
(5 ) บ้านแกเหนือ บ้านแกใต้
ยุ้งฉางที่พักนี้มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ไม่มีหน้าต่าง มีการนำกองฟางมาปูพื้นเอาไว้ที่หลังห้องเพื่อเอาไว้เป็ที่สำหรับหลับนอน
“ พี่เอก สังเกตุเห็นไหม?ว่าที่นี่มีแต่ผู้หญิง ! ” บุญมีพูดขึ้นกับอีเอก
“ ใช่ ลูกเด็กเล็กแดงที่นี่เป็ผู้หญิงหมด ”เอกพูดขึ้น
“ มันดูแปลกๆ อยู่นะ ” นายสิงห์ว่า
“ หรือว่าพวกผู้ชายออกไปทำงานที่อื่นกันหมด” ไอ้นินสงสัย
“ นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว ไว้เราหาคำตอบกันวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน” เอกบอกกับทุกคน
ขณะที่ฟ้าเริ่มมืดลง เพ็ญและพลอย ลูกสาวสองคนของแม่ศรีพร้อมกับหญิงชาวบ้านอีกสองคน ยกสำรับอาหารเข้ามาให้ พร้อมกับจุดคบไฟให้แสงสว่างก่อนที่ทั้งหมดจะเดินออกไป ไอ้นินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกไป
“ นี่แม่เพ็ญแม่พลอยผู้ชายในหมู่บ้านนี้ ไปไหนกันหมดรึ ? ”
เพ็ญวางหน้าเฉย มีแต่แต่พลอยที่หันหน้ามายิ้มให้โดยไม่พูดอะไร แล้วจึงเดินออกไป ทิ้งความสงสัยไว้ให้แล้วทุกคนก็เข้านั่งล้อมวงกันกินข้าว
หลังจากกินข้าวกันอิ่มแล้วนายสิงห์อยากจะสังเกตการณ์บางอย่างจากที่หน้าประตูทางเข้า แต่เมื่อเอามือดันประตูออกไปกลับไม่สามารถเปิดออกไปได้เพราะประตูถูกลงดาลปิดกันไว้จากด้านนอกจึงสร้างความสงสัยให้กับทุกคนอย่างมาก
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ดาลประตู(บ้างก็เรียก ไม้ขัดประตู) คือ กลอนปิดประตูที่ทำด้วยไม้ เป็ท่อนเหลี่ยมยาวมีความหนาที่ยากจะใช้กำลังหักได้ ใช้ขัดเข้าในฐานที่มีทั้งสองข้างที่ติดอยู่กับประตูสมัยปัจจุบันนี้จะมีให้เห็นใช้กันกับประตูโบสถ์
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
เวลาผ่านไปแล้วค่อนคืนจากการที่ได้เดินทางกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อยกันทั้งวัน ทุกคนจึงหลับไหลกันไปด้วยความอ่อนเพลียนายสิงห์ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงกองฟางอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าออก ลืมตาตื่นขึ้น เพราะได้ยินเสียงดาบฟันกันฟังแล้วน่าจะเป็เสียงจากการต่อสู้กันจากในหมู่บ้าน ทำให้เกิดความกังวลว่า จะมีภัยมาถึงพวกตนหรือไม่จึงดับคบไฟที่จุดไว้ แล้วเรียกปลุกทุกคนให้รู้สึกตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
ไม่นานนักก็มีเสียงคนมากันที่หน้าประตู แล้วประตูก็ถูกเปิดออกคนถือคบไฟเดินนำเข้ามาก็คือเพ็ญและพลอยที่มีดาบถืออยู่ในมืออีกข้างหนึ่งพร้อมกับหญิงชาวบ้านอีกคนที่หอบดาบหลายเล่มตามเข้ามาด้วย
