนำเ้าฟงกับเ้าอวิ๋นมาให้ข้าที และช่วยหาฉลองพระองค์หรืออะไรก็ได้ขององค์รัชทายาทมาให้ลูกด้วยเ้าค่ะ”
ราวครึ่งเค่อสุนัขจิ้งจอกเพศผู้ลำตัวสีเทาดำ ท้องสีขาวขนฟูฟ่อง และเศษฉลองพระองค์ขององค์รัชทายาทก็มาอยู่ตรงหน้า
ชิงหลินหยิบเศษผ้าขึ้นมา พลางเรียกชื่อสุนัขจิ้งจอกทั้งสองตัวให้เข้ามาหา “ฟง อวิ๋น”
“นี่คือกลิ่นของคนสำคัญต่อชีวิตและครอบครัวของข้า เ้าจะช่วยตามหาคนผู้นั้นให้ข้าได้หรือไม่” นางเอ่ยขอร้องมากกว่าจะบังคับ
“ย่อมได้อยู่แล้ว ท่านเป็เ้านายของพวกข้านี่” เ้าฟงตอบ ส่วนเ้าอวิ๋นยังตะลึงค้างนิ่งอยู่ ด้วยมันไม่รู้มาก่อนว่าเ้านายพูดภาษามันได้
“ขอบใจ งั้นจงสูดดมและจดจำกลิ่นนี้ไว้ให้ขึ้นใจก่อน ที่เหลือข้าฝากพวกเ้าด้วย” มือเรียวเอื้อมไปลูบหัวมันทั้งสองเบาๆ เมื่อเห็นมันทั้งสองตัวทำตามที่บอก
นี่เป็อีกหนที่ชิงหยวนกับแม่ทัพหนุ่มต้องหันมามองหน้ากัน แม้จะเคยเห็นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังอดตะลึงไม่ได้ ส่วนเฟิ่งอิงกลับมองนางด้วยสายตาชื่นชม
“พี่เหวิน ท่านร่วมเดินทางในครั้งนี้ด้วยใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ใช่ มีอันใดหรือ” แม่ทัพหนุ่มรู้สึกยินดียิ่งนัก ‘หรือนางจะเป็ห่วงข้า’
“ฝากท่านช่วยดูแลพวกมันแทนข้าด้วยนะเ้าคะ”
“แค่นั้นหรือ” แม่ทัพหนุ่มกดเสียงต่ำถาม หน้าตึงขึ้นด้วยความริษยา เมื่อเห็นว่านางให้ความห่วงใยเ้าสัตว์หน้าขนมากกว่าคู่หมายเช่นตน
“เอ๋? เ้าค่ะ” ชิงหลินมองเขาอย่างไม่ค่อยเข้าใจ ‘เป็อะไร เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย ตอนนี้หน้างอซะแล้ว’
“ท่านลุง ข้าคงต้องขอตัวก่อนขอรับ” แม่ทัพหนุ่มลุกขึ้นเต็มความสูง ประสานมือเคารพชิงหยวนก่อนจะเดินตึงๆ ออกไป ปล่อยให้ชิงหลินมองตามอย่างงงๆ
‘หึๆ ชักน่าสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ’ ชิงหยวนอมยิ้มพลางจิบชาอย่างใจเย็น
ทางฝ่ายเฟิ่งอิงไม่ได้เข้าร่วมการตามหาองค์รัชทายาท เพราะนายท่านเกรงว่าอาจจะเกิดอันตรายกับคุณหนู ด้วยกำลังคุ้มกันประจำเรือนพสุธาถูกส่งออกไปช่วยภารกิจครั้งนี้มากพอควร
“เฟิ่งอิง ปลอดภัยดีใช่หรือไม่” เสียงใสถามคนที่ยืนอยู่หน้าประตูด้านนอก
“เข้ามาสิเฟิ่งอิง” ชิงหยวนจึงเรียกผู้คุ้มกันคนสนิทให้เข้ามานั่งข้างตน ซึ่งชายหนุ่มก็ทำตามแต่โดยดี
“เฟิ่งอิง เ้ายังไม่ตอบคำถามข้าเลยนะ” ทันทีที่นั่งลง ชิงหลินก็ยิงคำถามเดิมด้วยใบหน้างอง้ำ
