กวนซานเสวี่ยจ้องมองแผ่นหลังของชางอิ๋นเยว่ด้วยความตื่นตระหนกและสงสัย แต่กลับไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้เลย
ในตอนนั้นเอง ชางอิ๋นเยว่ก็หันกลับมาอย่างเ็า เลิกคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นแววตาดูแคลนอย่างชัดเจน
วินาทีต่อมา นางสะบัดหน้าหนีอย่างไม่แยแส ก่อนจะะโลงจากหน้าต่างไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง
......
บนถนนที่กว้างขวางและพลุกพล่าน ชางอิ๋นเยว่และหลี่มู่เซิงควบขี่ล่อและม้าไปเคียงคู่กัน
นางหันกลับไปมองโรงเตี๊ยมที่อยู่เื้ัแวบหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยกับหลี่มู่เซิงว่า
“ขอบใจนะ ที่แท้ความรู้สึกตอนได้ ‘วางท่า’ มันเป็แบบนี้นี่เอง สะใจจริงๆ!”
หลี่มู่เซิงเอียงหน้ามองอีกฝ่าย ในยามนี้ระหว่างคิ้วและดวงตาของชางอิ๋นเยว่เต็มไปด้วยความเบิกบานใจ
เขาไหวไหล่แล้วกล่าวว่า
“เื่เล็กน้อยเท่านั้น ข้าแค่คิดว่าหากพวกเ้าสองคนสู้กันขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะต้องสู้กันไปถึงเมื่อไหร่ มันจะเสียเวลาเกินไป”
หางตาของชางอิ๋นเยว่กระตุกเล็กน้อย นางรีบแก้ตัวว่า
“แม้ระดับวรยุทธ์ของข้าจะไม่เท่านาง แต่นางก็ทำอะไรข้าไม่ได้ ข้าอยากจะไปเมื่อไหร่ก็ย่อมได้”
ขณะพูด ดวงตาอันเ็าคู่นั้นก็ทอประกายวูบวาบพลางกล่าวว่า
“แต่วิชาสกัดจุดของเ้านั้นร้ายกาจจริงๆ ไร้ร่องรอยจนยากจะป้องกัน ไม่เปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ได้ลงมือเลย ต่อให้กวนซานเสวี่ยจะเป็ถึงปรมาจารย์วิถียุทธ์ที่มีลมปราณน้ำแข็งติดตัว ก็ยังยากที่จะต้านทาน”
ได้ยินดังนั้น หลี่มู่เซิงจึงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างสบายอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มกล่าวว่า
“อยากเรียนรึ? ข้าสอนให้เอาไหม”
ชางอิ๋นเยว่ชะงักไปทันที ดวงตาคู่นั้นจ้องมองหลี่มู่เซิงนิ่ง
ทว่าสุดท้าย นางก็ถอนหายใจยาวออกมา แล้วเบือนหน้าหนี
“วิชายุทธ์ชั้นยอดแขนงหนึ่งสามารถก่อให้เกิดความวุ่นวายในยุทธภพได้ และยังเป็รากฐานสำคัญของนิกายในการยืนหยัดในใต้หล้า หากไร้ความดีความชอบก็มิควรรับรางวัล ข้าเจียมตัวดีว่ายังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะให้เ้าถ่ายทอดวิชายุทธ์ชั้นสูงเช่นนี้ให้”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็หัวเราะออกมาเบาๆ
แม่นางคนนี้ไม่เพียงแต่จะรักษาขอบเขตได้ดี แต่ยังเป็คนซื่อตรงมากทีเดียว
“ตกลง เช่นนั้นแม่นางชางก็จงแสดงฝีมือให้ดี ข้าเป็คนเรียกร้องไม่มาก ปรนนิบัติให้พอใจได้ง่าย”
หลี่มู่เซิงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นในใจก็เริ่มเกิดความอยากรู้อยากเห็นเื่ชาวบ้านขึ้นมา จึงถามด้วยความสงสัยว่า
“นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเ้าจะมีคู่หมั้นด้วย ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เห็นเคยได้ยินเ้าพูดถึงเลย?”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น ชางอิ๋นเยว่ก็ขมวดคิ้วเรียวทันที แล้วยื่นมือไปแตะผ้าคลุมหน้าตามสัญชาตญาณ
เห็นดังนั้น หลี่มู่เซิงจึงรีบโบกมือปฏิเสธ
“อย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น”
ชางอิ๋นเยว่แค่นเสียงเ็า แววตาดูไม่เป็มิตรพลางกล่าวว่า
“ไม่ต้องมาปิดบัง สีหน้าของเ้ามันฟ้องหมดแล้ว เ้าคงอยากจะบอกว่าคนที่มีรอยสักอัปลักษณ์บนใบหน้าอย่างข้า จะมีบุรุษที่ไหนมาสนใจได้อย่างไร?”