“ ข้ามาขอความช่วยเหลือจากพวกท่าน ”เพ็ญรีบพูดขึ้น
“ เกิดอะไรขึ้นรึ ? ” เอกรีบถามกลับ
“ มีพวกผู้ชาย เข้ามาในหมู่บ้านแม่ศรีอยากขอให้ท่านช่วย ขับไล่ผู้ชายเหล่านี้ออกไปจากหมู่บ้าน ” เพ็ญบอกกับเอกแล้วบอกให้หญิงที่มาด้วย มอบดาบให้กับพวกของเอก
เอกไม่เข้าใจกับคำพูดของเพ็ญ ทำสีหน้างงๆ พลอยเห็นดังนั้นจึงพูดขี้นว่า
“ แค่ขับไล่ให้ออกไปจากหมู่บ้าน ไม่ต้องให้มีใครตายแล้วเื่เป็อย่างไร แม่จะเป็คนเล่าให้ฟังเอง พวกท่านรีบไปกันเถอะ ” พลอยเร่งให้รีบไป
ทุกคนรับดาบแล้วเดินตามเพ็ญที่ถือคบไฟเดินนำหน้าออกไปส่วนพลอยเดินประชิดติดกับเอกไป
จนมาถึงที่ลานของหมู่บ้านกลุ่มชายมากกว่าสิบคน ถือดาบยืนล้อมกลุ่มหญิงชาวบ้านที่มีแม่ศรียืนถือดาบพร้อมสู้อยู่ในนั้นด้วย
เพ็ญโยนคบไฟทิ้งลงพื้น แล้ววิ่งเข้าไปเงื้อมดาบขึ้นไล่ฟันไปที่ชายคนที่ใกล้ที่สุด พร้อมกับะโขึ้นว่า “ กลับไป . . กลับไปเดี๋ยวนี้”
เอกและคนอื่น ๆ ถือดาบเดินตามเข้าไปโดยใช้ดาบฟันไปแบบยั้งๆมือ เมื่อจังหวะได้เปรียบแล้วจึงใช้ดาบจี้ไปที่คอ มองหน้าพร้อมกับพยักหน้าขึ้นเป็เชิงว่าไล่ให้ออกไป ตามที่เพ็ญได้บอกไว้
กลุ่มชายที่ยืนล้อมกลุ่มแม่ศรีอยู่ชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นเห็นว่ากลุ่มชายที่เข้ามาช่วยล้วนมีฝีมือ แล้วชายคนหนึ่งก็พูดออกมาว่า
“ พวกเอ็งไปหาผู้ชายมาช่วยรึ . . . ได้ แล้ววันหลังข้าจะมาใหม่. . พวกเรากลับ ”
“ เออ . . ข้าขอบอกไว้เลยนะ ไอ้จิตคราวหน้าข้าจะไม่ใจดีปล่อยเอ็งกลับไปหรอก . . อย่ามาให้ข้าเห็นอีกก็แล้วกัน ”แม่ศรีะโบอก
กลุ่มชายที่เข้ามาในหมู่บ้านถอยไปรวมตัวกันแล้วรีบเดินหายออกไปในเงามืด . . .
จากนั้นเอกก็เดินเข้าไปที่แม่ศรียืนอยู่พร้อมกับมองหน้าเป็เชิงตั้งคำถาม
“ ตามข้ามาที่บ้าน ” แม่ศรีบอก
นายสิงห์บอกให้คนในกลุ่มที่เหลือ อยู่เฝ้าตรงนี้ไว้ก่อนเผื่อว่ากลุ่มชายพวกนั้น จะย้อนกลับมาอีก ก่อนที่จะเดินตามเอก พร้อมกับบุญมีและไอ้นินไปที่บ้านของแม่ศรี
ทั้งหมดมานั่งกันอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่บนลานหน้าบ้านแม่ศรี มีกองไฟที่ก่อขึ้นกลางลานไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
แม่ศรีเริ่มเล่าให้ฟังว่า เดิมทีที่นี่เป็หมู่บ้านเก่าแก่มีชื่อว่าหมู่บ้านแกเหนือ อยู่ห่างจากเมืองราชสีมาด้วยการเดินเท้าหนึ่งวันครึ่งชาวบ้านทำไร่ทำนา หาของป่า เหมือนกับหมู่บ้านอื่น ๆ ทั่วไป
เื่มันเกิดขึ้นเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วตอนนั้นแม่ศรียังเป็เด็กน้อยอยู่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายรับหน้าที่เป็ผู้นำหมู่บ้านสืบทอดต่อๆกันมา ตามที่แม่ศรีเคยเล่าให้ฟังไว้ก่อนหน้านี้แล้วจนมาถึงรุ่นของแม่ศรีที่พี่ชายของแม่ศรี จะต้องรับหน้าที่เป็ผู้นำต่อจากรุ่นพ่อ