“ขอบคุณคุณหนูที่ห่วงใย ข้าและหน่วยคุ้มกันทั้งสี่ปลอดภัยดีขอรับ” เฟิ่งอิงเหลือบตาขึ้นมองนาง จึงสบเข้ากับดวงตากลมโตที่มองอยู่ก่อนแล้ว เห็นนางยิ้มให้ ใจของเขาก็เต้นแรงจนต้องรีบหลุบตาลงต่ำ
“เื่ที่ข้าได้รับาเ็ อย่าได้โทษตัวเองเด็ดขาด เ้าไม่ได้ทำงานบกพร่อง แต่เป็ข้าแส่หาเื่เอง เ้าเข้าใจหรือไม่” ชิงหลินกล่าวกับเขาเพราะคิดว่าเขาคงต้องโทษตัวเองอยู่แน่ๆ
เฟิ่งอิงเงียบก่อนจะถอนหายใจยาว เขากลัวว่าสายตาและความรู้สึกที่นางมีต่อเขาจะเปลี่ยนไป เฝ้าครุ่นคิดจนนอนไม่หลับ ถ้อยคำง่ายๆ ของนางกลับทำให้เขาดีขึ้นและผ่อนคลายจนเผลอยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ
เวลาเดียวกันภายในป่า
ฉีเฟยหลงตื่นขึ้นเพราะความหิว ดวงตาเหยี่ยวมองสำรวจถ้ำอีกหน พลางถอนใจขบขันกับความใจร้อนของตนจนพลัดหลงกับเหล่าองครักษ์ แต่ในความโชคร้ายฉีเฟยหลงกลับโชคดีที่หลงเข้ามาในถ้ำซึ่งอาชา์ทั้งสองตัวอาศัยอยู่พอดี
เสียงบางอย่างลึกเข้าไปภายในถ้ำทำให้ฉีเฟยหลงรีบออกมานอกถ้ำ ซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบข้างๆ ปากถ้ำ ลบกลิ่นอายการฆ่าฟันออกจากตัวจนเกือบหมดและเฝ้ารออย่างใจเย็น จนกระทั่ง...
กุบกับ กุบกับ กุบกับ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นและใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ของอาชา์ ทำให้ฉีเฟยหลงขยับตัวเล็กน้อย แม้จะตระหนักดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้
การตามหาอาชา์ครานี้ไม่ได้เพียงเพื่อถวายฮ่องเต้เท่านั้น แต่ฉีเฟยหลงยังหมายมั่นปั้นมืออยากจะมีอาชา์ไว้ในสักตัวอีกด้วย เหตุเพราะชื่นชมในความสง่างาม ปราดเปรียว และฝีเท้าที่เป็หนึ่งของมัน
เมื่อได้รับพระบัญชาให้ดูแลภารกิจนี้ ฉีเฟยหลงยินดีเป็ยิ่งนัก หากภารกิจนี้สำเร็จ นอกจากจะได้รับความดีความชอบแล้ว ยังอาจจะทำให้สิ่งที่ฉีเฟยหลงปรารถนาเป็จริงขึ้นมาก็เป็ได้
ฮี้ๆๆ
เสียงร้องของอาชา์ พร้อมกับร่างสูงใหญ่กำยำผิดกับอาชาทั่วไป ท่วงท่าก้าวเดินงดงาม ตัวหนึ่งสีดำสนิทแม้แต่ขนแผงคอ ผิดกับข้อเท้าทั้งสี่ที่เป็สีขาว คล้ายกับมันสวมถุงเท้าอย่างไรอย่างนั้น ส่วนอีกตัวเป็อาชาสีน้ำตาลไหม้ มีขนแผงคอและพวงหางสีดำ ข้อเท้าทั้งสี่เป็สีขาวเช่นเดียวกับตัวแรก สังเกตดีๆ จึงรู้ว่าอาชาสีดำเป็อาชาเพศผู้ และอีกตัวเป็อาชาเพศเมีย