หลี่มู่เซิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ในไม่ช้าเขาก็กรอกตาไปมา แล้วยื่นมือไปตบบนหลังม้าที่ขี่อยู่พลางกล่าวว่า
“แม่นางชางอย่าได้ดูถูกตัวเองไปเลย แม้แต่ม้าชั้นเลวยังมีค่าในตัวมันเอง นับประสาอะไรกับคนเก่งกาจอย่างแม่นางชาง”
“อีกอย่าง หากรอยสักบนหน้าเ้าหายไป ด้วยรูปโฉมงดงามที่ฟ้าประทานมาเช่นนี้ คาดว่าคนที่เข้าแถวแย่งกันจีบเ้าคงยาวจากที่นี่ไปถึงประตูเมืองซ่างหยางแน่ๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของชางอิ๋นเยว่ก็ไหววูบเล็กน้อย นางลดมือลงแล้วคว้าบังเหียนไว้มั่น ก่อนจะควบม้าเดินหน้าต่อไป
ครู่หนึ่ง สีหน้าของนางค่อยๆ กลับมาสงบดังเดิม แต่แววตากลับกลายเป็เ็าอีกครั้ง แล้วกล่าวว่า
“เื่การแต่งงานของข้านั้นทางบ้านเป็ผู้กำหนด ส่วนมือปราบฟู่ผู้นั้น ในฐานะหัวหน้าสิบยอดมือปราบแห่งสำนักหกประตู สิ่งที่เขาสนใจย่อมไม่ใช่รูปโฉมบนใบหน้าของข้า แต่เป็อำนาจของตระกูลชาง”
หลี่มู่เซิงที่ขี่ล่อตามมาข้างๆ ลูบคางพลางถามด้วยความสงสัยว่า
“ตระกูลชางไหนรึ?”
ชางอิ๋นเยว่เหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วตอบว่า
“ชางหย่วนโหว”
หลี่มู่เซิงขมวดคิ้วแล้วผายมือออกอย่างจนใจ
“ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อเลย ตระกูลชางของพวกเ้าพอจะมีหน้ามีตาในเมืองหลวงซ่างหยางกับเขาด้วยหรือ?”
ได้ยินเช่นนั้น ชางอิ๋นเยว่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร ดวงตาเ็าคู่นั้นฉายแววความแค้นที่ซ่อนเร้นไว้อย่างลึกซึ้งพลางกล่าวว่า
“จวนโหวชางหย่วนย่อมมีอำนาจไม่น้อยในเมืองหลวง เพียงแต่ว่ามันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้า”
เมื่อกล่าวเช่นนั้น นางจึงอธิบายให้หลี่มู่เซิงฟังต่อว่า
“ที่ตระกูลชางมีอำนาจล้นฟ้าอย่างในทุกวันนี้ ทั้งหมดเป็เพราะฮูหยินใหญ่ของชางหย่วนโหวผู้นั้น”
“นางผู้นั้นไม่เพียงแต่จะเป็พี่น้องกับพระสนมจี้กุ้ยเฟยในวังหลวงแห่งต้าหลี แต่ยังมาจากนิกายไท่อินหยวน หนึ่งในสี่สำนักใหญ่แห่งยุทธภพต้าหลี และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนิกายไท่อินหยวนเป็อย่างยิ่ง”
“ด้วยเหตุนี้ ตระกูลชางจึงไม่ได้มีอำนาจแค่ในราชสำนัก แต่ในยุทธภพก็ยังมีฐานะสูงส่งยิ่งนัก ในเมืองซ่างหยางแห่งนี้ไม่รู้ว่ามีผู้คนมากมายเพียงใดที่คอยประจบสอพลอเข้าหา?”