แต่มาเกิดปัญหาขึ้นปัญหาที่สร้างความไม่พอใจอันใหญ่หลวง ให้กับคนทั้งหมู่บ้าน เพราะพี่ชายของแม่ศรีเกิดไปรักใคร่ชอบพอกับลูกชายคนโตของผู้นำหมู่บ้านแกใต้ ซึ่งชาวบ้านถือเป็การผิดผี ผิดประเพณีอย่างร้ายแรงที่ชายจะสมสู่กับชายด้วยกัน จะทำให้เกิดเภทภัยกับหมู่บ้าน ฝนฟ้าจะไม่ตกพื้นดินจะแห้งแล้ง ต้นไม้จะเหี่ยวเฉา ชาวบ้านจะอดอยากล้มตาย ไร้คนสืบทอดลูกหลาน
จนชาวบ้านคนหนึ่ง แอบไปพบเห็นลูกชายคนโตของผู้นำหมู่บ้านแกใต้ ลอบเข้ามาหาค้างแรมกับพี่ชายของแม่ศรีแล้วนำมาบอกกับชาวบ้านคนอื่น ๆ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันไปจับทั้งคู่ แล้วนำมาที่กลางลานของหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้นำหมู่บ้านที่ตอนนั้น ก็คือพ่อของพี่ชายแม่ศรีเองลงโทษ
ชาวบ้านส่วนใหญ่ ้าให้ลงโทษขั้นเด็ดขาด โดยการนำไปฆ่าทิ้งเสียเพื่อไม่ให้เป็เยี่ยงอย่าง แต่ด้วยความที่เป็พ่อลูกกัน พ่อแม่ของแม่ศรีจึงขอร้องไม่ให้ฆ่าทิ้งขอให้ขับไล่ทั้งคู่ออกไปจากหมู่บ้าน ไม่ให้กลับเข้ามาในหมู่บ้านอีกตลอดไปด้วยความที่ชาวบ้าน ให้ความเคารพนับถือพ่อของแม่ศรีเป็อย่างมาก ชาวบ้านจึงยินยอม ให้ขับไล่ทั้งคู่ออกไปจากหมู่บ้านโดยนำทั้งคู่ไปให้คำสาบานต่อปราสาทผีท้ายหมู่บ้านว่าจะไม่กลับเข้ามาเหยียบในหมู่บ้านนี้อีกเสร็จแล้วจึงปล่อยตัวให้ออกจากหมู่บ้านไป
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ปราสาทผีคือ เจดีย์ที่สร้างไว้เก็บรวมเถ้ากระดูกของชาวบ้านที่เสียชีวิตแล้วนำมาทำพิธีเผาด้วยกองฟืน (หรือเรียกว่ากองฟอน) ที่เรียกกันว่าสุสานของหมู่บ้าน บริเวณนั้นชาวบ้านจะถือเป็พื้นที่ศักดิ์สิทธิมักจะตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
จากนั้นไม่นานนัก ด้วยความรักลูกพ่อของแม่ศรี ได้แอบไปสร้างกระท่อม ไว้ให้ทั้งสองได้อาศัยอยู่ที่ชายป่านอกเขตหมู่บ้าน และมักนำข้าวปลาอาหาร ไปส่งไว้ให้กินกันไม่ได้ขาดโดยที่ไม่เคยมีใครได้ร่วงรู้
แม่ศรีเล่าให้ฟังต่อว่า . . . ่นั้นฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล พื้นดินแห้งแล้งนานนับปี พืชผลล้มตาย ทำให้ชาวบ้านอดอยาก มีชาวบ้านบางคนที่ยังไม่ลืมเื่พี่ชายของแม่ศรีออกมาบอกว่า เหตุอาเภทนี้เป็เพราะพ่อของแม่ศรี ได้ขอให้ปล่อยลูกชายไปถ้าฆ่าทิ้งไปเสียตอนนั้น ฝนฟ้าก็คงตกลงมาตามฤดู คงไม่มีชาวบ้านคนใดได้เดือดร้อน