อาชา์ทั้งสองไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วยามนี้ มันทั้งสองเดินออกมาจากถ้ำมุ่งตรงไปยังทุ่งราบซึ่งเป็แหล่งอาหารชั้นเลิศที่แสนอุดมสมบูรณ์เช่นทุกวัน ทั้งยังอยู่ห่างจากที่นี่ราวๆ สามสี่ลี้เท่านั้น
ฉีเฟยหลงรอจนอาชาทั้งสองเดินห่างออกไปจึงได้ลุกขึ้นออกจากที่ซ่อน ใช้วิชาตัวเบาเหาะตามไปห่างๆ ทะยานจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว แม้จะรู้สึกหิวเพราะไม่ได้แตะอาหารมาั้แ่เมื่อคืน แต่ฉีเฟยหลงก็หาได้ใส่ใจไม่
ขณะเดียวกันการออกตามหาตัวองค์รัชทายาท นำโดยแม่ทัพหนุ่มมู่หลิ่งเหวิน พร้อมหน่วยพยัคฆ์ดำกว่าสองร้อยคนเป็ไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น ด้วยทุกคนเป็วรยุทธ์ จึงใช้วิชาตัวเบาในการเดินทาง โดยนำเ้าฟงกับเ้าอวิ๋นมาด้วยตามคำขอของคู่หมาย สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคนในหน่วย ต่างคิดว่าช่างเป็เื่เหลวไหลและยุ่งยากต่อการเดินทาง เพราะต้องอุ้มมันยามที่ใช้วิชาตัวเบานั่นเอง
เพียงครึ่งชั่วยามกว่าๆ หน่วยพยัคฆ์ดำกว่าสองร้อยภายใต้การนำของมู่หลิ่งเหวินก็มาถึงทุ่งราบ ซึ่งเป็จุดที่องค์รัชทายาทหายตัวไป
“ท่านแม่ทัพ!” เสียงขององครักษ์นายหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับร่างองครักษ์ทั้งสิบเอ็ดนายปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ จนหน่วยพยัคฆ์ดำหลายคนกระชับดาบที่เอวทันที
แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย สำรวจองครักษ์ทั้งสี่ของตนและขององค์รัชทายาทอย่างรวดเร็วแต่ใส่ใจ จึงได้เห็นร่องรอยความอิดโรยคล้ายคนอดนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง สภาพไม่ต่างจากองครักษ์ที่มาแจ้งข่าวนัก
“เรียนท่านแม่ทัพ ข้าและองครักษ์ทั้งหมดออกตามหาตัวองค์รัชทายาทไม่ได้หยุดพัก ทว่า...ูเาลูกนี้ช่างแปลกประหลาดนัก” องครักษ์ของมู่หลิ่งเหวินรายงาน
“แปลก?” แม่ทัพหนุ่มเลิกคิ้วถาม
“ขอรับ มองผิวเผินก็เหมือนกับูเาทั่วๆ ไป แต่พอเข้าไปแล้วจึงได้รู้ถึงความน่ากลัวของูเาลูกนี้” องครักษ์ขององค์รัชทายาทกล่าวเสริมขึ้น
“น่ากลัว? มีสัตว์ร้ายหรือ” แม่ทัพหนุ่มคาดเดา คิดว่าคงเหมือนกับที่กลุ่มของตนประสบมา