หลี่มู่เซิงมีสีหน้าเข้าใจในทันทีพลางกล่าวว่า
“ที่แท้ตระกูลเ้าไม่เพียงแต่เป็เชื้อพระวงศ์ แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับมหาอำนาจในยุทธภพอย่างนิกายไท่อินหยวนอีกด้วย”
นิกายไท่อินหยวน หลี่มู่เซิงย่อมไม่รู้สึกแปลกหู
หนึ่งในขุมกำลังนิกายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุทธภพต้าหลี ขอเพียงเป็คนที่คลุกคลีอยู่ในยุทธภพ ย่อมไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนี้ และความแข็งแกร่งทางวรยุทธ์อันน่าสะพรึงกลัวที่อยู่เื้ั
เล่ากันว่านิกายไท่อินหยวนสืบทอดต่อกันมานานนับพันปี ั้แ่สมัยราชวงศ์ต้าฉี่ ก็เป็สำนักใหญ่ระดับแนวหน้าของยุทธภพ และเคยใช้คัมภีร์ไท่อินเพียงเล่มเดียวสยบยุทธภพไปทั้งยุคสมัย
ในนิกายยังมีผู้เยี่ยมยุทธ์นับไม่ถ้วน อัจฉริยะทางวรยุทธ์ปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมกับอีกสามสำนักใหญ่ที่เหลือ พวกเขาคือผู้นำแห่งยุทธภพที่สามารถต่อกรกับราชสำนักได้อย่างแท้จริง
ในตอนนั้น หลี่มู่เซิงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า
“เดี๋ยวก่อน ข้าจำได้ว่าดรรชนีลมหยินกัดกระดูก ดูเหมือนจะเป็วิชาที่มาจากนิกายไท่อินหยวน หรือว่า...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชางอิ๋นเยว่ก็ไม่ได้ปิดบัง นางพยักหน้ายอมรับ
“เ้าเดาไม่ผิดหรอก รอยสักบนใบหน้าของข้าก็คือสิ่งที่ฮูหยินใหญ่ผู้นั้นมอบให้”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา หลี่มู่เซิงก็จินตนาการถึงฉากการชิงดีชิงเด่นในจวนขุนนางใหญ่ทันที
คุณหนูในจวนโหวที่ถูกแม่เลี้ยงทารุณบีบคั้น ตื่นก่อนไก่แต่นอนหลังสุนัข กินไม่อิ่มนุ่งไม่ห่มอุ่น ถูกกีดกันเยาะเย้ย ไม่ถูกทุบตีก็ถูกด่าทอ
ถึงขั้นอิจฉาริษยาในความงามของนาง จึงสั่งลงโทษสักหน้าด้วยคำว่า ‘ต่ำต้อย’ ไว้บนใบหน้า
“แม่นางชาง เ้าเติบโตมาได้ขนาดนี้คงลำบากไม่น้อยเลยสินะ?”
หลี่มู่เซิงกล่าวออกมาด้วยความเห็นใจยิ่งนัก แต่ใครจะรู้ว่าชางอิ๋นเยว่กลับแค่นหัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า
“ข้าน่ะลำบากจริงๆ นั่นแหละ ถ้าปีนั้นนางดวงไม่แข็งพอจนไม่ตายเพราะยาพิษถ้วยนั้นของข้า ข้าก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นทุกวันนี้”
“เอ๋??”
หลี่มู่เซิงถึงกับพูดไม่ออก
ที่แท้เขารีบเห็นใจเร็วเกินไปจริงๆ ด้วยนิสัยเ้าเล่ห์ร้ายลึกของแม่นางคนนี้ นางย่อมไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ
ในตอนนั้น ชางอิ๋นเยว่ที่นั่งอยู่บนหลังม้าเริ่มควบห่างออกไปเรื่อยๆ พลางพึมพำออกมาเบาๆ ว่า
“วางใจเถอะ ไม่ช้าก็เร็วข้าจะฆ่านางให้ได้!”
......
ภายในโรงเตี๊ยม เกาฉางรุ่ยเสนาบดีกรมคลังนำกลุ่มคนซึ่งรวมถึงชายชุดเขียวมาหยุดอยู่ตรงหน้ากวนซานเสวี่ย
ทุกคนเห็นนางยืนนิ่งอยู่ในห้องรับรองโดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ต่างก็มีสีหน้าแปลกประหลาดใจ
“ท่านลุง ได้ยินว่านังผู้หญิงคนนี้มีความสัมพันธ์กับยอดมือปราบแห่งสำนักหกประตู หรือว่าเราจะ...”
จางเฮ่อจ้องมองกวนซานเสวี่ยด้วยสายตาหื่นกระหายพลางเอ่ยปาก ทว่าวินาทีต่อมา เขากลับถูกเกาฉางรุ่ยตบจนกระเด็นออกไป
“ไอ้เดรัจฉาน มิน่าล่ะต้นปีนี้เ้าถึงได้โกนหัว นี่เ้ากะจะแช่งให้ข้าพินาศไม่เลิกราเลยใช่ไหม ครั้งนี้ข้าเกือบจะซวยเพราะเ้าอีกแล้ว!”
ในยามนี้เกาฉางรุ่ยใบหน้าเขียวคล้ำ โกรธจนตัวสั่นเทิ้มไปหมด