จนมาวันหนึ่ง พ่อของแม่ศรีเกิดป่วยหนักเป็ไข้ป่านอนเป็ไข้ไม่รู้สึกตัวอยู่กับบ้านหลายวันจึงไม่มีใครไปส่งเสบียงให้กับพี่ชายของแม่ศรี เมื่อพ่อไม่ได้ไปส่งเสบียงให้พี่ชายของแม่ศรีก็คิดไปต่าง ๆ นา ๆ จนกลัวว่าพ่อจะโดนเสือหรือสัตว์ป่าทำร้ายระหว่างทางที่มาจนตาย ทั้งคู่จึงตัดสินใจที่จะแอบเข้าหมู่บ้าน เพื่อจะมาดูให้แน่ใจว่าพ่อไม่เป็อะไร
ทั้งสองอาศัยเวลาใกล้ค่ำเดินลัดเลาะชายป่านอกเขตหมู่บ้านเข้ามา เพื่อไม่ให้มีใครเห็นจนเข้าไปใกล้บ้านพ่อมากพอ จึงซุ่มแอบเฝ้าดูเข้ามาในบ้านกันอยู่เงียบๆ รออยู่นานก็ยังไม่เห็นพ่อเพราะพ่อนอนป่วยอยู่บนบ้าน
ขณะนั้นแม่ศรีที่ยังเด็กอยู่ก็กำลังวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ อยู่ที่ลานบ้าน ด้วยความร้อนใจอยากรู้เื่พ่อ พี่ชายคิดว่าน่าจะถามเอากับน้องสาวได้จึงใช้วิธีหาก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ปาเข้าไปให้โดนน้องสาว เผื่อว่าน้องสาวจะหันมาเห็นแล้วจะได้เรียกมาถามถึงพ่อได้
เมื่อปาหินไปโดนน้องสาว แล้วน้องสาวหันมาเห็นพี่ชายก็รู้สึกดีใจวิ่งเข้าไปหาพี่ชายในทันที เมื่อพี่ชายถามถึงพ่อน้องสาวก็บอกว่าพ่อไม่สบายมาก นอนอยู่แต่บนบ้านมาหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหายเมื่อพี่ชายได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งใจคลายความกังวลลงจึงถามถึงแม่กับน้องว่าสบายดีนะ ก่อนที่จะรีบจากไป
แต่บังเอิญว่าเพื่อนของน้องสาวที่เล่นอยู่ด้วยกันมองเห็นพี่ชายของแม่ศรีอยู่ไกล ๆ และจำได้กำลังจะเดินกลับเข้าบ้านพอดีเพราะพ่อมาเรียกให้เข้าบ้าน จึงนำเื่ที่เห็นพี่ชายของแม่ศรีไปเล่าให้พ่อของตัวเองฟังตามประสาเด็ก
ขณะที่เล่าให้พ่อฟัง แม่ก็ได้ยินไปด้วย จึงทำให้แม่รู้สึกโกรธเป็อย่างมากเพราะเชื่อว่าความยากลำบากที่เกิดขึ้นกับคนในหมู่บ้านนั้น เกิดจากความวิปริตผิดเพศของลูกชายผู้นำของหมู่บ้านตน จึงเอาเื่นี้ไปเล่าให้กับคนอื่น ๆ ฟัง
ความไม่พอใจนี้ลุกลามไปทั้งหมู่บ้านชาวบ้านรวมตัวพากันไปที่บ้านของผู้นำหมู่บ้านเพราะเชื่อกันว่าพ่อของแม่ศรีซ่อนลูกชายเอาไว้ในบ้านต่างเรียกร้องให้นำตัวออกมาลงโทษเพื่อจะได้ทำให้เภทภัยที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านได้หายไปแม้ทุกคนที่อยู่ในบ้านจะปฏิเสธว่าไม่มีอยู่ในบ้าน ช้าวบ้านก็ไม่เชื่อพากันบุกเข้าไปรื้อค้นภายในบ้าน แต่ก็ไม่เจอผู้ใด
เมื่อค้นหากันแล้วไม่พบอยู่ในบ้านพวกชาวบ้านจึงพูดกันว่า น่าจะหลบหนีออกไปจากบ้านได้ไม่นานนักจึงให้แบ่งชาวบ้านออกเป็กลุ่ม ๆ ให้ออกไล่ตามหาไปโดยเร็ว
กลุ่มชาวบ้านค้นหากันข้ามคืน จนสาย ๆของวันถัดไปจึงพบตัว ที่กระท่อมชายป่านอกเขตหมู่บ้าน แล้วนำทั้งคู่กลับมานำมามัดไว้กับเสาที่ลานหน้าปราสาทผี ให้คนไปป่าวประกาศ ให้คนในหมู่บ้านมาร่วมกันลงโทษ