“หากเป็สัตว์ร้ายคงจัดการได้มิยาก แต่เพราะมันเหมือนหลงเข้าไปอยู่ในเขาวงกต จนแยกแยะไม่ออกว่าทิศใดเป็ทิศใด ต้นไม้รอบๆ หากมิทำตำหนิไว้ เห็นทีพวกข้าคงหลงติดอยู่ในนั้นอีกนานเป็แน่ขอรับ” พอคนแรกรายงานจบ ที่เหลือต่างก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย
“อืม” แม่ทัพหนุ่มทำท่าครุ่นคิด หรี่ตามองจิ้งจอกสองตัวที่ขยับตัวไปข้างหน้า ดึงรั้งเชือกที่ถูกหน่วยพยัคฆ์ดำสองคนถือไว้ สายตาจับจ้องไปยังูเาที่องค์รัชทายาทหายตัวไป
“กระจายกำลังเป็หน้ากระดานเรียงหนึ่ง เราจะดาหน้าเข้าไปในูเาลูกนี้ โดยให้เ้าจิ้งจอกเป็ผู้นำทาง” เสียงที่ค่อนข้างดังและเด็ดขาดทำให้หน่วยพยัคฆ์ดำกว่าสองร้อยคนปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาทุกอย่างก็พร้อม
“ฝากเ้าสองตัวด้วยนะ เ้าฟง เ้าอวิ๋น อย่าทำให้หลินเอ๋อร์ผิดหวังล่ะ” แม่ทัพหนุ่มนั่งลงชันเข่าข้างหนึ่ง ลูบหัวพวกมันเบาๆ มันเห่าตอบคล้ายเข้าใจคำพูดของแม่ทัพหนุ่ม
และแล้วการออกตามหาองค์รัชทายาทก็เริ่มขึ้น ด้วยประสาทด้านการรับกลิ่นที่เป็เลิศของจิ้งจอก เพียงครึ่งชั่วยามก็พากลุ่มของแม่ทัพหนุ่มมาถึงถ้ำที่องค์รัชทายาทใช้พักแรม
“โฮ่งๆๆ” เสียงเห่าของพวกมันทำให้สององครักษ์ของมู่หลิ่งเหวินอาสาเดินนำเข้าไปก่อน ตามด้วยมู่หลิ่งเหวินและองครักษ์อีกสี่นาย ส่วนที่เหลือก็รออยู่หน้าปากถ้ำ
“ท่านแม่ทัพ...นี่มันรอยเท้าม้า และยังมีรอยเท้าคนด้วยขอรับ” หนึ่งในองครักษ์รายงาน
“อืม แสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว ดูจากกองมูลม้ามากมายเหล่านี้ ที่นี่คงเป็ที่อยู่ของอาชา์ และองค์รัชทายาทคงเกรงว่าจะคลาดกันจึงคอยเฝ้าพวกมันมิยอมห่าง ช่างเป็บุรุษที่เอาแต่ใจจริงๆ” ถ้อยคำที่มิกลัวตายของแม่ทัพหนุ่มทำให้องครักษ์ที่เข้ามาด้วยลอบกลืนน้ำลายเพราะเสียวสันหลังแทน
“โฮ่งๆๆ” เ้าฟงกับเ้าอวิ๋นเห่า ทำท่าจะออกวิ่ง แต่ถูกเชือกดึงรั้งไว้เสียก่อน เ้าฟงจึงหันมาเห่าใส่แม่ทัพหนุ่มคล้ายเรียกร้องความสนใจ
“ตามพวกมันไปเร็ว แสดงว่าองค์รัชทายาทคงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก” แม่ทัพหนุ่มสั่งการเสียงเข้ม
เมื่อเ้าฟงกับเ้าอวิ๋นออกมาจากถ้ำ มันก็ดมกลิ่นบนพื้นและเงยหน้าสูดดมกลิ่นที่มากับสายลมอ่อนๆ จนพาบุรุษทั้งหมดออกจากป่ามาถึงทุ่งราบที่เดิมอีกครั้ง
“นี่มันเื่อันใดกัน” หน่วยพยัคฆ์ดำคนหนึ่งอุทานออกมา
‘เ้าสุนัขจิ้งจอกมันเล่นตลกอันใดอยู่ มันอยากตายใช่หรือไม่ ถึงได้ปั่นหัวพวกข้าเล่นเช่นนี้ มันน่าตายนัก ฮึ่ม!’
ขณะที่หลายคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เ้าจิ้งจอก พร้อมใจกันส่งสายตาพิฆาตใส่พวกมันอย่างเอาเป็เอาตายอยู่นั่นเอง
“ดูนั่น! นั่นมัน...อาชา์ ใช่จริงๆ ด้วย อาชา์สีดำกับสีน้ำตาลไหม้” หน่วยพยัคฆ์ดำคนหนึ่งะโบอกคนอื่น
“กระจายกำลัง! ล้อมจับมันไว้ให้ได้” ทันทีที่คำสั่งสิ้นสุด หน่วยพยัคฆ์ดำในชุดอำพรางสีดำกว่าสองร้อยคนก็หายวับไปจากบริเวณนั้น เหลือเพียงมู่หลิ่งเหวินพร้อมด้วยองครักษ์ของตนสี่นาย และเ้าฟงกับเ้าอวิ๋นที่ยืนหอบหายใจลิ้นห้อยอยู่ข้างๆ
“เฮ้ย! นั่นมันอาชาของเรานะ” เสียงคุ้นหูพร้อมกับร่างสูงในอาภรณ์สีเทาดำที่ค่อยๆ เหาะลงมาบนพื้นอย่างนุ่มนวล สองมือไพล่หลัง แม้จะขะมุกขะมอมไปบ้าง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม ดวงตาพญาเหยี่ยวมีแววขี้เล่น มุมปากยกขึ้นยิ้มเล็กน้อยดูเ้าเล่ห์ ช่างเป็บุรุษที่ควรหลีกเลี่ยงด้วยประการทั้งปวง
“องค์รัชทายาท!” เสียงขององครักษ์ทั้งสี่ร้องเรียกออกมาพร้อมเพรียงราวกับนัดหมายกันไว้
“โปรดประทานอภัยที่กระหม่อมมาช้า” แม่ทัพหนุ่มคุกเข่าข้างหนึ่ง ประสานมือทำความเคารพฉีเฟยหลง รวมถึงองครักษ์ที่ทำตามแม่ทัพของตน
“ลุกขึ้นเถิด อยู่ท่ามกลางป่าเขาจะมากพิธีไปไย” ฉีเฟยหลงเดินเข้ามาตบบ่าแม่ทัพหนุ่มเบาๆ
“จริงสิ เ้าจะจับมันกลับไปอย่างไร” ฉีเฟยหลงถามแม่ทัพหนุ่มที่ยืนเยื้องตน ทั้งที่ดวงตาจ้องไปที่อาชาทั้งสองที่ถูกล้อมไว้เป็วงกลมไร้ทางหนี
“ใช้ยาสะกดใจพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มรายงาน
“หือ? ยาสะกดใจ? ของสกุลชิง?” ฉีเฟยหลงหันมาทางแม่ทัพหนุ่ม เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“พ่ะย่ะค่ะ เป็ยาที่ทำขึ้นเพื่อใช้สะกดให้สัตว์เชื่อฟังและทำตามอย่างไม่อาจขัดขืนได้ แต่ไร้ผลเมื่อนำมาใช้กับมนุษย์” แม่ทัพหนุ่มอธิบาย
“มิน่าล่ะ สกุลชิงจึงได้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ แล้วเหตุใดไม่นำมาใช้ก่อนหน้านี้” ฉีเฟยหลงถาม
“พึ่งปรุงเสร็จเมื่อตอนปลายยามอิ่วพ่ะย่ะค่ะ” มู่หลิ่งเหวินตอบ
“อ้อ! แล้วอาชา์อีกตัวอยู่ที่ใด” ฉีเฟยหลงพยักหน้าแล้วถามหยั่งเชิง
“อยู่ที่เรือนพสุธาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มยกมุมปากยิ้ม ด้วยเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย
“พวกเ้าจับมันได้แล้ว? เมื่อไร” ฉีเฟยหลงถามเสียงต่ำ น้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก
“ยามอุ้ยเมื่อวานพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มตอบเสียงเรียบ นึกขันในความชอบเอาชนะคล้ายเด็กน้อยขององค์รัชทายาท
“แค่ตัวเดียว ไหนเลยจะสู้สองตัวได้ เ้าว่าจริงหรือไม่” ฉีเฟยหลงข่มอีกฝ่าย
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมก็คิดเช่นนั้น” แม่ทัพหนุ่มแกล้งเออออ แต่มุมปากยกขึ้นยิ้มมากกว่าเดิม
“ในเมื่อจับได้แล้วก็กลับเถิด” ฉีเฟยหลงโบกมือ หน้าตึงขึ้นเล็กน้อย ก้าวเท้าตรงไปยังอาชา์ที่บัดนี้ยืนนิ่ง อาการพยศเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้นด้วยฤทธิ์ยาสะกดใจ มันถูกใส่บังเหียนและอานเตรียมพร้อมออกเดินทาง
ฉีเฟยหลงขึ้นนั่งบนหลังอาชา์สีดำ ส่วนมู่หลิ่งเหวินนั่งอยู่บนหลังอาชา์สีน้ำตาลไหม้ และแล้วการแข่งขันก็เริ่มขึ้น โดยมีเรือนพสุธาเป็เส้นชัยของการแข่งขันในครั้งนี้
[1] ยามเหม่า คือ่เวลาั้แ่ 05.00 น. - 06.59 น.